ทั้งนี้ ดูเรื่อง “การเมือง” แล้วย้อนดูเรื่องอื่น ๆ…กับกรณี “ไม่ไว้ใจ” ที่เป็นกระแสในแวดวงการเมือง นี่ก็สะท้อนความเป็นจริง หรือ “ฉายภาพความสำคัญ”ของ “ความไว้ใจ”ที่ในมุม “เศรษฐศาสตร์” ก็ให้ความสำคัญ ให้ความสนใจ ในฐานะที่ “เป็นต้นทุนทางสังคมที่จำเป็นอย่างมาก” ในหลาย ๆ มิติ…

ความไว้ใจ” ก็ “เป็นต้นทุนทางสังคม”

เป็นต้นทุนทางสังคมที่ก็ “จำเป็นมาก”

ต้นทุนทางสังคมนี้ก็ “น่าสนใจน่าคิด”

เกี่ยวกับข้อมูล “ความไว้ใจต้นทุนทางสังคม” ที่จะชวนดู แม้ไม่ได้โฟกัสเรื่องนี้ในมุมการเมือง แต่พินิจแล้วก็อาจ “สะท้อนยึดโยงการเมืองไทยดังที่เห็น ๆ ตอนนี้??” ทั้งนี้ มีข้อมูลวิชาการที่น่าสนใจที่ ผศ.ดร.ถิรภาพ ฟักทอง นักวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ระบุไว้ผ่านบทวิเคราะห์เรื่อง “ทุนทางสังคม (Social capital) ความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) สะท้อนประสิทธิภาพขององค์กรอย่างไร?”ซึ่งฉายภาพ “ความสำคัญ” ของ “ต้นทุนความไว้ใจ”

ผศ.ดร.ถิรภาพ ฟักทอง

บทวิเคราะห์ “ความไว้ใจ”หรือ “ความไว้เนื้อเชื่อใจ”นี้มีการเผยแพร่ไว้ทางhttps://setthasarn.econ.tu.ac.th โดยนักวิชาการท่านดังกล่าวได้ระบุไว้ หลักใหญ่ใจความมีว่า… ในทางเศรษฐศาสตร์มักจะพูดถึง “ทุน” กันอยู่บ่อย ๆ ซึ่งคำ ๆ นี้ในปัจจุบันก็มีการให้คำนิยามกันไว้อย่างกว้างขวางในหลากหลายความหมาย อย่างไรก็ดี บทวิเคราะห์นี้ได้หยิบยก “นิยามทุน” ที่อ้างอิงจากบทความโดย Robert Putnam ศาสตราจารย์-นักรัฐศาสตร์การเมืองชื่อดัง มหาวิทยาลัย Harvard ที่อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า… ทุนในโลกยุคใหม่” อาจแบ่งได้ 3 ประเภท คือ… ทุนกายภาพ (Physical capital)” เป็นทุนที่จับต้องได้ เป็นสิ่งของ ถัดมาคือ… ทุนมนุษย์ (Human capital)” เป็นทุนจากลักษณะเฉพาะแต่ละบุคคล อาทิ การศึกษา ประสบการณ์ ทักษะ เป็นต้น

และสำหรับทุนในโลกยุคใหม่อีกประเภทหนึ่งก็คือ… ทุนทางสังคม (Social capital)” โดยทุนประเภทดังกล่าวนี้มีความ เกี่ยวข้องโดยตรงกับพฤติกรรมและการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกันระหว่างมนุษย์ด้วยกันซึ่งในบทความโดยศาสตราจารย์ Robert Putnam ได้ชี้ถึงส่วนที่เป็น “ทุนที่สำคัญ” อย่าง ความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust)”ไว้ด้วย และบทวิเคราะห์โดย ผศ.ดร.ถิรภาพ ก็มีการหยิบยกเรื่อง “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” มาขยาย-ฉายภาพ “ความสัมพันธ์” ในมุมเศรษฐศาสตร์…

ความสัมพันธ์” ของความไว้เนื้อเชื่อใจ

ที่ “เกี่ยวข้องผลลัพธ์ทางเศรษฐศาสตร์”

ทางนักวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ได้แจกแจงไว้ว่า… เรื่อง “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” หรือ Trust” เป็นหัวข้อที่เริ่มได้รับความสนใจจากนักเศรษฐศาสตร์มากขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เพราะ ความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ถูกจัดให้เป็นตัวแทนของทุนทางสังคม เนื่องจาก หากไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจแล้วมนุษย์คงจะไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์หรือทำงานร่วมกันได้ หรือถ้าไม่มีก็จะไม่เกิดทักษะที่ส่งเสริมกันของแรงงาน จากการที่คนที่ร่วมงานกันไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน…

สำหรับความสำคัญของทุนทางสังคมที่มีต่อผลลัพธ์ทางเศรษฐศาสตร์ มีตัวอย่างงานศึกษาเชิงประจักษ์ของ Sarah Brown และคณะวิจัย เรื่อง Employee Trust and Workplace Performance ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Economic Behavior & Organization ในปี 2015 ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างต่อประสิทธิภาพขององค์กร โดยพบว่า… ยิ่งลูกจ้างและนายจ้างไว้ใจกันมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพองค์กรก็ยิ่งมากขึ้น ทั้งในแง่การเงิน ผลผลิต คุณภาพ ทั้งก่อนหรือหลังเผชิญกับวิกฤติ …นี่เป็นตัวอย่างที่นำมาฉายภาพให้เห็นผลลัพธ์ของ “ความไว้เนื้อเชื่อใจ”

นอกจากนี้ ยังมีการชี้ไว้ว่า… ความไว้เนื้อเชื่อใจที่เพิ่มมากขึ้น สามารถนำไปเพิ่มความสามารถในการโน้มน้าวใจให้คนอยากจะลงมือลงแรง หรือร่วมแรงร่วมใจ ให้มากยิ่งขึ้น และในทางกลับกัน หากระดับของการไว้เนื้อเชื่อใจกันลดลง กรณีนี้ก็จะส่งผลทำให้การโน้มน้าวใจให้มาร่วมมือร่วมใจกันมีประสิทธิภาพที่ลดต่ำลง ตามไปด้วย…

เรื่องของ “ทุนทางสังคม” นั้น“จะส่งผลดีมากที่สุดในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์”อย่างเช่น… ในสถานการณ์วิกฤติทางเศรษฐกิจและการเงิน ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมักกังวลและไม่ค่อยเชื่อมั่นนักกับตัวเลข แต่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะให้ความสนใจและมองหาปัจจัยที่น่าเชื่อใจมากกว่าในระดับที่มากพอจะจับมือหรือทำสัญญาด้วย โดยจะพิจารณาดูจากความน่าเชื่อถือผ่านทุนทางสังคมที่สะสมไว้ซึ่งเป็นมูลค่าที่ไม่สามารถวัดได้ทางบัญชี แต่ก็มีผล-ส่งผลให้องค์กรที่มีทุนทางสังคมสูงมีโอกาสลดต้นทุนได้เร็ว หรือ สามารถกลับมาเติบโตได้ แม้อยู่ในช่วงวิกฤติก็ตาม

ทั้งนี้ นี่เป็น “ผลลัพธ์ผลดี” จากกรณี “มีทุนทางสังคม” …ซึ่งกับ “ความไว้ใจความไว้เนื้อเชื่อใจ” ก็จัดว่า “เป็นต้นทุนทางสังคมที่สำคัญที่จำเป็นอย่างมาก” โดยที่ มองมุมเศรษฐศาสตร์กรณีนี้ก็อาจชวนให้มองถึงการเมืองยุคนี้…

ไม่ไว้ใจทั้ง 2 ฝ่าย” อื้ออึงกับการเมือง

แต่ “มีฝ่ายที่ถูกคิดว่าน่าไว้ใจมากกว่า”

จึง “นำสู่การเมืองแบบที่เห็น ๆ กัน”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์