เนื้อความดังกล่าวข้างต้นเป็นใจความส่วนหนึ่งจากการระบุไว้ผ่านชุดข้อมูลโดยนักวิชาการภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ ในฐานะนักวิจัย “โครงการรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำของประเทศไทย : ทรัพยากรน้ำกับการพัฒนาเศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นการระบุไว้เกี่ยวกับ “ภัยพิบัติด้านน้ำ–ภัยน้ำท่วม”ที่ในไทย “ปีนี้ก็จัดว่าหนักหนาสาหัสมาก!!”อีกปีหนึ่ง
“น้ำท่วม” นั้น “เป็นภัยสำคัญในไทย”
โดย “มีมานาน–แก้มานานหลายสิบปี”
ทว่า “ถึงปัจจุบันก็ยังคงรุนแรงสาหัส!!”
ทั้งนี้ ชุดข้อมูลโดย ดร.พงษ์ศักดิ์ นั้น ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้เคยสะท้อนต่อไว้นานแล้ว คือกว่า 1 ปีมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ล่วงเลยมาถึงปีนี้ตอนนี้ เมื่อพิจารณาแง่มุมที่นักวิชาการท่านนี้ได้ระบุไว้ ก็ยังคงน่าสนใจ หรือจริง ๆ อาจกล่าวได้ว่า “ยิ่งน่าสนใจ”ดังนั้นจึงพลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูลเชิญชวนคนไทยพิจารณากันอีกครั้งโดยสังเขป ซึ่งชุดข้อมูลโดยนักวิชาการด้านวิศวกรรมน้ำท่านนี้หลักใหญ่ใจความได้มีการเสนอ“กรอบแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม-แก้ปัญหาภัยพิบัติด้านน้ำ”
แง่มุมที่นักวิชาการท่านนี้ได้ระบุไว้นั้น กับประเด็นระยะเวลา ไม่เพียงมีการระบุว่าการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยได้รับผลกระทบ-เกิดความเสียหายจาก “ภัยพิบัติด้านน้ำ” โดยเฉพาะ “น้ำท่วม”มาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี หากแต่ยังชี้ไว้ด้วยว่า… จริง ๆ ความเสียหายจาก “น้ำท่วม” เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยมาโดยตลอด ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2532 เรื่อยมา หรือตั้งแต่ราว ๆ 36 ปีก่อน ไทยประสบปัญหา “ภัยธรรมชาติด้านน้ำ” รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี ดังนั้น การจะทำให้ภาพรวม “เศรษฐกิจ” ของประเทศไทยสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ประเทศไทยก็จำเป็นจะต้องแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านน้ำให้ได้ …ประเด็นนี้ก็น่าคิดยิ่ง
“ภัยน้ำ” นี่ก็ “ส่งผลฉุดรั้งเศรษฐกิจ!!”

อีกบางช่วงบางตอนจากที่ทางนักวิชาการท่านดังกล่าวระบุไว้ ได้มีการชี้เน้นไว้ว่า… จากการที่ โลกมีแนวโน้มการเกิดภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้นจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง การบริหารจัดการน้ำจึงมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ซึ่ง…น้ำเชื่อมโยงกับทุกอย่าง จึงมีมูลค่ามากกว่าที่คิด มีความเชื่อมโยงของน้ำกับมูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่เกี่ยวโยงกับการพัฒนาสังคมและประเทศ เนื่องจากน้ำเป็นทรัพยากรเพื่อตอบสนองการพัฒนา โดยทุก ๆ กิจกรรมล้วนต้องการน้ำ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กิจกรรมทางสังคม รวมไปถึงทางสิ่งแวดล้อม ขณะที่… “น้ำก็สำคัญในแง่ผลกระทบทางลบด้วย” ในอีกมุมหนึ่ง
“รัฐจึงควรพิจารณาเรื่องน้ำเป็นเป้าหมายหลักโดยควรใส่ไว้ในแผนของการพัฒนาประเทศ”…ทาง ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ ระบุไว้ผ่านชุดข้อมูล และก็ยังระบุไว้ว่า…น้ำมีมูลค่า แต่เป็นมูลค่าที่มักไม่ค่อยมองกัน ซึ่ง เมื่อยิ่งมีความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้น จึงยิ่งต้องมองน้ำเป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง เพื่อที่จะให้มีการพิจารณาลำดับความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำ–พิจารณาบนข้อมูลเดียวกัน ต้องเปลี่ยนมุมมองโดยมองน้ำให้เป็นเศรษฐศาสตร์
เมื่อ สถานการณ์น้ำของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงจากอดีตค่อนข้างมาก ดังนั้น “ต้องบริหารจัดการน้ำให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป”โดย “ต้องใช้เทคโนโลยี–นวัตกรรมเข้ามาสนับสนุนมากขึ้น” รวมถึงควร “ต้องใช้หลักเพิ่มผลิตภาพของน้ำ (Water productivity) ด้วย” ผ่านแนวทาง-วิธีต่าง ๆ และที่สำคัญ “ต้องบริหารจัดการอย่างเป็นธรรมบนฐานข้อมูลเดียวกันด้วย”…นี่ก็เป็นอีกส่วนจากที่นักวิชาการท่านเดิมเสนอกรอบไว้ ซึ่ง มีนัยทั้ง “แก้น้ำท่วม–แก้น้ำแล้ง”
อีกทั้งมีการเสนอกรอบแนวทางไว้ด้วยว่า… ภาครัฐควรมีหน้าที่ให้ข้อมูล–ข้อเท็จจริง โดยมีนักวิชาการ นักวิจัย ช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูลในทุก ๆ ด้าน เพื่อสนับสนุนการทำงานให้กับบรรดาหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับน้ำ โดยเฉพาะเมื่อภัยน้ำมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหารุนแรงมากขึ้น ทั้ง “น้ำแล้ง” และ “น้ำท่วม”
ทั้งนี้ นอกจาก “กรอบแนวทางแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านน้ำ” ดังที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” พลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูลชวนพิจารณากันอีกครั้งแล้ว หากจะถามลงลึกถึง “วิธีการทำงานเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ ด้านน้ำ” กับรายละเอียดลงลึกเรื่องนี้ จริง ๆ ก็มีนักวิชาการ นักวิจัย รวบรวมข้อมูลและนำเสนอ-เสนอแนะไว้ไม่น้อยแล้ว หากแต่ในทางปฏิบัติดูจะไม่ค่อยชัดเจนเท่าใดนักว่ามีการใช้แค่ไหน?-มีผลอย่างไร?ในขณะที่ภัยน้ำกรณีน้ำท่วม “ปีนี้น้ำก็ท่วมดุอีก!!” ซึ่งมองในมุมเศรษฐศาสตร์ การสูญเสียเชิงเศรษฐศาสตร์ก็จะไม่ใช่น้อย ๆ อีก และก็ส่งผลกระทบฉุดรั้งเศรษฐกิจอีกด้วยแน่ ๆ
ก็น่าคิดว่า… ตั้งแต่ราว ๆ 36 ปีก่อนแล้วที่ไทยเริ่มมีปัญหาภัยน้ำ น้ำท่วม รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และกว่า 20 ปีแล้วที่ไทยประสบภัยน้ำรูปแบบต่าง ๆ เกือบทุกปี มาจนวันนี้ไฉนการแก้ไขยังเห็นภาพรวมที่ยั่งยืนได้ไม่ชัด?? เสียที!!
หรือ “เพราะการเมืองไม่เคยนิ่งเลย?”
แล้ว “ส่งผลถ่วงโครงการแก้ปัญหา?”
และ “ฉุดรั้งการฟื้นเศรษฐกิจด้วย?”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



