ในที่สุดปาฎิหารย์!! ก็ไม่มีอยู่จริง เพราะท้ายสุดแล้ว “เสี่นหนูอนุทิน ชาญวีรกูล” ก็ได้รับคะแนนโหวตท่วมท้นจากบรรดาท่านผู้ทรงเกียรติในสภาผู้แทนราษฎร ให้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 32 หลังจากนายกฯ “แพทองธาร ชินวัตร” มีอันต้องตกก้าวอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 จากปมคลิปเสียง “ฮุน เซ็น” ซึ่งก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายใด ๆ

ณ วันนี้ ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้น หรือทำให้ประชาชนคนไทยต้องแปลกใจใด ๆ เพราะการเมืองก็คือเรื่องของการบริหารผลประโยชน์ ถ้าลงตัวก็อยู่กันยาว ๆ ไป แต่ถ้าตราบใดคุยกันไม่รู้เรื่อง ผลประโยชน์ไม่ลงตัว  ก็จะลงท้ายด้วยการ “แตกหัก” อย่างที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้

แม้ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ แต่ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังบอบช้ำอยู่ในเวลานี้ “การเมือง” จึงกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะเข้ามาซ้ำเติมประเทศ ซ้ำเติมประชาชนคนไทยตาดำ ๆ เข้าอีก  เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา ทุกฝ่ายต่างคาดหวังมาตรการที่รัฐบาลพยายามเข็นออกมาเพื่อพลิกเศรษฐกิจให้โงหัวไปต่อให้ได้ 

แต่!! เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น หลายนโยบายที่รัฐบาล “เพื่อไทย” ดำเนินการไว้ยังไม่แล้วเสร็จจะได้ไปต่อหรือไม่? นี่คือเรื่องใหญ่ที่ต้องมาพลิกดูกันว่า รับบาลของพรรคภูมิใจไทยจะตัดสินใจไปต่อหรือเขี่ยทิ้งกันแน่..

จับตาภาษีแวต10%

เริ่มจากเรื่องใกล้ตัว!! อย่าง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่ ครม.ชุดใหม่จะตัดสินใจอย่างไร? โดยถือเป็นเรื่องเร่งด่วนต้องรีบทำสุด ๆ คือ การต่อเวลาลดภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะมติเดิม ครม.ได้อนุมัติให้ขยายเวลาการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 10% เหลือ7%  สิ้นสุดถึง 30 ก.ย.68 เท่านั้น  หากห้วงเวลาจากนี้ รัฐบาลไม่มีการขยายเวลาลดภาษีแวตออกไป ก็จะทำให้ตั้งแต่ 1 ต.ค.68 ภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยจะถูกปรับขึ้นเป็น 10 % โดยทันที นั่น! หมายความว่า…ความเสียหายจะเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจไทยมหาศาล เพราะเท่ากับว่าคนไทยจะมีค่าครองชีพเพิ่มขึ้น 3% ทันที รวมทั้งทำให้ต้นทุนของภาคธุรกิจ ภาคการผลิตปรับขึ้นไปด้วยตัวอย่างเช่น สินค้า 100 บาท เมื่อรวมภาษีมูลค่า 7% จะมีราคาขายสุทธิที่ 107 บาทแต่หากภาษีขึ้นเป็น 10% ราคาสินค้าจะขยับเป็น110 บาททันที ซ้ำเติมค่าครองชีพคนไทยที่สาหัสอยู่แล้ว ให้ลำบากขึ้นไปอีก 

ดิจิทัลวอลเล็ท-รถไฟฟ้า

ต่อมา…เป็นโครงการเรือธงรัฐบาลเพื่อไทย ดิจิทัล วอล เล็ท โอกาสที่โครงการได้ไปต่อคงเป็นเรื่องยาก!! แม้ประชาชนครึ่งประเทศลงทะเบียนเข้าโครงการไปตั้งแต่ปีที่แล้วกว่า 36 ล้านคน แต่ถึงวันนี้…เงินดิจิทัลยังลอยลมอยู่ในอากาศ ไม่ถึงมือคนไทยสักสตางค์แดงเดียว ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เหตุทางการเมืองเท่านั้น ที่ไม่ได้ไปต่อ แต่ตลอด 2 ปีโครงการนี้ถูกคัดค้านหนักหน่วงจากนักวิชาการ หน่วยงานอิสระ จนทำให้ช่วงเฟส 1 และ เฟส 2 รัฐบาลต้องยอมถอย ผ่าตัดดัดแปลงเพศไปแจกเงินสดให้กลุ่มเปราะบาง คนจน ผู้สูงอายุ และผู้พิการแทน ซึ่งผลออกมาก็ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าไรนัก ขณะที่เงินดิจิทัลของแท้ ที่เตรียมแจกให้กลุ่มวัยรุ่นในเฟสสาม ก็ถูกเลื่อน โยกเงินไปใช้รับมือวิกฤตเศรษฐกิจแทน ดังนั้น!!  ฟันธงเงินดิจิทัล วอลเล็ท ล้มไม่ลุกแน่นอน เช่นเดียวกับโครงการรถไฟฟ้า  20 บาทตลอดสาย  อีกเรือธงของเพื่อไทย ที่เพิ่งเปิดลงทะเบียนไปสดๆ ร้อน ๆ แม้ไม่ถูกแรงต้านเท่าดิจิทัล วอลเล็ต  แต่ก็อาจไปไม่ถึงฝั่งเพราะยังติดขัดขั้นตอนแก้กฎหมายถึง 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ. การขนส่งทางราง ร่างพ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม  และร่าง พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งแม้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้วรอเข้าวุฒิสภา แต่หากเปลี่ยนรัฐบาลก็อาจต้องรีสตาร์ทใหม่ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ข้อกฎหมาย รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ยังมีปัญหาเกี่ยวกับความคุ้มค่า และภาระงบประมาณอุดหนุนปีละ 6-7 พันล้านบาท รวมถึงการทำแผนระยะยาว ที่ต้องตั้งกองทุนฯ ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชนกลับมาสู่อ้อมอกรัฐ ซึ่งเรื่องนี้ย่อมเกิดแรงต้านจากกลุ่มนายทุนผู้เสียประโยชน์

สถานบันเทิงครบวงจรจบเห่

ไปต่อกันกับเมกะโปรเจคท์กับ ร่าง พ... การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์)ซึ่งถือเป็นอีกโครงการลุยไฟของเพื่อไทย ที่ปัจจุบันถูกถอนออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว หลังถูกแรงกดดันหนักจากหลายฝ่ายโดยเฉพาะเนื้อหาสาระใน ร่าง พ.ร.บ. ที่อนุญาตให้มีกาสิโนถึง 10% ของพื้นที่ทั้งหมด แต่การที่ร่างกฎหมายถูกถอนออกไปไม่ได้หมายความว่าโครงการสถานบันเทิงครบวงจรจะสิ้นสุดลงอย่างถาวร แต่โอกาสเป็นไปได้น้อย  ที่จะเดินต่อหากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เพราะคง ไม่อยากเสี่ยงกับแรงกดดันภาคสังคม

บ้านเพื่อคนไทยเคว้ง

มาต่อที่โครงการ “บ้านเพื่อคนไทย”  เปิดให้จอง ชมห้องตัวอย่างไปแล้วตั้งแต่ต้นปี วางแผนพื้นที่นำร่องและก่อสร้าง4 ทำเลหลัก ได้แก่ ย่าน กม.11 (กรุงเทพฯ) ย่านธนบุรี (กรุงเทพฯ) เชียงราก (ปทุมธานี) และเชียงใหม่ (ใกล้สถานีรถไฟ) โดยตามแผนจะส่งมอบล็อตแรก 154 หน่วยได้ปลายปีนี้ ส่วนโครงการอื่น ๆ ตามหลังมาในปี 69-70 โดยสถานะปัจจุบัน มีการเปิดให้จองสิทธิ์และคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติไปแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการก่อสร้างและพัฒนาในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่หากเปลี่ยนรัฐบาลก็ไม่รู้ว่าจะได้ไปต่อหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาโครงการบ้านลักษณะนี้ ก็มีแผนทำมาแล้วหลายยุคหลายสมัย และส่วนใหญ่ล้มเหลว เป็นแค่โครงการกระดาษเท่านั้น 

หวยเกษียณ-บัตรคนจน

หวยเกษียณ”…  เป็นโครงการที่น่าเสียดายหากไม่ได้ไปต่อ เพราะได้รับแรงหนุนจากประชาชน และไม่แทบถูกคัดค้านเลยโดยถูกคาดหวังจะช่วยการออม รองรับสังคมสูงวัยของคนไทยได้อย่างดี โดยหลักการคือ กองทุนการออมแห่งชาติ จะเปิดขายหวยเกษียณใบละ 50 บาท ให้คนไทนทุกอาชีพสามารถซื้อเสี่ยงโชคได้ หากถูกรางวัล 1 ล้านบาท ก็ได้ออกมาใช้ แต่หากถูกกินเงินต้นไม่หายไปไหน แต่จะถูกเก็บออมไว้ใช้หลังเกษียณ 60 ปี โดยสถานะปัจจุบัน หวยเกษียณ เดินมาไกลมาก เปรียบดังคนตั้งท้อง 8 เดือนเพราะผ่านสภาผู้แทนราษฎร 3 วาระ และจ่อเข้าวุฒิสภา 8-9 ก.ย. นี้  อย่างไรก็ตาม ผลจากการนายกฯ และ ครม.หลุดตำแหน่งไปต้องรอดูรัฐบาลชุดใหม่ จะเดินหน้าเสนอหวยเกษียณต่อหรือไม่ เพราะหากผ่านชั้น สว.แล้ว ก็รอประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และเดินหน้าต่อ

เช่นเดียวกับบัตรคนจน… แม้ไม่ได้ริเริ่มจากเพื่อไทย แต่เป็นงานที่รัฐบาลใหม่ต้องสางต่อ เพราะผลจากที่ครม. มีมติให้ปรับปรุงการเปิดลงทะเบียน จากเดิมเปิดรับลงทะเบียนปีละครั้ง เป็น 2 ปีครั้ง  นับจากวันที่เริ่มใช้สิทธิ์ปี 66 ซึ่งหมายความว่า ภายในปี 68 รัฐบาลจะต้องมีการเปิดลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่ เพื่อคัดเลือกคนได้สิทธิอีกรอบ แต่… ถึงตอนนี้เรื่องบัตรคนจน ไปถึงหน้าห้องรัฐมนตรีคลังแล้ว และรอจ่อเข้า ครม. แต่ยังไม่รู้ว่าจะเข้าไปเมื่อไร เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลก็ทำท่าจะเปิดลงทะเบียนตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และต้นปีแต่สุดท้ายก็เลื่อนไปเรื่อยๆ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่มาเคาะว่าจะเปิดลงทะเบียนใหม่หรือไม่ หรือหากไม่เปิดใหม่ ก็ต้องเสนอมติครม.ขยายเวลา เพื่อให้ผู้รับสิทธิบัตรคนจนชุดปัจจุบัน ได้รับสิทธิต่อไป

กม.ทรัพย์อิงสิทธิ99 ปี

ถัดมาเป็นการแก้ พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ เกี่ยวกับ “สิทธิการเช่า” ให้ได้ถึง 99 ปี ซึ่งเพื่อไทย ฝากความหวังไว้มากกับกฎหมายฉบับนี้ ว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญช่วยปลุกเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยสาระสำคัญของการแก้กฎหมาย คือ จะขยายสิทธิการเช่าเพิ่มจาก 30 ปี เป็น 99 ปี เพื่อเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาขอใช้สิทธิได้นานขึ้น ขณะที่กรณีที่ต่างชาติต้องการขอใช้สิทธิพื้นที่ของรัฐ หรือที่ราชพัสดุ ก็มาทำสัญญากับกรมธนารักษ์เพื่อใช้สิทธิเช่าระยะยาวได้เลย หรือกรณีต้องการเข้ามาซื้อที่ดินจากเอกชน คนไทยก็ทำได้เช่นกัน แต่มีเงื่อนไขว่าเมื่อตกลงซื้อขายแล้ว เจ้าของที่ดินที่เป็นคนไทย ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมาให้กรมธนารักษ์กลายเป็นที่หลวงก่อน และจากนั้นให้กรมธนารักษ์ปล่อยสิทธิการเช่าระยะยาว 99 ปีต่อชาวต่างชาติที่ขอซื้ออีกที ซึ่งจะได้รับเอกสารรับรองสิทธิเป็นครุฑสีเขียว เพื่อนำสิทธิการเช่าไปใช้เป็นหลักประกันทำธุรกิจได้ และเมื่อเช่าครบสัญญา 99 ปี ที่ดินแปลงนั้นจะตกกลับมาเป็นของรัฐอีกครั้ง

ปัจจุบันกฎหมายทรัพย์อิงสิทธิ ทำร่างเสร็จแล้วอยู่หน้าห้อง รมว.คลัง จ่อเสนอเข้าครม.แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลไป ไม่รู้ว่าจะได้เดินต่อไหม เพราะกฎหมายนี้หากอธิบายไม่ดี ก็มีความเสี่ยงถูกกล่าวหาว่า เป็นกฎหมายขายชาติได้ 

ภาษีทรัมป์ไหวมั๊ย

ถัดมา…ดูเรื่องแผนรับมือภาษีทรัมป์ ที่ผลลัพธ์ไทยถูกขึ้นภาษีนำเข้า 19% แถมยังต้องแลกกับการเปิดนำเข้าสินค้า 0% นับหมื่นรายการ โดยเบื้องต้นรัฐบาลเพื่อไทยสามารถตกลงกรอบเจรจาเบื้องต้นแล้ว เหลือในรายละเอียดไส้ เกี่ยวกับเงื่อนไขส่วนของโลคอล คอนเทนท์ หรือส่วนประกอบ ถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่การค้าอื่นๆ ซึ่งเหลือพูดคุยในระดับเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคกันต่อ โดยคาดว่าจะใช้เวลาอีกถึง 3-4 เดือนเป็นอย่างน้อย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าห่วง คือ หากการเจรจาตกลงรายละเอียดได้เสร็จเร็ว แต่ปรากฎว่ายังไม่มีรัฐบาล หรือเป็นรัฐบาลรักษาการจะไม่สามารถ ลงนามข้อตกลงทางการทั้ง ประเทศได้  เนื่องจากตาม กระบวนการทางกฎหมาย จะต้องมีการเสนอร่างข้อตกลงนั้นเข้าสู่ ครมและผ่านการพิจารณา สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถ้ามองในแง่ร้ายหากการเมืองวุ่นไม่จบ รัฐบาลไทยไม่พร้อม จนทางสหรัฐไม่ปลื้ม อาจกระทบต่อข้อตกลงหยุดชะงัก และอาจปรับขึ้นภาษีไทยจาก 19% ขึ้นไปอีกได้

นอกจากนี้ ยังต้องติดตาม แพ็กเกจเยียวยาภาษีทรัมป์ ซึ่งรัฐบาลกำลังเตรียมช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอยู่ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางการเงิน เช่น การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำซอฟท์โลน 1 แสนล้านบาท การลดภาษีของกระทรวงการคลังซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการลดภาษีเงินได้เพื่อบรรเทาผลกระทบ และการจัดเตรียมงบประมาณกลางปี 69 เพื่อใช้ในการเยียวยาที่วันนี้ยังไม่เห็นรายละเอียดว่าจะมีแนวทางออกมาช่วยเหลืออย่างไร

รวมถึงแผนการรับมือสินค้าราคาถูกจากจีน ที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยใช้ไทยเป็นทางผ่าน หรือนำเข้ามาดัมพ์ราคาขายแข่งสินค้าไทยซึ่งตอนนี้ตกอยูาสภาพไร้หางเสือกำกับทิศทาง เนื่องจากไม่มีคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจจากต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ขึ้นมากำกับดูแล โดยนับตั้งแต่การปรับ ครม. เมื่อกลางปีจนถึงบัดนี้ ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่หรือจัดประชุมเลยสักครั้ง  ส่งผลให้สินค้าจีนทะลักเข้สไทยแบบสะดวกโยธินจนขาดดุลเละเทะกว่า 9 แสนล้านบาท  

พลังงานค้างเติ่งเพียบ

ด้าน “กระทรวงพลังงาน” ก็มีงานค้างเติ่งเป็นอันดับต้น ๆ เช่น นโยบายน้ำมันเกษตรกรราคาถูก คล้ายกับน้ำมันเขียวเรือประมง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ที่เป็นนโยบายเรือธงวันแรกที่เหยียบกระทรวงพลังงาน แต่จนถึงวันนี้ยังไปไม่ถึงไหน รวมทั้งล่าสุดการรื้อนโยบายขั้นบันไดค่าไฟดูแลประชาชน หรือนโยบายบังคับผู้ค้าน้ำมันประกาศต้นทุนออกมา เพื่อดูค่าการตลาดให้เหมาะสมไม่ใช่ปรับตามอำเภอใจ ตลอดจนเดินหน้าตั้งระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์  (เอสพีอาร์) รอดูว่ารัฐบาลใหม่จะทำอย่างไรต่อ ที่สำคัญสุด คือแผนพลังงานชาติ  5 แผนแม่บท ยังไม่มีวี่แววคลอดสักที ทั้งแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก แผนอนุรักษ์พลังงาน  แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ  และ แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง 

กวาดขยะอุตสากรรม

ขณะที่เรื่องคั่งค้างกระทรวงอุตสาหกรรม หนีไม่พ้นงานสานต่อภารกิจ “ทีมสุดซอย” กวาดล้างกลุ่มโรงงาน ธุรกิจสีเทา ที่ถูกรื้อค้นโรงงานประจานรายวัน ซึ่งต้องดูว่ารมว.อุตสาหกรรมคนใหม่ จะให้ความสำคัญปราบของเถื่อนกันน้อยแค่ไหน  ขณะเดียวกันยังมีร่างพ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม พ.ศ… ซึ่งเป็นกฎหมายเก็บกวาดขยะอุตสาหกรรมฉบับแรกของไทย ช่วยปิดประตูไทยไม่ใช่ที่ทิ้งขยะโลก ที่อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความเห็นก่อนชงเข้า ครม. และสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนการแก้ไขพ.ร.บ.โรงงาน (ฉบับที่)  2 พ.ศ.2562 รวมถึงเรื่องสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสด ลดการผาอ้อย แก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่ล่าสุดเหลือ 14.86% 

ส่วนที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มีหลายงานที่เป็นเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ ว่าจะสะดุดหรือไม่ โดยเฉพาะการตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือศูนย์ AOC 1441 ที่บูรณาการทุกหน่วยงาน ทั้งรัฐและเอกชน มาใช้ปราบอาชญากรรมออนไลน์  เพื่อให้การอายัดบัญชี หรือ แจ้งความทำได้เร็วขึ้น รวมถึงการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ บอร์ดเอไอแห่งชาติ ที่จะช่วยขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ด้านเอไอ อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนบอร์ดใหม่ และทำให้การขับเคลื่อนเอไอของประเทศช้าลง หลังที่ผ่านมาประชุมไปเพียง 2 ครั้ง รวมถึงรัฐบาลดิจิทัล ที่ส่งเสริมให้ทุกกระทรวง หน่วยงานของรัฐ ใช้ระบบ อี-ออฟฟิซ เพื่อลดการใช้กระดาษอีกด้วย

ลุ้นเสน่ห์หุ้นไทย

ข้ามฟากที่ตลาดหุ้น ต้องติดตามไม่กระพริบ มาตรการเพิ่มเสน่ห์ตลาดทุนไทย ซึ่งเป็นการร่วมมือของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)  สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และกระทรวงการคลัง ที่มีกำหนดคิ๊กออฟ 15 ก.ย.68 นี้  โดยมีเป้าหมายเพื่อปลุกตลาดหุ้นไทย ทั้งฝั่งดีมานด์และซัพพลาย  โดยเฉพาะการหนุนให้บริษัทคุณภาพทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มก็ต้องดูว่ายังคงเดินตามแผนเดิมหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายที่ค้างคาอย่างร่าง พ..ให้อำนาจ ก..เป็นพนักงานสอบสวนร่วมเพื่อแก้ปัญหาธรรมาภิบาลในตลาดหุ้น  ดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมา ซึ่งล่าสุด ผ่านการพิจารณาของกฤษฎีกาแล้ว อยู่ระหว่างเสนอเข้า ครมก่อนประกาศใช้ตลอดจน ร่างแก้ไข พ..หลักทรัพย์ ฉบับ ก็อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกฤษฎีกา โดยสาระสำคัญคือการปรับการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีจากเดิมที่เน้นเฉพาะตัวบุคคล ไปสู่การครอบคลุมทั้งองค์กร เพื่อสร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่นในระยะยาว จะสะดุดด้วยหรือไม่

เอเอ็มซี-แนคก้า

ขณะที่การแก้หนี้สินภาคประชาชน โดยการตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี  มารับซื้อหนี้ภาคประชาชน แยกหนี้ดีออกจากหนี้เสีย เข้าจัดการหนี้ได้เร็วขึ้น ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงการคลัง ได้เปรยเตรียมรับซื้อหนี้เสียประมาณ 35% ของหนี้เสียเอ็นพีแอล1.2 ล้านล้านบาทมาบริหารผ่านเอเอ็มซี เป้าหมายเพื่อหวังปลดแอกช่วยชาวบ้าน ที่เป็นหนี้เสียก้อนไม่ใหญ่ ไม่เกิน 1 แสนบาท ซึ่งมาจากสินเชื่ออุปโภคบริโภคและบัตรเครดิต ให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้ และกลับมาเข้าขอสินเชื่อในระบบได้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งวิธีแก้หนี้ และแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังซึมกะทือในเวลานี้

ส่วนการยกร่างกฎหมายใหม่ อย่างการตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ หรือ “แนคก้า” ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในสภา จะเดินหน้าต่อไปได้แค่ไหน เช่นเดียวกับร่างพ...ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน ที่เป็นอีกกฎหมายที่กระทรวงการคลังพยายามผลักดันช่วยยกระดับทางการเงินไทยที่ผ่านครม.ไปแล้ว แต่จะไปไกลได้เพียงใด ก็ต้องรอดูกันต่อไป

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ถือเป็นผลงานที่ยังค้างคา ก็หวังว่ารัฐบาลภูมิใจไทยที่มารับไม้ต่อ จะพิจารณาสะสาง! โดยยึดผลประโยชน์จากประชาชนส่วนรวมมาก่อนโดยละทิ้งประโยชน์ทางการเมืองไว้ทีหลัง !