การเมืองไฟลุก ปรับสู่โหมดบู๊ล้างผลาญ เปิดเกมชิงบัลลังก์นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ระหว่างค่ายแดง-น้ำเงิน “พรรคเพื่อไทย vs พรรคภูมิใจไทย” โดยมี “ค่ายสีส้ม” พรรคประชาชน เป็นตัวแปรที่เลือกสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยโดยมีเงื่อนไขจาก “ค่ายสีส้ม” ว่าต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน จึงถูกเรียกว่ารัฐบาลเฉพาะกาล มีภารกิจเรื่องการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มายกร่าง จึงต้องมาคุยกับนักการเมืองที่เคี้ยวลากดิน อย่าง “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีตรัฐมนตรี และอดีตสส.พัทลุง ผู้เกาะติดทุกความเคลื่อนทางการเมือง

“นิพิฎฐ์” เปิดประเด็นถึงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในขณะนี้ว่า พรรคภูมิใจไทยที่ได้เป็นรัฐบาลชุดใหม่จะมีอำนาจในการสร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยสามารถทำได้ทุกอย่าง ทั้งการโยกย้ายข้าราชการ การใช้งบกลาง แต่มีปัญหาอยู่ที่ว่า รัฐบาลที่มาบริหารราชการแผ่นดินเพียงแค่ 4 เดือนแล้ว ยุบสภาเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ไม่เป็นผลดีกับประเทศชาติเลย เพราะวาระของสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบันเหลือ ประมาณ 2 ปี การทำงานแค่ 4 เดือนแล้วจะยุบสภา ไม่เป็นผลดีเลย นักลงทุนทั้งหลายจะหยุดเข้ามาลงทุนในประเทศไทยทั้งหมด เพราะไม่รู้ว่าเลือกตั้งใหม่ ใครจะได้มาเป็นรัฐบาล และจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายกันอีกหรือไม่ ตอนนี้เศรษฐกิจโลกก็มีปัญหา ที่สำคัญคือข้าราชการจะใส่เกียร์ว่าง เพราะไม่รู้ว่าเจ้านายคนใหม่จะเป็นคนปัจจุบันหรือจะเปลี่ยนอีก

“การตั้งเงื่อนไขให้รัฐบาลทำงานแค่ 4 เดือน เป็นเรื่องการแย่งชิงอำนาจของนักการเมืองโดยแท้ โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นและไม่คุ้มกับประเทศชาติ แต่คุ้มสำหรับพรรคที่ได้เป็นรัฐบาลซึ่งได้ประโยชน์ท่ามกลางการสูญเสียของประเทศ คุณได้กำไรแต่ประเทศขาดทุน และถ้ามีการยืดเวลาออกไปเกิน 4 เดือน จะยิ่งทำให้ประเทศชาติเสียหาย เพราะพรรคประชาชนที่เป็นผู้ตั้งเงื่อนไขจะถอนการสนับสนุน เพราะคิดว่าตัวเองถูกเบี้ยว และจะเกิดปัญหาองค์ประชุมสภาไม่ครบ เปิดประชุมสภาไม่ได้ จะกระทบต่อการพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญ โดยเฉพาะกฎหมายการเงิน รัฐสภาจะเกิดความพิกลพิการ”

@ การที่พรรคประชาชนตัดสินใจสนับสนุนการตั้งรัฐบาล จะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อพรรคประชาชนอย่างไร

จะมีผลเสียต่อตัวพรรคประชาชนเอง เพราะผู้ที่สนับสนุนพรรคประชาชนออกมาโวยวายแล้วว่า เคยโดนพรรคอื่นหลอกมาแล้ว เจ็บแล้วไม่จำ และบางพรรคเคยประกาศมาก่อนว่า ไม่สามารถจับมือทำงานกับพรรคประชาชนได้ และครั้งนี้จะกลืนน้ำลายจับมือกับเขาได้อย่างไร แบบนี้ยิ่งทำให้พรรคประชาชนเสียหาย และจะถูกมองว่ามีข้อแลกเปลี่ยนอะไรเพื่อช่วยคนของตัวเองหรือไม่ เช่น คดี สส.พรรคก้าวไกลโดนกล่าวหากรณีการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งค้างอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

โดยเฉพาะเงื่อนไขการทำประชามติเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการให้มีส.ส.ร. ต้องถามพรรคภูมิใจไทยว่ามีความตั้งใจอย่างแรงกล้าหรือไม่ที่จะแก้ไข พูดกันตรงไปตรงมา พรรคภูมิใจไทยเป็นตัวขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตลอด แต่วันนี้ พรรคประชาชนฝากชีวิต ฝากอนาคตไว้กับพรรคภูมิใจไทยว่าเขาจะมาช่วยแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอถามว่าคุณเชื่อเขาขนาดนั้นเลยหรือ และถ้า 4 เดือนไปแล้ว ทำไม่ได้ หรือทำประชามติแล้วพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญ ก็จะเกิดความเสียหายอีก ผมคิดว่าไม่ควรเอาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นเงื่อนไขการยุบสภา เพราะไม่มีทางรู้ก่อนได้เลยว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร และจะรู้ได้อย่างไรว่าประชาชนต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญ ถ้าเราไปผูกอนาคตของพรรคไว้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการให้ตั้ง ส.ส.ร. กับการยุบสภา ผมคิดว่าแบบนี้เสี่ยงมาก เพราะเชื่อว่า ภายใน 4 เดือนเป็นไม่ได้เลยที่จะทำประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญได้สำเร็จ เพราะต้องมีการยกร่างพระราชกฤษฎีกา ต้องกำหนดวันเวลาทำประชามติ และต้องมีตัวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยรวมแล้วไม่มีทางจะทัน 4 เดือนได้เลย

 ยิ่งถ้าพรรคประชาชนไม่ได้เข้าไปอยู่ในคณะรัฐมนตรี จะรู้ได้อย่างไรว่า พรรคที่เข้าเป็นรัฐบาลจะทำเรื่องนี้อย่างเต็มกำลัง เขาจะดีเลย์ตรงไหนบ้าง และหาเหตุขยายไปเรื่อย และตอนนี้ตัวร่างกฎหมายประชามติก็ยังอยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าศาลฯ ชี้ว่าต้องทำประชามติ 2 ครั้ง พอเมื่อเริ่มทำประชามติไปครั้งแรก ก็อาจจะมีคนไปยื่นในทุกขั้นตอน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เรื่องง่าย มีเทคนิคอีกเยอะที่ทำให้เรื่องนี้ดีเลย์ออกไป

“ถ้ากระบวนการที่เกี่ยวข้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้า อาจจะมีคนไปยื่นร้องต่อองค์กรอิสระต่าง ๆ ว่าทำได้หรือไม่ จะกลายเป็นการยืดเวลาออกไปอีกเป็นปี หรือแม้จะมีการยื่นญัตติเพื่อขอตั้งส.ส.ร. ก็อาจมีคนไปยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมเชื่อว่ามีคนเอาไปยื่นเรื่องร้องแน่นอน และแบบนี้เสร็จไม่ทัน 4 เดือนแน่นอน โดยรวมแล้วผมคิดว่าพรรคประชาชนคิดไม่ครบ ซึ่งอาจเป็นเพราะประสบการณ์ของเขาก็ได้ และจะกลายเป็นว่าพรรคประชาชนถูกการเมืองเล่นงานเอง และเกิดเกมการเมืองที่ซ้อนขึ้นอีก พรรคประชาชนต้องการเปลี่ยนสังคม ต้องการเปลี่ยนโลก แต่เขายังไม่รู้จักโลกเลย ดังนั้นถ้าเขาอยากจะเปลี่ยนแปลง เขาต้องรู้จักโลกเสียก่อน ซึ่งเป็นพูดของ คาร์ล มากซ์ นักปรัชญาการเมือง”

@ มองการเมืองในศึกเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไร แลนด์สไลด์จะเกิดกับพรรคสีส้มอีกหรือไม่

กำลังเข้าสู่ภาวะการเมือง 3 ก๊ก หรือ 3 เส้า เป็น “แดง-น้ำเงิน-ส้ม” แบบนี้ทำให้การเมืองเดินยาก เพราะกำลังหลักอยู่ที่ 3 พรรคใหญ่นี้ ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนที่มี 2 พรรคใหญ่แล้ว ยังมีพรรคอื่นๆด้วย  แต่เมื่อมาถึงยุคการเมือง 3 เส้า ถ้าดึงก้อนใดก้อนหนึ่งออก บ้านเมืองก็จะล้ม ทำให้การเมืองเดินยาก ทั้งนี้ พรรคการเมืองหรือนักการเมืองเป็นผลผลิตของประชาชน ดังนั้น เราต้องโทษประชาชนด้วยเช่นกันว่าไปสร้างนักการเมืองให้ออกมาเป็นแบบนี้ เราทุกคนต้องรับชะตากรรมด้วยกัน ทั้งนี้ ประชาชนต้องตระหนักรู้ด้วยว่าจากนี้ไป เราจะเลือกตั้งแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว ถ้าเลือกนักการเมืองหรือพรรคการเมืองเหมือนที่ผ่านมา บ้านเมืองก็จะเป็นแบบเดิมอีก ในระยะหลังจะเห็นว่ามีการใช้เงินซื้อเสียงจำนวนมาก ทำให้ความต้องการที่บริสุทธิ์ของประชาชนถูกเบี่ยงเบนไปด้วยอามิจสินจ้างพวกนี้ ถ้าการเมืองยังเป็นแบบนี้ก็ยากที่จะมีการพัฒนาหรือมีความก้าวหน้าเกิดขึ้นได้

การเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคส้มจะเกิดแลนด์สไลด์ไม่ได้ง่ายๆ โดยทุกคนรู้จุดอ่อนของประชาชนแล้วว่าจุดไหนเป็นสีส้มหรือสีอื่น ถ้าฝ่ายไหนไม่ต้องการให้พรรคสีส้มเกิด เขาก็ใช้เงินเข้าไปทุบในการชิงสส.เขต ดังนั้น ถ้าพรรคไหนไม่ต้องการให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภา พรรคนั้นก็ต้องเอาเงินไปทุบ ที่ผ่านมาเคยทุบในระดับไหนได้ เลือกตั้งครั้งต่อไป ก็ต้องทุ่มเงินมากขึ้นอีก ทุบจนประชาชนอ่อนแอ และต้องยอมพรรคนั้น เช่น เคยจ่าย 1,000 บาท ก็จ่ายเพิ่มเป็น 2,000 บาท ดังนั้นประชาชนต้องใจแข็ง ตื่นรู้ การที่ระบอบประชาธิปไตยจะเดินไปได้ ประชาชนต้องเข้มแข็ง ซึ่งนักการเมืองก็รู้จุดอ่อนของประชาชน.

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่