วันอภิปรายเราก็เห็นความเป็น“ฝ่ายแค้น”ของพรรคเพื่อไทย…คนดูอย่าคิดเยอะ อย่าเอาการเมืองมาหนักหัวมาก ถึงวันนี้เขาแค้นกัน แต่วันวานเคยจับมือ หรือวันหน้าเขาจะจับมือกันก็ได้ บางคนที่ทุ่มใจเชียร์บางพรรคแบบหมดหน้าตัก ไม่เผื่อใจเวลาพรรคที่รักเบี้ยวที่พูด ( หรือเขาเรียกว่าตระบัดสัตย์ก็ได้ ) ก็เจ็บใจไปเปล่า..จำไว้แค่ว่า การเมืองผลประโยชน์ลงตัวเขาก็คุยกันได้ ..เผลอๆ ไอ้ที่ด่ากันในสภาปาวๆ นี่ ในห้องรับรอง สส. ก็คุยกันหนุงหนิงปกติ
สำหรับการแถลงนโยบายรัฐบาลหนู ก็เวียนๆ กันอยู่ในเรื่องเขากระโดง ฮั้ว สว. …พอเห็นพรรคเพื่อไทยอภิปรายแล้วก็ขำ ว่า ไม่คิดจะพูดเรื่องธรรมาภิบาลกับการ“ป่วยทิพย์”บ้างหรือ เพราะการที่คนๆ หนึ่งจะไปนอนเล่นในห้องหรูของ รพ.ตำรวจได้หลายเดือน ป่วยก็แค่นิ้วล็อค มันต้องมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองรู้เห็นเป็นใจเกี่ยวข้อง ตอนนี้ ป.ป.ช.เขากำลังสอบอยู่ ..ถ้าฝากนายกฯ ในเรื่องคดีเขากระโดง ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ( รฟท.) เล็งๆ จะฟ้องรายแปลง หรือฝากนายกฯ ในคดีฮั้ว สว.ที่ดีเอสไอกับ กกต.ดำเนินการอยู่ ก็ควรจะห่วงคดีอื่นด้วย….โดยเฉพาะคดีป่วยทิพย์นี้ ให้เป็นไปตามธรรมาภิบาล ( ซึ่งวันนี้กลายเป็นที่ขบขันที่ต้องมาขอพระราชทานอภัยโทษซ้ำอีก )
พอมาเห็นเสี่ยหนูเป็นนายกฯ ท่ามกลางฝ่ายแค้นก็ดูตลกร้ายดี แถลงนโยบายกลายเป็นเวทีซักฟอกคดีที่อยู่ในชั้นกระบวนการยุติธรรม เหน็บแนมเรื่องความจริงใจในการแก้รัฐธรรมนูญว่าเขียนในนโยบายแค่สามบรรทัด ซึ่งจะให้เขียนยาวกว่านั้นก็ไม่รู้จะเขียนกระไร เพราะก็ทำแค่ยื่นแก้ไข ม. 256 เอื้อต่อการตั้งกรรมการสักชุดมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ใช่ว่า รัฐบาลนี้จะยกร่างเอง ถึงได้ลงรายละเอียดเรื่องเนื้อหารัฐธรรมนูญได้
เรามาดูบางช่วง ที่น่าสนใจในการอภิปราย เสี่ยหนู อนุทิน ตอบคำถามในการอภิปราย ซึ่งดูเหมือนตอบรอบเดียววันที่ 30 ก.ย. หลัง “สส.น้ำ น.ส.จิราพร สินธุไพร” อภิปราย
น้ำ จิราพร ตั้งข้อสังเกตเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเสี่ยหนูกับเขมร เพราะฮุน เซ็นพูดว่า ไทยจะได้เปลี่ยนนายกฯ และ อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญเชือดจากคลิปเสียงอังเคิลจริงๆ เสี่ยหนูตอบว่า ยืนยันว่าไม่เคยมีสัมพันธ์อะไรส่วนตัว ได้พบกับผู้นำกัมพูชาครั้งแรกอย่างเป็นทางการ เมื่อติดตามแพทองธารไปเยือนกัมพูชาเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ยืนยันว่าไม่มีข้อตกลงอะไรเบื้องหลัง ไม่มีลุง มีแต่เพื่อน ไม่พูดเสนอแนะอะไรที่ใช้สัมพันธ์ส่วนตัว
“ผมรู้สึกตกใจว่า เมื่อผมกลับมาแล้วจากการติดตาม น.ส.แพทองธารเยือนกัมพูชา เพื่อนๆ ของผมที่รู้จักกันโทรศัพท์บอกว่า รู้ไหมที่เขาไม่ให้คุณเข้าไปในที่ประชุมหลายที่ เพราะเขาไปแจ้งผู้นำของเขาว่าไม่ต้องคุยอะไรกับเขามากหรอก เพราะจะปลดจาก มท.1 อยู่แล้ว แต่ผมไม่ได้คิดอะไร ข้อมูลที่ผมจะเชื่อต้องได้รับแจ้งจากนายกฯของผมในเวลานั้น แต่ในที่สุด ผมได้รับการแจ้ง เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.68 เรื่องขอกระทรวงมหาดไทยคืน ผมถอนตัวจากร่วมรัฐบาล ต่อมา บังเอิญมีเรื่องคลิปเสียงอังเคิล ทำให้มีความมั่นใจต่อการตัดสินใจถอนตัวของพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่เฉพาะเชิญออกจากรัฐบาล แต่มีเรื่องที่เสียหายต่อบ้านเมือง รัฐบาลขาดความชอบธรรมต่อการบริหารประเทศ
เมื่อมาเป็นฝ่ายค้าน ผมได้หารือว่าดีที่สุดพยายามให้ยุบสภาดีกว่า แต่เมื่อ น.ส.แพทองธาร ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จึงต้องหาทางออก คืนอำนาจให้ประชาชน จึงเป็นที่มาของการตกลงMOAกันทางการเมืองระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ( ปชน.) และพรรคภูมิใจไทย แม้จะมี สส.มาร่วมเพิ่มขึ้น แต่เราไม่เคยดูดเหมือนพรรคเพื่อไทย ( เพื่อไทย ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ใครจะร่วมรัฐบาลต้องรวมพรรคมาอยู่ไทยรักไทย ถ้าไม่รวมก็เป็นฝ่ายค้าน ) เมื่อพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาลจะรักษาสัญญา ไม่เกินวันที่ 31 ม.ค.69 จะยุบสภา ส่วนวันที่ 14-15 ต.ค.
ที่น่าสนใจอื่นๆ อาทิ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ปฏิเสธเรื่องที่เราเสนอนโยบายเกี่ยวกับกัญชา และเราเสนอร่างกฎหมายเข้าสภา แต่น่าเสียดายที่ในยุคปลายของสภาชุดนั้น กฎหมายที่จะควบคุมการใช้กัญชานั้นไม่ผ่านสภา จึงเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย เรื่องกัญชาที่คนถามมันจบแล้ว
นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตของการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่เชื่อว่าเป็นสายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ได้แก่ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกฯ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม และ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าดำรงตำแหน่งโดยบางคนขาดความรู้ความสามารถ บางคนมีประวัติที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตในกระทรวงคมนาคมปี 2554 ขอนายกฯ อย่าใช้อำนาจของนายกฯเพื่อพวกพ้องเป็นที่ตั้ง โดยเฉพาะเป้าหมายกินรวบประเทศไทย สังคมจะประณามกล่าวขานว่าไม่ใช่นายกฯตัวจริงแต่คืออนุวิน กินรวบประเทศไทย
นายโสภณได้ใช้สิทธิพาดพิง ว่า นายไชยชนก เป็นบุตรของนายเนวิน ชิดชอบ นักการเมืองดัง ซึ่งไม่ผิด และการได้ตำแหน่งมาตามความสามารถ คือ เป็น สส. “แต่พรรคท่านเอาลูกมาเป็นนายกฯ ผมไม่อยากใช้วาทกรรมเรื่องแบบนี้ เมื่ออยู่กับท่าน ท่านก็ว่าดี เมื่อออกมา ผมกลายเป็นคนชั่วทันที การเมืองแบบนี้ขอให้เลิก”
นายไชยชนก ชี้แจงว่า น้อมรับว่าไม่มีประสบการณ์เป็นฝ่ายบริหาร มีเรื่องหลายเรื่องที่ทำให้รู้สึกสงสัยในระบบประเพณีปฏิบัติของฝ่ายบริหาร ที่ท่านพูดถึงเรื่องปราบคอลเซ็นเตอร์ มีคนติดต่อหาตน ผ่านสมาชิกที่รู้จักตน เสนอมอบเงินให้ผมเดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อไม่ให้จับเรื่องคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์ทำให้สงสัยว่าประเพณีปฏิบัติของ รมว.ดีอีเอส ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร แต่ได้ปฏิเสธไปแล้ว
ทำให้นายก่อแก้ว อภิปรายต่อว่า เมื่อพูดมาแบบนั้น ขอความกรุณาให้กระชากหน้ากากมาให้สังคมรู้และจับกุมด้วย นายไชยชนกจึงตอบโต้ว่า ตนจะพยายาม แต่พูดแล้ว ไม่รู้ว่าจะได้รับความร่วมมือหรือไม่ แต่จะพยายาม แต่ที่ว่า“รัฐบาลเนทิน”นั้น แล้วก่อนหน้าเป็นรัฐบาล “ทักเซน” หรือ “ฮุนษิณ” หรือไม่
นี่คือส่วนหนึ่งที่ดูตลกร้ายในการอภิปราย….ในวงการการเมือง การอภิปรายนี้ยังมีเรื่องน่าสนใจอื่นๆ อีก ที่ตลกคือ บางเรื่องลามไป“อภิปราย”อดีตนายกฯแม้ว ทักษิณ ชินวัตร ซะงั้น เป็นคนที่ไม่เคยหายจากหน้าการเมืองจริงๆ.
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”
คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่



