ในโลกอินเทอร์เนต ภาวะขนลวดความเงียบยิ่งเกิดขึ้นง่าย เพราะมี “ผู้นำทางความคิด” หรือที่เขาเรียกกันในศัพท์สมัยใหม่ว่า“อินฟลู” ( influencer ) เอาข่าว หรือเอากระแสสังคมมาพูดถึง ด้วยน้ำเสียงชี้นำไปทางใดทางหนึ่ง ผสมโรงจนเรื่องที่พูดไปถูกสถาปนาเป็นความจริง หรือชุดความเชื่อหลักที่ควรยึดถือ ณ นาทีนั้น และละเลยชุดความคิดอื่นๆ ..การตามกระแสทำให้เราลืมมองอีกด้านของเหตุการณ์ได้ง่าย ไปจนถึงไม่เชื่อว่า เรื่องจากอีกด้านหนึ่งเป็นความจริง เราไม่อยากยึดชุดความคิดแตกต่างจากกระแสหลัก เดี๋ยวทัวร์จะลงเอาหรือกลายเป็นคนแปลกแยก อธิบายด้วยเหตุผลหรือให้ยอมรับความต่างทางความคิดบ้างก็ไม่ค่อยจะฟังกัน … ซึ่งวิธีกำราบทัวร์ที่ได้ผลที่สุดในสมัยนี้คือ แจก มง มิส สน.ให้หลาบจำกันบ้าง
ทฤษฎีตัวนี้ควรเสนอ ควรสอนกันมากๆ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการรู้เท่าทันสื่อได้ ต้องสอนเพื่อให้ตระหนักว่า ความจริงไม่ได้มีมุมเดียว ไม่ได้มีแต่ด้านที่เป็นกระแสอยู่ และความจริงหรือความคิดถ้าอีกด้านถูกเพิกเฉย อาจมีผลกระทบอะไรบ้าง ปัจจุบันนี้ “การประกอบสร้างความจริง” หลายเรื่องเกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง หรือยืนยันหรือสถาปนาชุดความคิดแนวซ้ายเสรีนิยม ขวาอนุรักษ์นิยมแบบสุดโต่ง เพื่อแบ่งภาคให้องคาพยพในสังคมเป็นขาวหรือดำอย่างชัดเจน ( ก็คือการแบ่งตัวดี ตัวร้าย ) ในสถานการณ์ละเอียดอ่อน การมองอะไรเป็นขาวดำสุดไปเลยก็ไม่ดี
ตอนนี้ เรื่องการเปิดด่านไทย-เขมร ถูกโยนให้รัฐบาลตัดสินใจจะเอาอย่างไร ในกระแสของชาวเน็ต หลายเสียงคุมแค้นกับการลอบกัดของเขมร วางทุ่นระเบิดแล้วปฏิเสธหน้าด้านๆ แบบหนังตีนช้างยังอาย ว่าไม่รู้ เปิดหน้าโจมตีไทยก่อนแล้วไปฟ้องประชาคมโลกว่าตัวเองถูกรังแก มีโกหกหน้าด้านใส่ประเทศไทยหลายเรื่อง มีเคลมเสื้อผ้า ละคร อาหาร การละเล่น สถาปัตยกรรมฯลฯ มัดรวมเป็นวัฒนธรรมไทย ว่าเป็นของเขมรแต่ถูกขโมยไป .. ลักษณะการกวนประสาทไปเรื่อย สร้างเรื่องโกหกโลก โกหกคนประเทศตัวเองไปวันๆ ทำให้คนไทยยิ่งทวีน้ำโหขึ้นเรื่อยๆ บางคนโกรธหนักขนาดอยากให้ปิดเกมแบบเอาให้สิ้นชาติ ซึ่งต้องบอกว่า ใจเย็นๆ เราเป็นประชาคมโลก ต้องยึดสันติก่อน
กระแสในอินเทอร์เนต ส่วนมากไม่อยากให้รัฐบาลเปิดด่าน ถ้ายังเป็นรัฐบาลอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร เห็นทีจะถูกหยิบยกเรื่องคลิปเสียงอังเคิลอยากได้อะไร ขึ้นมาทับถมรัฐบาล..มันเล่นงานหนักขนาดนี้ยังจะยอมมันอีกหรือ แต่ตอนนี้รัฐบาลคุณหนู อนุทิน ชาญวีรกูล ยังไม่แถลงผลงาน เรื่องด่านชายแดนเลยให้ทหารจัดการไปก่อน
ดูท่าทีทหาร เอาแค่แม่ทัพขนตางอน “บิ๊กกุ้ง”พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่สอง ก็แสดงท่าทีชัดเจน “ไม่เห็นด้วยกับการเปิดด่าน” เจ้าตัวบอกว่า การปิดด่านเป็นมาตรการหนึ่งในการเจราจาต่อรอง สินค้าอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ที่เขมรใช้มาจากประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นปูนซีเมนต์ เหล็ก น้ำมัน เพราะการขนส่งสะดวก ราคาถูก ถ้าปิดด่านประเทศเขมรก็จะเดือดร้อนพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นรถถังก็ต้องใช้น้ำมัน บังเกอร์ก็ต้องใช้ปูน
“เขมรซื้อน้ำมันเราไปเติมรถถังและรถถังมายิงใส่บ้านเรามันใช่ไหม ซื้ออาหารจากบ้านเราให้ทหารเขมรกินแล้วมายิงเรา มันใช่หรือไม่ ? การปิดด่านทำให้สิ่งผิดกฎหมายข้ามไปข้ามมาไม่ได้ เช่น นักพนันข้ามไปเล่นเอารายได้ไปให้เขมร สแกมเมอร์หลอกลวงข้ามไปแล้วมาหลอกคนไทย แรงงานผิดกฎหมายข้ามไปสิ่งไม่ดีไม่งามก็ตามมา การปิดด่านคือไม่ให้สิ่งเหล่านี้ข้าม มันเป็นผลประโยชน์ของใครบางคน เพราะฉะนั้นการเปิดด่านควรจะเป็นมาตรการสุดท้ายของการเจรจา”
แม่ทัพกุ้งว่า “การเปิดด่านมันก็จำเป็นแต่ควรจะเปิดในช่วงที่สมควรเหมาะสมเมื่อผู้นำเขมรเข้าใจเราแล้ว ไม่ดื้อกับเราแล้ว ถ้าถามว่าทำไมไทยไม่โจมตีคาสิโนแหล่งเงินทุนเขมร ก็ต้องบอกว่า เราไม่โจมตีพลเรือน เราโจมตีเฉพาะทหาร หากเราทำแบบนั้น หากเรายิงพลเรือน สันดานเราก็เหมือนเขมร ปัจจุบันประชาคมโลกก็โจมตีเขมร เขมรได้รับกรรมแล้ว ใครจะเข้าไปลงทุน ไปเชื่อมสัมพันธ์ ก็ต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะเขมรไม่มีจริยธรรม ไม่เคารพกฎกติกาสากล”
ซึ่งแนวทางของแม่ทัพกุ้งดูจะเป็นที่ได้ใจคนฟัง คือไม่ยอมตราบใดที่อีกฝ่ายไม่สำนึกความผิด ก่อนหน้านี้ก็มีกระแสข่าวว่า การจะให้เปิดด่าน เขมรต้องแสดงความจริงใจโดยการ“จ่ายค่าปฏิกรณ์สงคราม” คือ อะไรที่ทำให้ไทยฉิบหายต้องจ่ายมาให้หมด ความที่คนไทยหมั่นไส้และเกลียดชังประเทศนี้ตั้งแต่เรื่องขี้ลัก เอาวัฒนธรรมไทยไปอ้างเป็นของตัวเอง แล้วมาเจอ“ศึกสงครามที่ไร้เหตุผล” ที่คาดว่ามาจากผู้นำเขมรอยากเพิ่มเรทติ้งตัวเอง …ก็ยิ่งไม่อยากให้เปิดด่าน
เขมรที่ปากดีอยู่ ก็คงพวกชาวเน็ตเขมร หรือกลุ่มคนใกล้ชิดตระกูลฮุน ที่น่าจะเรียกว่าเป็น elite ของประเทศเขา ..แต่ปัญหาคือ การปิดด่าน คนเดือดร้อนคือพวกหาเช้ากินค่ำ ตลาดชายแดนซบเซา สินค้าทางการเกษตรเน่าเสียขายไม่ได้ เศรษฐกิจการค้าขายชายแดนของไทยก็มีปัญหา มีเสียงทักท้วงเรื่องไทยควรเปิดด่านบางจุด เช่น แถวตราดอยู่บ้าง แต่ผู้รับสารหลายคนโดนจิตวิทยาหมู่ก็เข้าไปแสดงความเห็นเชิงลบต่อผู้เห็นด้วยให้เปิดด่าน… คนอยากให้เปิด เช่น นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน ( ปชน.) หรือ ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ โดนทัวร์ลงหรือเอาไปแขวน โดนข้อหาเกลียดทหาร ..ปัญหาเขมรจะจบอย่างไร ก็ต้องฝากความหวังไว้ที่รัฐบาลอนุทินแล้ว
เรื่องเปิดด่านก็คือตัวอย่างหนึ่งที่ถ้าใครมีความเห็นสวนกระแส ก็จะถูกต้านหนัก ใครที่ภูมิคุ้มกันทางใจไม่แข็งแรงก็เลือกกลายเป็นความเงียบดีกว่า …ความเงียบในบางกรณีมันน่ากลัวว่า เป็นการสะสมพลังรอระเบิด หากเป็นความเงียบที่รวมตัว เกาะเกี่ยวกันได้ในสังคม ความขุ่นข้องหมองใจมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านที่เกี่ยวกับความยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำ ถ้าหนักขึ้นอาจนำไปสู่การต้านทานสิ่งที่เป็นกระแสหลัก
กฎการสร้างความร้อนอย่างหนึ่งคือให้พลังงานวิ่งผ่านขดลวด จนระดับหนึ่งมันร้อนต้มน้ำเดือดได้
ถ้าจะว่าไป ..ณ วันนี้ในวันที่ฝ่ายการเมืองพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลง มีรัฐธรรมนูญใหม่ ฝ่ายการเมืองต้องคิดด้วยว่า มีเรื่องอะไรที่สะสมพลังความร้อน และถ้าระเบิดจะเป็นอันตรายได้บ้าง ลองไล่คิดดูดีๆ อย่างเรื่องการนิรโทษกรรม หรือ“กฎหมายบางมาตรา” ถ้าคิดไม่ถี่ถ้วน จะปลุกพลังต้านจนกลายเป็นแรงเดือดดาลได้หรือไม่.
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



