สัญญาณเตือน ตัวอย่างผู้ป่วย คุณเอ (นามสมมุติ) อายุ 32 ปี ทำงานออฟฟิศ วันหนึ่งเริ่มรู้สึกเจ็บตึง ๆ ที่ถุงอัณฑะ ตอนแรกคิดว่าอาจนั่งเก้าอี้นานเกินไป หรือเผลอโดนกระแทกเล็กน้อย แต่พอผ่านไป 2–3 วัน อาการกลับบวมมากขึ้น เจ็บจนเดินไม่ถนัด มีไข้หนาวสั่นร่วม ด้วยความอาย คุณเอไม่กล้าไปหาหมอ คิดว่าปล่อยไว้เดี๋ยวก็คงดีขึ้น จนกระทั่งปวดจนทนไม่ไหว จึงตัดสินใจมาพบแพทย์ ผลตรวจพบว่าเป็น “ลูกอัณฑะอักเสบ” ถ้าช้าไปอีกเพียงไม่กี่วัน อาจเกิดหนองจนต้องผ่าตัด และเสี่ยงทำให้ลูกอัณฑะฝ่อหรือมีบุตรยากได้
อีกหนึ่งกรณีที่พบได้จริง คุณบี (นามสมมุติ) อายุ 26 ปี เป็นชายรักชาย มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่ใช้ถุงยาง หลังจากนั้นไม่กี่วันเริ่มมีอาการปัสสาวะแสบขัด ต่อมาปวดบวมที่ถุงอัณฑะด้านซ้ายจนต้องไปโรงพยาบาล
แพทย์ตรวจพบการติดเชื้อหนองใน (gonorrhea) ซึ่งลามลงไปที่ท่อปัสสาวะและลูกอัณฑะ จนเกิดเป็นลูกอัณฑะอักเสบจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โชคดีที่มารักษาทันเวลา ได้ยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม จึงหายเป็นปกติ แต่แพทย์ได้แนะนำเพิ่มเติมว่า ควรตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากปัสสาวะ (STI screening) เช่น ซิฟิลิส เอชไอวี หนองในเทียม และไวรัสตับอักเสบบี เพื่อความปลอดภัยของทั้งตนเองและคู่รัก
ลูกอัณฑะอักเสบ คืออะไร ภาวะนี้คือการอักเสบติดเชื้อที่ลูกอัณฑะ หรือ หลอดเก็บอสุจิ (epididymis) • เชื้อแบคทีเรีย : มักมาจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน หนองในเทียม • เชื้อไวรัส : เช่น โรคคางทูมที่ลามมาที่ลูกอัณฑะ โดยพบในเด็กหรือวัยรุ่น
ใครคือกลุ่มเสี่ยง วัยรุ่นและวัยทำงานที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน, ผู้ชายสูงอายุที่มีต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะไม่สุด ติดเชื้อง่าย, ผู้ที่ต้องใส่สายสวนปัสสาวะเป็นเวลานาน และกลุ่มชายรักชาย (LGBT) โดยเฉพาะผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่ป้องกัน.



