ยังไม่ทันบริหารประเทศแบบเต็มตัว รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ต้องเจอกับโจทย์หินเข้าให้อีก ล่าสุด…สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง “ฟิทช์ เรทติ้งส์” ได้ปรับมุมมองของไทยจากระดับมีเสถียรภาพ ลดเหลือเป็นเชิงลบ แม้ยังคงอันดับเครดิตประเทศไว้ที่ “บีบีบี+” ก็ตาม…แต่ถือเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลชุดใหม่ ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย จะนำงบประมาณมาใช้ตามอำเภอใจแบบสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้!!  

สาเหตุเศรษฐกิจชะลอ

การปรับลดมุมมองครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะก่อนหน้านี้ ในเดือน เม.ย. 68 บริษัทมูดีส์ อินเวสเตอส์ เซอร์วิส ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินระดับโลก ก็เคยปรับลดมุมมองประเทศไทมาแล้วเช่นกัน!! โดยการลดเครดิตครั้งนี้…ฟิทช์ฯ ให้เหตุผล 3 ด้าน มาจากภาวะเศรษฐกิจไทยเติบโตแบบชะลอตัวจาก 2.5% ในปี 67 เหลือ 2.2% ในปี 68 และอาจเหลือ 1.9% ในปี 69 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือระดับ “บีบีบี” ที่จีดีพีอยู่ที่ระดับ 2.7% ประกอบกับ สถานการณ์ “หนี้ครัวเรือน” ยังสูง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ ขณะที่ภาคการส่งออกที่เป็นพระเอก ก็กำลังได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีสหรัฐ 19% 

ปัจจัยต่อมา คือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยฟิทช์มองว่า รัฐบาลชุดใหม่ จะมีวาระในการปฏิบัติงานอยู่เพียง 4 เดือน และต้องมีการจัดการเลือกตั้งโดยทั่วไปภายในปีหน้า อาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในอนาคต อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจส่งผลให้การดำเนินการตามแผนการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง ในระยะปานกลางล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ 

ขาดดุลงบ 21 ปีติด

สุดท้าย เรื่องความเสี่ยงทางการคลัง ซึ่งไทยถูกประเมินว่า รัฐบาลยังคงดำเนินนโยบายทางการคลังแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่อง โดยการขาดดุลงบประมาณจะอยู่ที่ 4.6% ของจีดีพี ในปี 68 และ 4.3% ในปี 69 เนื่องจากรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมีการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน อาจส่งผลทำให้หนี้ภาครัฐบาลอยู่ที่ประมาณ 59.4% ของจีดีพี ในเดือนส.ค.68

ทุกปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยมายาวนาน แต่หากโฟกัสไปที่เรื่องความเสี่ยงทางการคลัง ถือว่าน่าห่วงที่สุด เพราะไม่ใช่แค่อาการป่วยชั่วคราว แต่เปรียบเสมือนโรคป่วยเรื้อรังสะสม ย้อนอดีตจนถึงปัจจุบันพบว่า รัฐบาลทำงบประมาณขาดดุลติดต่อกันนานถึง 21 ปี โดยการทำงบสมดุลครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อปี 48 สมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ขณะนั้นทำงบสมดุลรายจ่ายและรายรับ อยู่อย่างละ 1.2 ล้านล้านบาท แต่หลังจากนั้น…ทุกยุคทุกสมัย ก็ทำงบขาดดุลมาตลอด จนกระทั่งล่าสุดงบปี 69 ก็ขาดดุลอยู่ที่ 8.6 แสนล้านบาท 

ทำไมการคลังถึงเสี่ยง

แม้ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามแก้ปัญหาขาดดุล และสร้างวินัยทางการคลัง โดยเฉพาะการนำแผนการคลังระยะปานกลางมาใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 62 ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลในระยะ 3-4 ปีข้างหน้าให้มีวินัย แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่มีเลยสักครั้งที่จะปฏิบัติได้จริง เพราะมีการปรับแผนอยู่ตลอด ล่าสุดแผนการคลังระยะปานกลางปี 69 ก็ยังขาดดุลสูงถึง 7-8.6 แสนล้านบาทต่อปี สูงเกิน 3% ของจีดีพีอยู่ดี

สาเหตุใหญ่ ก็มาจากการที่รัฐบาลหารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย หรือหาน้อยแต่ใช้มาก ทำให้แต่ละปีต้องทำงบประมาณขาดดุล กู้เงินล่วงหน้ามาใช้มหาศาล ส่วนใหญ่หมดไปกับนโยบายหาเสียง โครงการประชาชนนิยม ประชารัฐ จนฐานะการคลังของไทยอ่อนแอ จึงกลายเป็นข้อกังวลของบรรดาสถาบันจัดอันดับ

หนี้สูงรายได้ต่ำ

เมื่อลงลึกรายละเอียด ยิ่งน่าตกใจ เพราะไทยกำลังมีปัญหาเชิงโครงสร้างทางการคลังถึง 4 ด้าน เริ่มจากปัญหาหนี้สาธารณะที่เข้าใกล้เพดาน 70% เต็มที โดยสิ้นปี 68 นี้ หนี้สาธารณะ อาจขึ้นแตะ 65% ของจีดีพี แถมภาระดอกเบี้ยรัฐบาลอาจสูงเกิน 10% ของรายได้ นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณไม่ค่อยดี  หากเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกับดอกเบี้ยโลกสูง อัตราส่วนหนี้อาจทะลุกรอบเร็วกว่าคาด ขณะเดียวกันยังมีปัญหาเรื่องรายได้ภาครัฐ ที่นอกจากเป้าหมายที่ต่ำกว่ารายจ่ายแล้ว ยังมีหลายปีที่รัฐเก็บรายได้น้อยกว่าเป้าหมาย เช่น ปี 68 นี้ รายได้อาจหลุดเป้าหมายไปหลายหมื่นล้านบาททีเดียว ทำให้ตัวชี้วัดเรื่องสัดส่วนรายได้รัฐบาลต่อจีดีพี ต่ำกว่ามาตรฐานโลกถึง 3% หรือหายไปถึง 6 แสนล้านบาท ซึ่งต้นเหตุมาจากการเก็บภาษีที่ต่ำ เพราะไทยมีแรงงานนอกระบบเกิน 50% ทำให้มีคนเข้ามาจ่ายภาษีน้อย นอกจากนี้ยังไม่มีการเก็บภาษีกำไรจากการลงทุน หรือแคปิตอล เกน การเก็บภาษีทรัพย์สินและมรดกจากคนรวยทำได้ยาก เช่นเดียวกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีอัตราต่ำเพียง 7% น้อยกว่าเพื่อนบ้านที่ 12-15%     


รายจ่ายสูงโครงสร้างแย่

ขณะเดียวกันยังมีปัญหารายจ่ายภาครัฐ ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งค่าใช้จ่ายบุคลากรและบำนาญ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยเฉพาะผู้ป่วยนอกที่เพิ่มไม่หยุด ขณะที่กองทุนชราภาพมีความเสี่ยงที่ไม่ยั่งยืน และแรงงานนอกระบบไร้หลักประกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีรายจ่ายเรื้อรัง จากนโยบายหาเสียงของรัฐบาลหลายๆ ชุดที่ผ่านมา เช่น บัตรคนจน เบี้ยชรา โครงการไร่ละพัน ที่รัฐบาลไม่สามารถยกเลิกได้ เพราะชาวบ้านเสพติดไปแล้ว 

สุดท้ายคือ…ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม ด้วยการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้รายได้ภาษีหดตัว สวนทางกับรายจ่ายบำนาญและสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง 90% ต่อจีดีพี ส่งผลให้เกิดการบริโภคที่ชะลอ กดดันให้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มลดลง เกิดความเหลื่อมล้ำสูง โดยประชากร 1% แต่ถือครองรายได้ถึง 23% ของประเทศ ขณะที่ภาครัฐก็ไม่สามารถจัดเก็บภาษีคนรวยได้เต็มที่ เพราะถูกแรงต้านจากระบอบนายทุน   

ผลกระทบลดเครดิต

ปัจจัยเหล่านี้ กลายเป็นแรงฉุดให้ฐานะการคลังไทยอ่อนแอ จนยากเกินแก้ไขในระยะสั้น และกดดันให้รัฐบาลชุดใหม่นี้ ที่มีระยะเวลาทำงานสั้น ๆ เพียง 4 เดือน ก่อนยุบสภาในสิ้นเดือนม.ค.69 ทำงานได้ยากขึ้นไปอีกเท่าตัว แต่หลายคนอาจสงสัยว่า แล้ว… การมีอันดับเครดิตประเทศจำเป็นหรือไม่?  และหากถูกปรับลดจะส่งผลเสียอย่างไรกับไทย โดยผลกระทบแรก…ถ้าไทยมีเครดิตลดลง ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นทันที โดยรัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มจากปัจจุบันที่มีหนี้กว่า 12 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะการกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อนำมาใช้จ่ายในโครงการต่างๆ เนื่องจากนักลงทุนมองว่า มีความเสี่ยงที่รัฐจะผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังเกิดข้อจำกัดทางการคลัง เมื่อรัฐบาลมีภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายมากขึ้น  ยิ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนในด้านอื่น ๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสาธารณสุข ซึ่งชะลอการพัฒนาประเทศในระยะยาว และยังทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ เช่น หนี้สาธารณะที่สูง หรือความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง   

ตลาดเงิน-เอกชนป่วน

ขณะที่ผลกระทบต่อภาคเอกชนและตลาดการเงิน  ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนสูงขึ้น เพราะอันดับเครดิตของประเทศเปรียบเสมือนเพดานอันดับเครดิตของบริษัทเอกชนในประเทศนั้น ๆ เมื่ออันดับของประเทศลดลง บริษัทเอกชนที่ต้องการกู้เงินจากต่างประเทศ ต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นไป ทำให้รายจ่ายเพิ่ม กำไรน้อยลง ต่อมา…เกิดความเสี่ยงที่เงินทุนไหลออก เพราะนักลงทุนบางรายกำหนดเงื่อนไขการลงทุนว่า ต้องลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับเครดิตสูง ถ้าหากตราสารไทยมีเครดิตลดลงอาจถูกเทขายออก จนกระทบต่อค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงได้ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าพลังงาน นำเข้าน้ำมันต้อง จ่ายแพงกว่าเดิม และสุดท้าย!! อาจทำให้ตลาดหุ้นผันผวน เพราะนักลงทุนจะขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีการเทขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

ปัญหาเรื่องเครดิตประเทศ และการรักษาวินัยทางการคลัง กลายเป็นเรื่องสำคัญ!! ที่ฝังติดกับนโยบายเร่งด่วนในการฟื้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ฉะนั้นการจะทำอะไรจำเป็นต้องคิดให้ดี ต้องใช้เงินอย่างคุ้มค่ารอบคอบที่สุด เพราะหากเครดิตไทยลดลงมาจริง ๆ เศรษฐกิจไทยจะพังหนักกว่าเดิมแน่นอน

ด้วยเหตุนี้…จึงต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่พร้อมทีมเศรษฐกิจป้ายแดง ที่ต้องแสดงฝีมือให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ แม้เงื่อนไขสำคัญคือเรื่องของเวลาในการบริหารที่อาจมีไม่มากนัก แต่ในเมื่ออาสาเข้ามาบริหารงาน ก็ต้องทำให้เกิดผลสำเร็จ!!.