ทั้งนี้ เกี่ยวกับเรื่อง “ความรุนแรงในครอบครัว” โดยโฟกัสที่กรณี “ลูกทำร้ายบุพการี” นั้น ในไทยก็กำลังเป็นปัญหา ซึ่งเหตุที่ “รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต…ก็มี!!” จนสังคมไทยรู้สึกช็อก และนำสู่การตั้งคำถามกันมากในช่วงหลัง ๆ ถึง “สาเหตุ–ปัจจัย” ทำให้เกิดเหตุแบบนี้
อะไรบ่มเพาะเด็กนำสู่ความรุนแรง?
จน “ทำร้ายคนในครอบครัว–พ่อแม่”
ที่ “บางเหตุการณ์ร้ายกาจดั่งปิศาจ!!”

ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล เรื่องนี้ ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับ พญ.ลลิต ลีลาทิพย์กุล อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วัยรุ่น ได้วิเคราะห์และสะท้อนไว้ผ่านรายการออนไลน์ “มหิดลชาแนล” โดยระบุถึง “สิ่งที่อาจมีส่วนทำให้เด็กเสพติดความรุนแรง”และรวมถึงแนะนำ…
“การเลี้ยงดูเพื่อไม่ให้ลูกเป็นปิศาจ”
ทาง ดร.ตฤณห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ระบุไว้ว่า… ความรุนแรงในครอบครัวนั้นส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นมาจากจุดเล็ก ๆ ซึ่งถ้าหากพ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้ใหญ่ มองข้าม หรือมองว่าไม่สำคัญ หรือเห็นเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ สุดท้าย “จุดเล็ก ๆ” ที่ว่านี้ “อาจจะพัฒนาสู่กระบวนการสร้างปิศาจได้” ในภายหลังซึ่งกับอาชญากรหลาย ๆ คนก็ไม่คิดว่าจะเติบโตมาเป็นอาชญากร ทั้งนี้ ความรุนแรงในบ้านหลาย ๆ เคสถ้าพิจารณาลงลึกจะพบว่า ความรุนแรงไม่ได้มาในรูปแบบการทำร้ายเนื้อตัวเสมอไป การทำร้ายจิตใจ หรือพ่อแม่ละทิ้งเพิกเฉยต่อความรู้สึกของลูก ก็เป็นจุดเริ่มต้นปัญหานี้ได้ เช่นกัน
“การทอดทิ้งเด็ก หรือเพิกเฉยต่อความรู้สึกหรือเสียงเรียกร้องของเด็ก แม้เด็กจะไม่เจ็บปวดด้านร่างกาย แต่มันคือความรุนแรงแบบหนึ่ง ซึ่งเด็กที่ถูกละเลยนั้นจะเกิดความรู้สึกที่ไม่ดี และความรู้สึกนี้ก็จะค่อย ๆ ฝังรากลึกลงไปอยู่ในใจเด็กคนนั้น และกลายเป็นปมที่ตามติดชีวิตไปตลอด” …ทาง ดร.ตฤณห์ ชี้เรื่องนี้ไว้ในรายการดังกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยายังระบุไว้อีกว่า… กรณี “ไอซ์หีบเหล็ก” ที่เป็นฆาตกรต่อเนื่อง ก็สะท้อนว่า “วิธีเลี้ยงดู–กระบวนการเติบโต” นี่ก็ “เป็นส่วนสำคัญของการสร้างปิศาจขึ้นได้” เช่นกรณีนี้…ฆาตกรโตมากับคุณป้าที่มีฐานะ แถมตัวเขาเป็นคนหน้าตาดี แต่เคยถูกบูลลี่จากเพื่อนในโรงเรียน เพราะคุณพ่อเป็นฆาตกร จึงถูกล้อมาตั้งแต่เด็กว่าเป็นลูกฆาตกร ซึ่งปมในใจถูกสั่งสมมาเรื่อย ๆ ยิ่งได้รับการสปอยล์จากคุณป้าที่ตามใจก็ยิ่งค่อย ๆ เพิ่มกระบวนการ “บ่มเพาะให้เกิดปิศาจ” ขึ้น
และ ดร.ตฤณห์ ยังชี้ไว้ว่า… “คำพูดพ่อแม่” ก็อาจ “ทำร้ายลูก” อาจ “ทำให้เกิดแผลลึกในใจแบบไม่คาดคิด” ซึ่งบางครอบครัวไม่เคยทำร้ายลูก ไม่พูดคำหยาบ แต่พ่อแม่ “ชอบพูดเหน็บแนมลูก” ซึ่งคำพูดแบบนี้ทำให้เกิดแผลในใจลูกได้ ทำให้เด็กขาดความมั่นใจ และลดทอนคุณค่าตัวเองลงเรื่อย ๆ ดังนั้น ก่อนโทษลูกว่าแย่ พ่อแม่ต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าเราแย่หรือไม่? แย่ในที่นี้คือ… 1.ล้มเหลวการมอนิเตอร์ลูก เช่น ไม่รู้ลูกทำอะไรอยู่ อยู่กับใคร, 2.ล้มเหลวการค้นหาพฤติกรรมเบี่ยงเบน เช่น ลูกมีนิสัยเปลี่ยนไปเมื่อไหร่, 3.ลงโทษลูกด้วยวิธีไม่เหมาะสม …นี่ก็เป็น “สิ่งที่พ่อแม่ต้องระวัง”

พญ.ลลิต ลีลาทิพย์กุล
ขณะที่ทาง พญ.ลลิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ก็เสริมเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในรายการออนไลน์ดังกล่าวว่า… เด็กทุกคนไม่ได้เกิดมาอยากเป็นดั่ง “ปิศาจ” หากแต่ เป็นผลจากการเลี้ยงดูเด็ก รวมถึงจากภาพจำความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว เป็นส่วนใหญ่ ที่กระตุ้นกระบวนการทำให้เด็กคนหนึ่งโตมามีพฤติกรรมเบี่ยงเบน และที่พบบ่อยคือ เด็ก “แบกรับความคาดหวัง” หรือ “รับแรงกดดันของพ่อแม่” ไม่ไหว ยิ่งพ่อแม่เกาะติดลูกทุกฝีก้าวด้วยแล้ว เด็กก็ยิ่งกดดัน
“การที่พ่อแม่สอดส่องชีวิตลูกตลอดเวลา ปัจจุบันมีคำที่นำมาใช้เรียกกันว่า… Helicopter Parenting คือพ่อแม่จะคอยดูหรือกำกับทุกอย่างที่เกี่ยวกับลูก จนเด็กไม่มั่นใจตัวเอง และเมื่อแรงกดทับสูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อทนไม่ไหวเด็กก็อาจจะระเบิดออกมาในรูปของการใช้ความรุนแรงแบบไม่คาดคิด” …ทาง พญ.ลลิต ชี้ปัจจัยกระตุ้นเรื่องนี้
พร้อมแนะนำ “วิธีสังเกตสัญญาณเตือน” ไว้ว่ามีหลักง่าย ๆ ดังต่อไปนี้… 1.สังเกตอาการภายในและภายนอก อาทิ อารมณ์เปลี่ยนไปหรือไม่ เช่น หงุดหงิดง่ายและบ่อยขึ้น พูดคำหยาบคายบ่อยขึ้น หรือชอบเก็บตัว หรือติดโซเชียลจนไม่รู้จักแบ่งเวลา, 2.แสดงความก้าวร้าวออกมาชัดเจน กับเรื่องที่ไม่น่าโมโห, 3.พบการทำลายข้าวของหรือทำร้ายตัวเอง …โดยถ้าหากพบสัญญาณเหล่านี้ ถ้าพ่อแม่พร้อมเปิดใจคุยกับลูกก็ลองเริ่มต้นดู แต่ถ้าคิดว่าไม่ไหวก็ควรพาไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
“ส่วนตัวอยากแนะนำเรื่องเดียว เป็นหลักง่าย ๆ ที่นำไปใช้ได้เลย ก็คือ เปลี่ยนจาก You message เป็น I message เช่น เปลี่ยนจากการตำหนิ เป็นการบอกความรู้สึกแทน เช่น แม่รู้สึกเป็นห่วงเมื่อลูกกลับดึก ซึ่งเป็นวิธีสื่อสารที่ลดการปะทะ และเพิ่มโอกาสในการเข้าใจกันมากขึ้น” …เป็นคำแนะนำคนเป็นพ่อแม่โดย พญ.ลลิต ที่น่าสนใจ
อย่าแค่กลัวว่า “ลูกร้ายดั่งเป็นปิศาจ”
แต่ “ต้องใส่ใจป้องกันไม่ให้ลูกเป็น”
และ “อย่าเป็นผู้สร้างให้ลูกเป็น!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



