“ขอให้มีจิตใจเข้มแข็ง มานะบากบั่นประสพความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประเทศชาติและประชาชน ขอให้มีสติปัญญาที่จะเอาชนะอุปสรรคต่างๆให้เป็นไปได้ด้วยดี” “ในหลวง” พระราชทานพระราชดำรัสแก่ ครม.ใหม่
“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี น้ำตาคลอปลื้มปิติได้รับพระราชทานพร-พระบรมราโชวาท หลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ บอกเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ขอทำงานสนองพระเดชพระคุณ พร้อมสละทั้งชีวิตให้ราชบัลลังก์

จากนั้นพาครม.เข้าทำเนียบรัฐบาล “คิ๊กออฟ”ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)นัดแรกทันที เห็นชอบนโยบายปกน้ำเงินของรัฐบาล แก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ 5 ด้าน เพื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 29-30 ก.ย.
กางไทม์ไลน์ยุบสภาภายใน 4 เดือนนับตั้งแต่วันที่แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา คือภายในสิ้นเดือนม.ค. 2569 เพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน ให้ได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งภายในเดือนมี.ค. 2569 หรืออย่างช้าต้นเดือนเม.ย. 2569 พร้อมกับการจัดทำประชามติการแก้รัฐธรรมนูญ

สำหรับนโยบายปกน้ำเงินที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภาประกอบด้วย1. ด้านเศรษฐกิจ จัดทำโครงการคนละครึ่ง แก้ปัญหาหนี้ภาคประชาชนในระบบ รายละไม่เกิน 1 แสนบาท การเพิ่มสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการรัฐวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม รายละไม่เกิน1ล้านบาท ควบคู่กับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ลูกหนี้ที่มีวินัยชำระหนี้
2. ด้านความมั่นคง เร่งแก้ปัญหาพิพาทไทย-กัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพแก่ประชาชนตามชายแดนโดยเร็ว ทำประชามติให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจในการยกเลิกบันทึกเอ็มโอยูไทย-กัมพูชา

3.ด้านสังคม ปราบการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง ไม่สนับสนุนเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีธุรกิจพนัน การพนันที่แฝงมาในรูปกีฬา อาทิ โป๊กเกอร์ ขจัดทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างเด็ดขาด

4.ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัย พัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติในพื้นที่มีความเสี่ยงสูง ที่ล่าสุดเจอเข้ากับเหตุการณ์ธรณีทรุดตัว และเหตุการณ์น้ำท่วม เป็นจังหวะในวันที่เข้าถวายสัตย์ ซึ่งเป็นงานที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน
5.ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เร่งรัดการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเชื่อมโยงกันทั้งระบบ เสนอร่างกฎหมายยกระดับการบริหารภาครัฐ และอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจและประชาชน ปฏิรูปกฎหมาย รัฐบาลจะใช้จ่ายงบประมาณด้วย

โดยวันสุดท้ายในการแถลงนโยบายฯ ทาง “ครม.หนู” ขอให้จบภายใน 18.00 น. เนื่องจากจะมีการประชุมครม.นัดพิเศษต่อ ต้องจับตาว่าจะมีการอนุมัติงบประมาณอะไรบ้าง และจะนำงบประมาณปี 68 ในส่วนใดนำมาใช้ในโครงการคนละครึ่ง

การแถลงหลังการประชุมครม.นัดแรก ถือเป็นการให้ความมั่นใจสัญญา แสดงความจริง เพื่อใจซื้อใจ พรรคประชาชน ว่า พรรคภูมิใจไทย “ไม่ตระบัดสัตย์” ไม่ฉีก MOA ที่ระหว่างนี้เกิดความหวาดระแวง บานปลาย เกิดรอยแยก ขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่พรรคส้มเตรียมรับฝีปากถล่มในวันแถลงนโยบายจองกฐิน การแต่งตั้งรัฐมนตรีสายล่อฟ้า คดีฮั้วสว. คดีเขากระโดง ที่สำคัญยังมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นโจทย์ หลักใน MOA ที่ตอนนี้ทั้ง “พรรคเพื่อไทย-พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย” ยื่นร่างแก้ไขต่อรัฐสภาแล้ว พร้อมกำหนดโมเดลการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)

“ไอติม”พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตการกำหนดโมเดลการมี ส.ส.ร.จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเตรียมเสนอและใช้โมเดล ส.ส.ร. 40 ที่ให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกจากผู้สมัครของแต่ละจังหวัดๆ ละ1 คน ซึ่งโมเดลของพรรคภูมิใจไทยประชาชนไม่มีส่วนร่วมเลือก ขณะที่โมเดลพรรคเพื่อไทย ให้ประชาชนเลือกตั้งส.ส.ร. 200 คนก่อนให้รัฐสภาเลือก แต่อีกส่วนที่มาจากวิชาชีพนั้นประชาชนไม่มีส่วนร่วมเลย
ซึ่งการออกแบบวิธีการให้รัฐสภาคัดเลือก ส.ส.ร. หรือ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องปิดความเสี่ยงของการกินรวบหรือผูกขาด ควรต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยมากที่สุด ตราบใดที่ไม่ขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
งานนี้ “พริษฐ์” ชี้ว่า โมเดล พรรคประชาชนออกแบบวิธีให้รัฐสภาคัดเลือกตัวแทนที่ประชาชนเลือกจำนวน 70 คนเหลือ 35 คน โดยใช้วิธีคัดเลือกตามสัดส่วน สส. สว. และ พรรคการเมือง กล่าวคือ หากมีสมาชิกรัฐสภา 700 คน ให้หารกับจำนวนกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน จะเห็นได้ว่า สว.ต้องรวมกลุ่มกัน 20 คน เพื่อเสนอ กมธ. 1 คน ซึ่งจะไม่มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทางการเมือง สามารถผูกขาดกระบวนการการคัดเลือกได้
“โมเดลที่เราเห็นของพรรคภูมิใจไทย คือ การใช้วิธีการคัดเลือกโดยใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา คิดง่ายๆ คือ มีพรรคการเมืองหนึ่งมี สส. 200 คน จากการเลือกตั้งครั้งถัดไป แล้วมีสว. คิดคล้ายๆ 160 คน รวมเป็น 360 คน ถือว่าเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา นั่นหมายความว่าสามารถผูกขาดเลือกคนที่ไปทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.ร. หรือ คณะกรรมการยกร่าง”

พรรคประชาชนหวั่นใจว่า ส.ส.ร.จะถูกผูกขาดกลายเป็นส.ส.ร.สีน้ำเงิน แม้พรรคภูมิใจไทยจะปรับแก้ เสียงโหวตก็ต้องอาศัยเสียงสว.อยู่ดี
การแก้รัฐธรรมนูญ แต่ละพรรคนำเสนอโมเดลตัวเองส่งให้สภา โดยวางไทม์ไลน์ ให้สภาพิจารณาวาระ 1 ช่วงเดือนตุลาคม จากนั้นก็จะมีการปิดสมัยประชุมสภา แล้วแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนส่งเข้าวาระ 2-3 ในเดือนธันวาคม ที่จะเปิดสมัยการประชุมสภาผู้แทนราษฎรคาดว่า จะแล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2569 ตรงกับไทม์ไลน์ของ “นายกอนุทิน” ที่ประกาศยุบสภา ปี69
สุดท้ายดูว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะลงตัวอย่างไรช่วงปลายปีต้องมีการแข่งขันกันอย่างหนักหน่วง พรรคการเมืองจะมีความเคลื่อนไหวในการจัดทัพเข้าสู่สนามเลือกตั้งในช่วงต้นปี 69
โดยเฉพาะค่าย“สีน้ำเงิน” อย่างพรรคภูมิใจไทย มีการรวบรวมไพร่พลบ้านใหญ่ จากกลุ่มอนุรักษ์นิยม เล็งกวาดสส. 100 เสียงขึ้นไป จากฐานเสียงเดิมที่มีอยู่ในมือแล้ว ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ แม้ยังต้องแข่งกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ประกาศปักธงภาคใต้เช่นกัน
จึงเห็นมีพรรคภูมิใจไทยต้องขยับรวบรวมต้อนบ้านใหญ่พรรคประชาธิปัตย์และรวมไทยสร้างชาติ เข้าค่ายน้ำเงิน บวกกับฐานเสียงเดิมของพรรคภูมิใจไทยที่มีอยู่ประเมินสถานการณ์การเมือง ณ เวลานี้ โอกาส “พรรคภูมิใจไทย”จะเป็นพรรคที่มีโอกาสเดินไปถึงสู่เส้นชัยในสนามเลือกตั้ง มีความเป็นไปได้สูง

แต่ธรรมชาติการเมือง ณ เวลานี้ยังไม่ใช่ตัวชี้วัดในการที่จะไปตัดสิน ต้องรอใกล้วันเปิดสนามเลือกตั้งจริง ระหว่างนี้ยังคงมีอะไรที่พลิกคว่ำพลิกหงายก่อนถึงวันเลือกตั้ง เรื่องที่ไม่คาดฝันอะไรก็เกิดขึ้นได้อีก
ขณะเดียวกัน “พรรคเพื่อไทย” ก็ยังฮึดสู้กู้ศรัทธา เรียกคะแนนสงสาร จากกรณี “นายกใหญ่ทักษิณ ชินวัตร” ยอมติดคุกเข้าเรือนจำ ล่าสุด “แพทองธาร ชินวัตร” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี เดินทางเข้าเยี่ยมและออกบอกคนเสื้อแดงว่า จากนี้มาเยี่ยมได้แค่วันจันทร์และวันพฤหัสบดี เยี่ยมได้สองวันต่อสัปดาห์ ถึงแม้สุขภาพจะมีการเจ็บป่วยแต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง และผบ.เรือนนำบอกว่าเดี๋ยวจะให้ “คุณพ่อ” ไปช่วยคุมการลอกท่อ
สอดคล้องกับที่ “กนกวรรณ จิ๋วเชื้อพันธุ์” ผบ.เรือนจำจังหวัดนนทบุรี ในฐานะรองโฆษกกรมราชทัณฑ์ ส่งสัญญาณว่า เตรียมนำความประสงค์ “ทักษิณ” แจ้งกับผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม อยากช่วยงานสาธารณะ (ลอกท่อ) เพื่อประโยชน์ของกรมราชทัณฑ์ ถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามระเบียบ เรือนจำฯอาจพิจารณานำเข้าคณะกรรมการชั้นเรือนจำ ฯ เพื่อเสนอคณะกรรมการชั้นกรมราชทัณฑ์พิจารณาอีกครั้ง
ซึ่ง “ทักษิณ”หวังจะได้มีการลดโทษและได้ออกมานำ “พรรคเพื่อไทย” ในช่วงเลือกตั้ง แม้ว่ากระแสจะดรอป แต่คนอย่าง “ทักษิณ” ถ้าคิดจะสู้แล้วก็จะสู้ไม่ถอยเช่นกัน แต่ดูเหมือนว่าเส้นทาง “นายใหญ่” ไม่อาจเป็นไปตามที่คิดเหมือนตอนที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นการคิดออกนอกคุกเร็ว เพื่อมาคุมเกมการเมืองก็คงเป็นไปด้วยความยากลำบากแน่นอน
มาถึงตรงนี้ต้องมองถึงความเดือดดาลการเมืองในสนามเลือกตั้งครั้งหน้าเรียกว่าไฟลุกก็ว่าได้

พรรคกล้าธรรม ยอมที่ไหน “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” จิตวิญาณพรรคกล้าธรรม ก็ไม่ธรรมดาตั้งตกตั้งต้อน ช้อนสส.อยู่เช่นกัน โดยมี “เสธหิ” หิมาลัย ผิวพรรณ” เข้ามาเป็นผู้เดินเกมช่วย ล่าสุดกล่อม “เดชอิศม์ ขาวทอง” เข้าพรรคหลังเฉลิมชัย ศรีอ่อน ลาออกจากหัวหน้าพรรค และพรรคประชาธิปัตย์จะดัน“มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มานำพรรค พร้อมกวักมือเรียก“มาร์ค”กลับบ้าน ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลดีกับพรรคประชาธิปัตย์แต่ยังไม่เพียงพอต่อสนามเลือกตั้งครั้งนี้
ส่วน “พรรคประชาชน” ก็ยังคงกอด MOA เอา ไว้แน่น ชูภาพคนรุ่นใหม่ พร้อมเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ส่วนสนามเลือกตั้งครั้งนี้จะงัดกลยุทธ์อะไรก็ต้องดูกันในช่วงเวลาใกล้ถึงวันเลือกตั้ง
เรียกได้ว่าสนามเลือกตั้งที่จะถึงนี้ การเมืองเดือดดาลแน่นอน เพราะทุกพรรค ทุกค่าย ต้องจัดหนัก ระดมทุกองคาพยพ แม้การเลือกตั้งเกิดขึ้นปีหน้า แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องเร่งทำการบ้าน ก่อนไปลงคะแนนเลือกผู้แทนให้ถูกใจ และเข้าไปทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ และประชาชน.



