ทั้งนี้ 2 ตอนที่แล้ว “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้สะท้อนข้อมูลเกี่ยวกับ “ผู้สูงอายุ–ผู้สูงวัย” ประเด็น “หลักสูตรวิชาชีพดูแลผู้สูงวัย” กับประเด็น “ผู้ดูแลผู้สูงวัยในครอบครัว” และในตอนนี้ก็จะต่อเนื่องอีกประเด็นคือ “ผู้ดูแลคนในครอบครัวทั้งที่เป็นผู้สูงวัยและเด็ก”ซึ่งคนกลุ่มนี้ “ภาครัฐก็ควรสนใจช่วยเหลือ”เช่นกัน…
คนกลุ่มนี้มีศัพท์ประชากรศาสตร์…
มีศัพท์เรียกว่า “แซนด์วิชเจเนอเรชัน”
อยู่ในครอบครัว “ครัวเรือนแซนด์วิช”
เกี่ยวกับแซนด์วิชที่ไม่ใช่ของกิน แต่เป็นคน ที่เป็น “แซนด์วิชเจเนอเรชัน (Sandwich Generation)” นั้น…นี่ก็เป็น “อีกประเด็นที่ต้องตระหนักในยุคสังคมสูงวัย” โดยทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” พลิกแฟ้มสะท้อนย้ำ-สะท้อนต่อข้อมูลที่น่าพิจารณา ข้อมูลจาก รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2567 ที่จัดทำเผยแพร่ไว้โดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งเนื้อความสำคัญโดยสังเขปมีว่า… “แซนด์วิชเจเนอเรชัน” นั้นเป็นศัพท์ที่ใช้เรียก “ประชากรครัวเรือนที่ต้องอยู่ตรงกลางของครอบครัว” โดยที่ “มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบคนหลายรุ่น” ในครอบครัว ใน “ครัวเรือนแซนด์วิช” ซึ่งก็เป็นกลุ่มคนที่ “ควรมีแนวทางสนับสนุนเพื่อช่วยลดภาระ-ปัญหา” จากการที่ต้องดูแลทั้งผู้สูงวัย-ทั้งเด็ก

ทั้งนี้ “ภาระ–ปัญหาของแซนด์วิชเจเนอเรชัน” มีการแจกแจงไว้ในแหล่งข้อมูลดังกล่าวข้างต้นโดยอ้างอิงการศึกษากลุ่มประชากร “แซนด์วิชเจเนอเรชัน” ในสหรัฐอเมริกา โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน ที่พบว่า… มีประชากรเกือบ 1 ใน 4 ของสหรัฐที่ต้องดูแลผู้สูงวัยอายุ 65 ปีขึ้นไป พร้อมกับต้องดูแลเด็กหรือผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปีในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ มีแนวโน้มประสบปัญหาการเงินเพิ่มขึ้นเป็น 2เท่าของประชากรทั่วไปมีแนวโน้มเกิดปัญหาสุขภาพจิตสูงกว่าประชากรทั่วไป
ดูแลแค่ผู้สูงวัย หรือแค่เด็ก ก็หนัก
“แซนด์วิชเจเนอเรชัน” นี่ “ยิ่งหนัก!!”
ในรายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2567 ระบุไว้อีกว่า… แม้ยังไม่มีการศึกษาประชากรกลุ่ม “แซนด์วิชเจเนอเรชัน”ของไทยมากนัก แต่พิจารณาจากบริบทสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับครอบครัว การมีแนวคิดและธรรมเนียมปฏิบัติที่ ต้องดูแลคนหลายรุ่นในครอบครัว ก็อาจเป็นไปได้หรือมีแนวโน้มว่า “ไทยก็น่าจะมีแซนด์วิชเจเนอเรชันมาก”
นอกจากนี้ ในรายงานยังระบุถึง “ลักษณะครัวเรือนไทย” ไว้ว่า… ประกอบด้วย 3ลักษณะใหญ่ ๆ ได้แก่ ลักษณะที่หนึ่ง “ครัวเรือนคนเดียว” ลักษณะที่สอง “ครัวเรือนเดี่ยว” หรือครัวเรือนที่ประกอบด้วยสมาชิกไม่เกิน 2 รุ่น และลักษณะที่สาม “ครัวเรือนขยาย” ที่มีสมาชิกในครอบครัว 3 รุ่นขึ้นไป โดยครัวเรือนไทยที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นคน 3 เจเนอเรชันขึ้นไปหรือเป็นครัวเรือนลักษณะ “ครัวเรือนขยาย” กับลักษณะนี้ดูจะมีความใกล้เคียง “ครัวเรือนแซนด์วิช” มากที่สุด
ขณะที่จาก ผลสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) โดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ ก็เคยมีการคาดประมาณไว้ว่า… ประเทศไทยน่าจะมี “ครัวเรือนแซนด์วิช” อยู่ราว 3.4 ล้านครัวเรือน!! ซึ่งก็เป็นตัวเลขจำนวนที่ไม่ใช่น้อย ๆ และสิ่งที่น่าคิดต่อก็คือ หากไทยมีแนวโน้มครัวเรือนแซนด์วิชเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง…จะก่อเกิดผลเช่นไรบ้าง?
โฟกัสที่ “แซนด์วิชเจเนอเรชัน”คนตรงกลางใน “ครัวเรือนแซนด์วิช”เกี่ยวกับ “สิ่งที่จะได้รับผลกระทบ” ก็มีการประเมินไว้ว่าน่าจะประกอบด้วยผลกระทบ 2 สิ่งหลัก ๆ คือ… “ผลกระทบจากความเปราะบางทางการเงิน” แซนด์วิชเจเนอเรชันในครัวเรือนแซนด์วิชนั้นจะ ประสบปัญหาการเงินสูงกว่าครัวเรือนทั่วไปจากการต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลทั้งผู้สูงอายุ และเด็ก ที่ต่างก็เป็นผู้พึ่งพิง และ “ผลกระทบทางสุขภาพ” ที่มีปัจจัยจาก ความเครียด อีกทั้งแซนด์วิชเจเนอเรชัน มีแนวโน้มสูงที่จะเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ ความดันโลหิต โรคหัวใจ ไขมันในเส้นเลือด มะเร็ง เพราะไม่มีเวลาดูแลสุขภาพตัวเอง…นี่เป็นสถานการณ์ “ประชากรตรงกลาง” กลุ่มคนที่ “รัฐก็ควรต้องช่วย”
ถามว่า… “แล้วรัฐควรช่วยอย่างไร??” ในรายงานภาวะสังคมไทย โดย สศช. ก็ได้ระบุไว้ด้วย กล่าวคือ… ส่งเสริมให้เกิดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและเด็ก ซึ่งก็จะกระตุ้นให้ธุรกิจด้านนี้ขยายตัวด้วย, สนับสนุนเงินทุนเพื่อใช้บริการผู้ช่วยดูแลผู้สูงอายุและเด็ก, สนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการดูแลสมาชิกในครัวเรือน ที่เป็นผู้พึ่งพิง, ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำ เพื่อแบ่งเบาภาระการดูแลรับผิดชอบของแซนด์วิชเจเนอเรชัน รวมถึง เพิ่มทักษะการเงินก่อนวัยเกษียณ ทั้งความรู้และการบริหารจัดการทางการเงิน ให้กับแซนด์วิชเจเนอเรชัน …ซึ่งเมื่อเป็นผู้สูงอายุจะได้มีภาวะพึ่งพิงคนในครอบครัวน้อยลง
ทั้งนี้ ทั้ง “ผู้สูงอายุ” ทั้ง “ผู้ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว” ทั้ง “ผู้ดูแลคนในครอบครัวทั้งผู้สูงอายุและเด็ก” ทั้ง 3 กลุ่มนี้ยึดโยงกันอยู่ใน“สังคมผู้สูงอายุ” ที่ไทยก็เป็นนานแล้ว ซึ่ง “รัฐต้องพัฒนาแนวทางช่วยเหลือรองรับให้เท่าทัน–ทั่วถึง”
“รัฐ” ในที่นี้…“ก็ต้องหวังหน่วยงานรัฐ”
เพราะ…“จะหวังรัฐบาลก็ยังน่าท้อใจ”
ก็…“การเมืองวุ่นวายไม่หยุดหย่อน!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



