ทั้งนี้ กับ “ฤทธิ์พายุฤดูร้อน” นั้น มักจะมาแบบจัดเต็ม ทั้ง “สายฟ้าสายฝนสายลม” และบางครั้งบางคราวก็อาจจะมี “ลูกเห็บ” ตกลงมาด้วย โดยฤทธิ์ของพายุดังกล่าวนี้ได้ทำให้เกิดความเสียหายทุก ๆ ปี ซึ่งก็ควรจะรู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับพายุชนิดนี้…

เป็นเรื่องที่ “สำคัญและมีประโยชน์”

กับการที่จะ “รู้และเข้าใจธรรมชาติ”

อย่างน้อยก็ “รู้ไว้เพื่อระวังอันตราย”

เกี่ยวกับ“พายุฤดูร้อน”ในปีนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ก็ประกาศ แจ้งเตือนคนไทยให้ระวังอันตราย โดยพายุดังกล่าวนี้ก็มีคำอธิบายจาก แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศ ที่เคยให้ข้อมูลไว้กับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” โดยระบุไว้ว่า… ช่วงที่เกิดพายุฤดูร้อนเป็นช่วงที่จะเกิดลักษณะอากาศฝนฟ้าคะนอง หรือฝนตกหนักบางแห่ง และอาจมีลมกระโชกแรง มีลูกเห็บตก รวมถึงอาจมีฟ้าผ่ารุนแรงร่วมด้วย ซึ่งสาเหตุ เกิดจากการที่อากาศร้อนเจออากาศเย็น เกิดการปะทะกัน จากองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ… 1.อากาศร้อน, 2.อากาศเย็น, 3.ตัวเร่งแรงลม ที่เป็นปัจจัย… ส่งผลทำให้ “สภาพอากาศแปรปรวน”…

ทำให้ “เกิดพายุฤดูร้อนขึ้นตามมา!!”

ส่วน “ข้อแนะนำ” ช่วงที่เกิดพายุฤดูร้อน ก็มีแนวทางปฏิบัติกว้าง ๆ ดังนี้คือ… หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ในช่วงที่อาจเกิดพายุฤดูร้อน, ไม่ควรหลบฝนใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง ป้ายโฆษณา ขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เนื่องจากต้นไม้ สิ่งปลูกสร้าง หรือป้ายโฆษณา ที่เข้าไปหลบนั้น อาจจะไม่แข็งแรง จนพังถล่มล้มลงมาทับได้, ตรวจสอบความแข็งแรงของสิ่งค้ำยัน โดยสำหรับกลุ่มเกษตรกรก็ควรตรวจสอบและเสริมความแข็งแรงสิ่งค้ำยันต้นไม้ที่ปลูก เพื่อลดความเสียหายต่อผลผลิต รวมทั้งควรดูแลโรงเรือนให้มั่นคงแข็งแรง เนื่องจากอาจเกิดอันตรายจากลมกระโชกแรงขณะเกิดพายุฤดูร้อนได้

นอกจากนี้ยังแนะนำให้ ติดตามข่าวสารเพื่ออัปเดตสถานการณ์ เนื่องจากลักษณะสภาพอากาศช่วงเกิดพายุฤดูร้อนมักเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้ต้องเฝ้าติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเตรียมตัวรับมือสภาพอากาศได้

นี่คือ “สิ่งที่ควรจะต้องทำ” โดยสังเขป

ทำ “เพื่อให้ปลอดภัยจากพายุฤดูร้อน”

ขณะที่ “หลักสังเกต” ก่อนที่ “จะเกิดพายุฤดูร้อน” นั้น เรื่องนี้ก็มี “ข้อมูลน่ารู้” เช่นกัน ซึ่งข้อมูลนี้สามารถที่จะใช้เป็น “ลางบอกเหตุพายุฤดูร้อน” ได้ โดยเป็นสิ่งที่สังเกตได้ง่าย ๆ ก่อนที่จะเกิดพายุชนิดนี้ ซึ่งข้อมูลที่ผู้สันทัดกรณีได้ให้ไว้ มีดังนี้ คือ… ให้สังเกตจาก อากาศที่เริ่มร้อนอบอ้าวขึ้นเรื่อย ๆ โดยช่วงก่อนเกิดพายุฤดูร้อนนั้น ลมมักจะค่อนข้างสงบ ดูได้จากการที่ ใบไม้ไม่ค่อยกระดิก และ แหงนดูท้องฟ้าก็จะพบความมืดมัว หรือมีทัศนวิสัยไม่ดี และมีเมฆก่อตัวใหญ่ขึ้น

ต่อมาก่อนที่จะมีพายุ สภาพอากาศมักเริ่มโหมโรงด้วย…ลมเริ่มพัดแรงในทิศใดทิศหนึ่งหรือ มีลมกระโชกเป็นครั้งคราว และพอท้องฟ้ามีเมฆเต็มก็จะตามมาด้วย… ฟ้าแลบฟ้าคะนองในระยะไกล และช่วงรุนแรงสุดก็จะ “กระหน่ำซัมเมอร์เซลล์แบบรวมมิตร” ด้วยลักษณะสภาพอากาศที่ระบุไว้ข้างต้นพร้อม ๆ กัน ซึ่งปกติกระบวนการทั้งหมดมักจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง และมักถล่มในพื้นที่แคบ ๆ ราว 10-20 ตารางกิโลเมตร …แต่แค่นี้ก็หมายถึงการ “ทำให้เกิดความเสียหาย”

เมื่อพายุฤดูร้อนพัดผ่านไปแล้ว หลังจากนั้นสภาพอากาศจะเย็นลง เพราะฝนตก และท้องฟ้าก็จะดูสดใส จนทำให้มีคนอุปมาอุปไมย หรือเปรียบ “พายุฤดูร้อน” ไว้ว่า… มีนิสัยคล้ายคนโกรธง่ายหายเร็ว” …นี่เป็นคำอธิบายและข้อมูลโดยสังเขป

สำหรับ “อันตรายขณะมีพายุฤดูร้อน” อีกอย่าง คือ “ลูกเห็บ” ซึ่งจะ ทำอันตรายได้ทั้งต่อคน สัตว์ พืช สิ่งของ สิ่งปลูกสร้างโดยที่ ลูกเห็บมักเกิดในสภาพอากาศที่มีเมฆฝนฟ้าคะนอง จากการที่ก้อนเมฆมีกระแสอากาศไหลเวียนอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งการที่เม็ดน้ำขนาดเล็กถูกกระแสอากาศที่ไหลขึ้นพาขึ้นไป พอสูงใกล้ยอดเมฆก็จะพบอุณหภูมิที่ต่ำมาก ๆ ทำให้แข็งตัวเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดเล็ก เมื่อก้อนน้ำแข็งนี้สะสมเคลือบน้ำแข็งที่ถูกพัดขึ้นหมุนวนในก้อนเมฆหลาย ๆ รอบ ก็จะเกิดการสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนมีน้ำหนักถึงจุดหนึ่งกระแสอากาศที่ไหลขึ้นก็จะพยุงไว้ไม่อยู่ ก็ทำให้ก้อนน้ำแข็งตกลงมา…

เกิด “พายุลูกเห็บสร้างอันตราย!!”

ทั้งนี้ แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านอากาศเคยอธิบายกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ด้วยว่า… ลูกเห็บในไทยมักเป็นก้อนน้ำแข็งขนาด 0.5-15 เซนติเมตร โดยเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มักจะมาพร้อมกับสภาพอากาศในช่วงที่เกิด “พายุฤดูร้อน” พายุที่แม้ว่าจริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องปกติทางธรรมชาติ แต่หลังจากเข้าสู่ “ยุคโลกแปรปรวน-ยุคโลกเดือด” ก็ทำให้สถานการณ์ทางธรรมชาติที่เคยปกตินั้นชักจะ “รุนแรงมากกว่าปกติขึ้นเรื่อย ๆ”ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็ ควรเตรียมการและรู้วิธีป้องกันไว้ด้วย ก็จะดี รวมถึง ติดตามคำเตือนสภาวะอากาศ แบบมิใช่แค่ฟัง ๆ แล้วก็ผ่านเลยโดยไม่ได้ระมัดระวัง…

เพราะ “ฤทธิ์เดชของพายุฤดูร้อนนั้น

ยุคนี้ “ก่อความเสียหายในไทยทุกปี”

ที่ “บางทีก็ถึงขั้นมีคนตายจากพายุ!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์