ก้าวสู่บทบาทใหม่ที่สำคัญต่อเศรษฐกิจและการค้าของประเทศไทย สำหรับ“ท่าเรือระนอง” ภายใต้การกำกับดูแลของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ด้วยทำเลที่ตั้งอันโดดเด่นบนฝั่งทะเลอันดามัน เป็นเสมือนประตูการค้าสำคัญที่เชื่อมโยงไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียใต้ รวมถึงกลุ่มประเทศความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการในอ่าวเบงกอล หรือ BIMSTEC ประกอบด้วยสมาชิก 7 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ, ภูฏาน, อินเดีย, เมียนมา, เนปาล, ศรีลังกา และไทย รวมถึงกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป

เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2568 ที่ท่าเรือระนอง จ. ระนอง นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) นำคณะผู้สื่อข่าวร่วมพิธีเปิดโครงการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) เชื่อมโยง 5 เส้นทางเศรษฐกิจ จีน–ลาว–ไทย–เมียนมา–กลุ่ม BIMSTEC

เพื่อประชาสัมพันธ์เส้นทางการขนส่งสินค้าที่สามารถเชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบทั้งทางรถบรรทุก ทางรถไฟ และทางเรือเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ สร้างสะพานเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้ากับกลุ่มประเทศ BIMSTEC ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 2 พันล้านคน สร้างความแข็งแกร่งให้กับท่าเรือระนอง รองรับปริมาณตู้สินค้าให้เต็มขีดความสามารถประมาณ 3 หมื่นตู้ต่อปี และเพิ่มรายได้ให้กทท.

นายเกรียงไกร บอกว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน และภาครัฐ นำโดยบริษัท ไทยทรานสปอร์ต เซ็นเตอร์ จำกัด ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แก่ บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท Ever Flow River Group Public Co., Ltd. จากเมียนมา และบริษัท เอสพีที สมาร์ท ครีเอชั่น จำกัด เพื่อจัดหาสินค้าทั้งนำเข้า-ส่งออก และรวมตู้สินค้า ขนส่งทางเรือในครั้งเดียวกัน ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มปริมาณการขนส่งตู้สินค้าท่าเรือระนองเพิ่มขึ้น

ในโอกาสนี้ได้เปิดการขนส่งเที่ยวปฐมฤกษ์จากท่าเรือระนองไปยังท่าเรือในกรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ระยะแรกเริ่ม 2 เที่ยว/เดือน(ไป-กลับ) จากนั้นจะปรับเพิ่มเป็น 1 เที่ยว/สัปดาห์(ไป-กลับ) และกลางปี 2569 จะขยายการส่งสินค้าไปยังบังคลาเทศ และอินเดีย เป็นการยกระดับท่าเรือระนองสู่ประตูการค้าแห่งอันดามัน เปิดโอกาสให้สินค้าจากจีนตอนใต้ สปป.ลาวและไทย เข้าสู่ตลาด BIMSTEC ได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น


ขณะนี้การขนส่งสินค้าจากจีนตอนใต้มาท่าเรือระนอง มีทั้งเส้นทางถนนตรงมายังท่าเรือระนอง และเส้นทางผสมระหว่างราง-ถนน โดยขนส่งทางรางผ่าน สปป.ลาว เข้าสู่ จ.ชุมพร ก่อนถ่ายสินค้าลงรถบรรทุกมายังท่าเรือระนอง ระยะเวลาเพียง 2-3 วันเมื่อเทียบกับเส้นทางเรือที่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 สัปดาห์

ขณะที่การขนส่งสินค้าจากท่าเรือระนองไปยังท่าเรือในกรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ใช้เวลา 3 วัน จากปกติท่าเรือแหลมฉบังไปเมียนมา 12 วัน, ท่าเรือจิตตะกอง ประเทศบังคลาเทศ 4 วัน เดิม 13-15 วัน, ท่าเรือเจนไน ประเทศอินเดีย 5 วัน และท่าเรือโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา 7 วัน จากเดิม 14-21 วัน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการลดระยะเวลา และต้นทุนการขนส่งได้อย่างชัดเจน สามารถสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ

นอกจากนี้ท่าเรือระนอง ยังเป็นท่าเรือของภาครัฐเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลอันดามัน โครงการนี้จะทำให้ท่าเรือระนองเป็นพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) ให้กับโครงการแลนด์บริดจ์ของภาครัฐที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย อาทิ การเชื่อมโยงการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ, ระบบดิจิทัลและระบบการจัดการของกรมศุลกากร

อย่างไรก็ตามท่าเรือระนอง อยู่บริเวณแม่น้ำกระบุรี เข้ามาจากทะเลอันดามันประมาณ 28 กม. มีข้อจำกัดด้านร่องน้ำลึกอยู่ที่ 8 เมตร เหมาะสำหรับเรือขนาดเล็กบรรทุกประมาณ 50-120 ตู้ ส่วนโครงการแลนด์บริดจ์ ที่จะสร้างท่าเรือใหม่ เป็นท่าเรือน้ำลึกที่ จ.ระนองอีก 1 แห่ง อยู่บริเวณทะเลอันดามัน ร่องน้ำลึก 14 เมตร เน้นรองรับเรือขนาดใหญ่ 3 พัน-2 หมื่นตู้ ทั้งสองท่าเรือนี้อยู่ห่างกัน 60 กม.

แลนด์บริดจ์ไม่ส่งผลกระทบต่อท่าเรือระนอง ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อแข่งขันกัน แต่จะทำงานเสริมกัน และทำให้ท่าเรือระนองคึกคักมากขึ้น สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์เลี่ยงช่องแคบมะละกาที่แออัด และต้นทุนที่ลดลงอย่างมหาศาล

โครงการ Multimodal Transport ที่เริ่มต้นขึ้นนี้จึงเปรียบเสมือนฟันเฟืองเล็กๆ ที่จะนำพา ความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ท่าเรือระนอง และประเทศไทย เสริมศักยภาพให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างมั่นคง ภายใต้แนวคิด “ท่าเรือสีเขียว” (Green Port) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสร้างความยั่งยืนให้ระบบการขนส่งทางทะเลในระยะยาว
“ท่าเรือระนอง”ต้นแบบแลนด์บริดจ์ ศูนย์กลางการขนส่งฝั่งทะเลอันดามัน ประตูเชื่อมไทยสู่BIMSTEC
……………………………………………….
นายสปีด
***ห้ามคัดลอกเนื้อหาและภาพในบทความนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต



