ทั่วโลกกำลังหวั่นวิตกกับการ “ชัตดาวน์สหรัฐ” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี โดยภาวะชัตดาวน์ที่เกิดขึ้นนี้ เกิดจากความขัดแย้งของ 2 พรรคการเมืองในสหรัฐ โดยพรรครีพับลิกันพยายามผลักดันร่างกฎหมายจัดสรรเงินทุนรัฐบาลโดยไม่มีโครการริเริ่มอื่น ๆ เพื่อให้หน่วยงานเดินหน้าต่อไปได้ชั่วคราว แต่พรรครีพับลิกันมีเสียงในสภาเพียง 53 เสียง ไม่ถึง 60 เสียง ตามกติกา ทำให้ต้องพึ่งเสียงจากพรรคเดโมแครต ขณะที่พรรคเดโมแครต เรียกร้องนโยบายด้านสุขภาพ เช่น ต่ออายุเงินอุดหนุนประกันสุขภาพ ทำให้เจรจาไม่กันไม่ลงตัว 

การเจรจาที่ล่มลง ส่งผลให้หลายหน่วยงาน เช่น อุทยานแห่งชาติ และ หน่วยงานสถิติแรงงาน ต้องปิดทำการ ทำให้รายงานการจ้างงานเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ต้องถูกเลื่อนออกไป จนกระทบต่อการพิจารณานโยบายอัตราดอกเบี้ยของเฟด และอาจนำไปสู่การปลดข้าราชการบางส่วนแบบถาวร โดยครั้งก่อนหน้าในปี 61-62 การชัตดาวน์ ทำให้จีดีพีของสหรัฐหายไปถึง 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ในรอบ 44 ปีที่ผ่านมา มีการชัตดาวน์มาแล้ว 15 ครั้ง และเกิดขึ้นในสมัยที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีวาระแรกถึง 3 ครั้ง คือในเดือน ม.. 2561 เดือนก.. 2561 และเดือนธ.. 2561 และ ล่าสุด ครั้งที่ 4 คือ วันที่ 1 .. 2568

จบเมื่อใดคาดเดาไม่ได้

ยังไม่มีใครคาดการณ์ ได้ว่าจะยืดเยื้อยาวนานไปถึงเมื่อใด หากเหตุการณ์ยืดเยื้อย่อมไม่ส่งผลดีต่อโลกใบนี้ ซึ่งก็รวมถึงเศรษฐกิจไทยด้วยเช่นกัน เพราะสหรัฐถือเป็นคู่ค้าอันดับต้นๆ ของไทย โดยเฉพาะสินค้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึง อาหารแปรรูปหากการชัตดาวน์ยืดเยื้อคำสั่งซื้อจากสหรัฐ จะยิ่งชะลอตัว ขณะเดียวกันบริษัทที่ทำธุรกิจกับหน่วยงานรัฐของสหรัฐอาจถูกเลื่อนการจ่ายเงินออกไป เช่นเดียวกับผลกระทบที่มีต่อเอสเอ็มอีไทยที่ผลิตสินค้าให้กับบริษัทที่มีฐานผลิตในสหรัฐ

อย่าลืมว่า ณ เวลานี้ ผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย ล่าสุดในเดือนส.ค.ที่ผ่านมา การส่งออกของไทยเริ่มเติบโตลดลง โดยขยายตัวเพียง 5.8% และคาดกันว่าจะเติบโตลดลงอย่างต่อเนื่องจนอาจติดลบได้ในปีหน้า 

เดินหน้าควิกบิ๊กวิน

ขณะที่รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ต่างงัดมาตรการ “ควิก บื๊ก วิน” ออกมากระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมไปถึงการเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยจัดตั้งเอเอ็มซีเพื่อซื้อหนี้เอ็นพีแอลไปบริหารและการพัฒนาโครงการสินเชื่อตามความเสี่ยง การเสริมสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี ด้วยการใช้กลไกของบรรษัทเงินทุนประกันสินเชื่อขนาดย่อมหรือบสย.และโครงการพี่ช่วยน้อง ขณะเดียวกันก็มีการเพิ่มการออมภาคประชาชน ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์สลากเพื่อการออมและการซื้อพันธบัตรรัฐบาลให้สะดวกมากขึ้น 

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็หวังที่จะช่วยดึงให้เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ไม่ติดลบ แต่ยังสามารถขยายตัวได้อย่างน้อยก็ 1% เพื่อประคับประคองให้เศรษฐกิจทั้งปี 2568 นี้ ให้เดินหน้าต่อไปได้เพื่อให้ก้าวพ้นจากหล่มไม่ตกลงเหว แต่!!ความพยายามของรัฐบาลต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหม่อีกระลอก เพราะการชัตดาวน์ของสหรัฐครั้งนี้ หากยาวนานยืดเยื้อย่อมต้องส่งผลถึงไทย ทั้งเรื่องการส่งออก การท่องเที่ยว ทั้งในเรื่องของค่าเงินบาทที่จะผันผวน เช่นเดียวกับตลาดหุ้น หรือแม้แต่ราคาทองคำที่จะทะยานเพิ่มมากขึ้นไปอีก 

เอกชนหวังไม่ยืดเยื้อ

โดยภาคส่งออก อย่าง “ธนากร เกษตรสุวรรณ” ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก ที่เชื่อว่า หากเหตุการณ์ไม่ยืดเยื้อจบได้ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ผลกระทบโดยตรงจะมีจำกัด แต่เกิดความผันผวนในตลาดการเงินและค่าเงิน ดอลลาร์ ส่งผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวเร็ว อาจมีผลทั้งบวกและผลลบ โดยผลบวกคือเงินบาทอ่อนค่าลง ก็จะช่วยส่งเสริมให้การส่งออกดี ขณะที่ผลลบ ก็ทำให้ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น ขึ้นอยู่กับสินค้าประเภทต่าง ๆ  

แต่หากเหตุการณ์ยืดเยื้อในหลายสัปดาห์ หรือ 1 เดือน ก็จะทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคสหรัฐฯ ลดลง กระทบสินค้าฟุ่มเฟือย สินค้าที่ไม่จำเป็น รวมไปถึงห่วงโซ่อุปทานค่างๆ ระบบการชำระเงิน ระบบเครดิตธุรกิจอาจถูกรบกวน ฝ่ายส่งออกที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯสูง จะได้รับผลกระทบชัดเจน ในด้านโลจิสติกส์ แม้การดำเนินการศุลกากรและการขนส่งโดยทั่วไปยังทำงาน แต่ควรจับตาการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นกับการอนุมัติใบอนุญาตหรือการตรวจสอบเฉพาะกิจ 

ในเวลานี้บรรดาผู้ส่งออกต่างกำลังเฝ้าติดตามค่าเงินและตลาดทุนอย่างใกล้ชิด พร้อมกับปรับกลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินผันผวนตามความเสี่ยงที่ประเมินได้ รวมถึงตรวจสอบคำสั่งซื้อ สัญญาในตลาดสหรัฐฯ และทบทวนเงื่อนไขการชำระเงินต่างๆ และเตรียมแผนรับมือกรณีถ้าสหรัฐเลื่อนหรือยกเลิกการสั่งซื้อ เอสเอ็มอีต้องเตรียมสำรองสภาพคล่อง เตรียมเงินหมุนเวียน หรือเครดิตไลน์ ระยะสั้นเพื่อรับมือความล่าช้าการชำระเงินของลูกหนี้

ธนากร” ยังย้ำไว้ด้วยว่า ผู้ส่งออกต้องประสานข้อมูลกับตัวแทนในสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด  โดยขอข้อมูลจากตัวแทน ลูกค้า ผู้รับสินค้าในสหรัฐฯ ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใดได้รับผลกระทบและอย่างไร  รวมไปถึงเร่งหาช่องทางตลาดสำรอง เร่งขยายตลาดในภูมิภาคอื่น อย่างเอเชีย ยุโรป  หรือตะวันออกกลาง เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดียว สุดท้าย ต้องทบทวนสัญญาโลจิสติกส์และประกันภัย เร่ง ตรวจสอบเงื่อนไข และความครอบคลุมของการประกันภัยการค้าระหว่างประเทศให้ชัดเจนว่าครอบคลุมหรือไม่ด้วย

ภาครัฐต้องยื่นมือช่วย

แม้ว่าผู้ส่งออกพยายามปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น แต่ก็คงไม่เพียงพอ ปัญหาระดับชาติเช่นนี้ผู้ส่งออกเอง หรือเอกชนเอง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับความช่วยเหลือหรือการอำนวยความสะดวกจากภาครัฐด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงพาณิชย์ และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ต้องออกคำแนะนำด่วนให้กับผู้ส่งออก พร้อมประสานสถานทูตไทยในสหรัฐฯ เพื่อรับข้อมูลและช่วยแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติ  ทั้งกระทรวงการคลังและแบงก์ชาติ ที่ต้องหามาตรการเสริมสภาพคล่องระยะสั้นสำหรับเอสเอ็มอี ที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ หากการชัตดาวน์ยืดเยื้อ หรือแม้แต่กระทรวงการต่างประเทศ ที่ต้องร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเร่งเจรจาและผลักดันการเปิดตลาดสำรองและมาตรการตลาดเชิงรุก

ต้องยอมรับว่าในเวลานี้ผลกระทบต่อการค้าของไทยยังเป็นไปในเชิงจิตวิทยาและความผันผวนของตลาด แต่ผู้ส่งออกที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯสูง ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเตรียมความพร้อมอย่างเร่งด่วน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อยอดขายและห่วงโซ่อุปทานจะชัดเจนขึ้นมากขึ้น โดยในส่วนของสภาผู้ส่งออกก็พร้อมที่จะช่วยประสานหาข้อมูลและหารือมาตรการเพื่อสนับสนุนผู้ส่งออกร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ในมุมมองของนักวิชาการอย่าง “อัทธ์ พิศาลวานิช”นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เห็นว่าแม้สถานการณ์ชัตดาวน์สหรัฐ ในครั้งนี้จะเป็นปัญหาภายในของสหรัฐฯ แต่ด้วยสถานะประเทศเศรษฐกิจเบอร์หนึ่งของโลก ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมสู่ประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทยในฐานะประเทศคู่ค้าด้วยเช่นกัน โดยเวลานี้ไม่มีใครตอบได้ว่าการชัตดาวน์นี้จะเกิดขึ้นภายในกี่วัน แต่หากดูครั้งล่าสุดสมัยทรัมป์ 1 ที่มีชัตดาวน์ 35 วัน คือตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค.2561 ถึง 25 ม.ค. 2562 ซึ่งที่มากสุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ โดยการชัตดาวน์ครั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ทั้งการบริโภค ค่าเงินดอลลาร์ และดัชนีตลาดหลักทรัพย์

กระเทือนส่งออก0.5%

อย่างไรก็ตามหากประเมินในเบื้องต้นแล้วเชื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยประมาณ 0.009-0.5% ภายใน 1 เดือน โดยเป็นการวิเคราะห์จากฐานปี 2567 ที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ 63,000 ล้านเหรียญ ภายใต้การชัตดาวน์นี้ กระทบต่อการส่งออกลดลง จากปัจจัยคือ ค่าเงินบาทแข็งค่า 1-2% การบริโภคสหรัฐฯ ลดลง 2-5% และการดำเนินการนำเข้าช้าลงไป 20-30% จากการขาดเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในการตรวจเอกสารนำเข้า ทำให้ต่อวันมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ลดลงไป 193- 420 ล้านบาท หรือส่งออกลดลงสัปดาห์ละ 1,350 -2,670 ล้านบาท และต่อเดือนลดลง 5,400 -10,680 ล้านบาท หรือสัดส่วนต่อการส่งออกไปสหรัฐลดลง 0.009-0.53%

เช่นเดียวกับ “นณริฏ พิศลยบุตร” นักวิชาการอาวุโสจาก ทีดีอาร์ไอ ที่ประเมินว่า การชัตดาวน์ของสหรัฐ มักเป็นเกมต่อรองทางการเมือง ดังนั้นจึงเชื่อว่าเหตุการณ์จะสามารถยุติลงได้ภายในเวลาไม่นานนัก หรือไม่เกิน 1 เดือน และทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐหดตัวลงบ้าง แต่ไม่มากนักหรือประมาณ 0.1-0.3% ของจีดีพีสหรัฐเท่านั้น แต่ถ้ายืดเยื้อออกไปน่าจะส่งผลกระทบมากขึ้นตามระยะเวลาที่ชัตดาวน์ และหลังการเปิดทำการ ก็มีการจ่ายค่าจ้างคืนให้ข้าราชการ จึงกระทบเพียงชั่วคราว ขณะเดียวกันประธานาธิบดีทรัมป์ เองก็มีความพยายามที่จะลดจำนวนข้าราชการสหรัฐลง ซึ่งอาจจะใช้เหตุการณ์นี้เป็นแรงกดดัน แต่ในระบบบริหารของสหรัฐฯ ที่มีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลทางกฎหมายและการเมืองอย่างเข้มแข็ง จึงช่วยจำกัดผลกระทบไม่ให้ลุกลามรุนแรง หากมีการเลิกจ้างแบบถาวร  อาจกระทบต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นในประเทศได้

ออร์เดอร์ชะลอชั่วคราว

ส่วนผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทยนั้น ยังเชื่อว่า เป็นเพียงปัญหาระยะสั้น จึงไม่น่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อภาคส่งออก และภาคการเงินมากนัก แต่”ออเดอร์”จากสหรัฐฯ อาจลดลง หรือชะลอตัวลงชั่วคราวจนกว่าปัญหาจะจบ พร้อมๆ กับค่าเงินที่มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้นในช่วงเวลานี้ ดังนั้นจึงเห็นว่า การให้สินเชื่อเพื่อประคับประคองกับบรรดาผู้ส่งออก โดยเฉพาะกับเอสเอ็มอี ก็น่าจะเพียงพอเพื่อรองรับปัญหานี้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาเฉพาะหน้า แต่ที่ต้องดำเนินการให้ดีกว่านี้คือ เรื่องของขั้นตอนในการขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟต์โลน ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำให้ให้สะดวกและรวดเร็ว สามารถช่วยเหลือผู้ส่งออกได้ทันท่วงที ขณะที่แบงก์ชาติเองจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้เครื่องมือทางการเงินที่มีอยู่ เข้ามาช่วยลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยไม่จำเป็นต้องแทรกแซงให้ค่าเงินแข็งหรืออ่อนในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง

อาจลุกลามจนคาดไม่ถึง

ขณะที่ “พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (เคเคพี) ที่มองว่า การชัตดาวน์ของสหรัฐนั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลสหรัฐจะ“หมดเงิน” หรือ “ถังแตก” แต่อย่างใด แต่คือปัญหาการเมืองกับเรื่องเทคนิคทางงบประมาณล้วนๆ โดยพรรคการเมืองต้องการใช้เรื่องงบประมาณเป็นเครื่องมือต่อรอง ผูกโยงกับนโยบายใหญ่ๆ เช่น ประกันสุขภาพ หรือสร้างกำแพงกั้นพรมแดน ที่สำคัญคือไม่ใช่ปัญหาถังแตก สหรัฐยังมีเครดิตกู้เงินได้ และยังจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะตามปกติ เพียงแต่ระบบเบิกจ่ายรายวันของหน่วยงานรัฐสะดุด

ทั้งนี้ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา สหรัฐมีการชัตดาวน์เกิดขึ้น 3 ครั้ง โดยก่อนหน้านี้ก็เคยมีแต่ชัตดาวน์เพียง 1-2 วัน มีเพียงในยุคของประธานาธิบดี บิล คลินตัน ในปี 2538-2539 ที่ชัตดาวน์ไป 21 วัน ซึ่งเป็นการขัดแย้งกันในเรื่องของงบประมาณกับพรรครีพับลิกัน ขณะที่ในปี 2556 ยุคของประธานาธิบดี บารัค โอบามา ที่มีการชัตดาวน์ไป 16 วัน เพราะทะเลาะกันในเรื่องของงบ “โอบามาแคร์” ส่วนปี 2561-2562 ในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ ในสมัยแรก ชัตดาวน์ไป 35 วัน ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะเถียงกันเรื่องงบสร้างกำแพงเม็กซิโก

แต่ทุกครั้งสุดท้ายก็จบลงด้วยการตกลงกันได้ ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม ตลาดอาจผันผวนและเหวี่ยงแรงช่วงนั้น แต่ไม่ใช่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะหมดตัว เพียงแค่บางครั้งความผันผวนนี้ก็มีความเสี่ยงอาจไปจุดประกายอุบัติเหตุทางการเงินที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนได้เหมือนกัน

แม้ภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงการคลัง ได้เร่งหารือกับแบงก์ชาติ เพื่อร่วมกันหาแนวทางป้องกันไม่ให้ค่าเงินเกิดความผันผวน จนกลายเป็นอุปสรรสำคัญ ต่อการส่งออก โดยที่แบงก์ชาติเองก็เชื่อว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ยืดเยื้อ และจนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในตลาดการเงินไทย แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและมองว่าผู้ส่งออก และนักลงทุนต้องบริหารความเสี่ยงจากความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดการเงินด้วย เช่นกัน โดยค่าเงินบาทในเวลานี้ถือว่าได้อ่อนค่าลงไปบ้างแล้ว แต่เพื่อความไม่ประมาท และเตรียมตัวให้พร้อม ก็ต้องตามติดสถานการณ์ให้ใกล้ชิดและรอบด้านด้วยเช่นกัน

ทั้งหลายทั้งปวง!! ก็ต้องมารอดูกันว่า เหตุการณ์ชัตดาวน์สหรัฐครั้งนี้จะยุติได้โดยเร็วหรือไม่ เพราะหากยืดเยื้อก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจไทยก็ต้องโดนผลกระทบและมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นไปอีก สุดท้ายสิ่งที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปให้ได้ในช่วงเวลาอันน้อยนิดที่มีอยู่ก็อาจไปไม่ถึงฝั่งฝัน!!