ทั้งนี้ แนวคิดนี้ถูกจุดประกายโดยหวัง “ดึงเม็ดเงินจากนักลงทุนอุตสาหกรรมบันเทิงต่างประเทศ” กระตุ้นเศรษฐกิจไทยผ่านอุตสาหกรรมบันเทิง-คอนเทนต์ไทย จากการที่ไทยก็มีศักยภาพด้านนี้และสากลยอมรับระดับหนึ่ง…
แต่ถ้า “ไทยจะไปให้ถึงระดับ Global”
ก็ยัง “มีข้อจำกัด–ต้องปลดล็อกก่อน!!”
เกี่ยวกับเรื่องการผลักดันไทยเป็น “ฟิล์มซิตี้ (Film City)” เป็น “ฮับอุตสาหกรรมบันเทิง” ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูลนี่เป็นประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกเป็นหัวข้อสำคัญในการเสวนาที่จัดขึ้นภายใต้เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ BKKIFF 2025 โดยบรรดาคนในแวดวงนี้ต่างก็เห็นพ้องตรงกันว่า ไทยควร “ต้องเร่งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย” เพื่อส่งเสริมศักยภาพไทยให้ก้าวสู่ระดับ Global ได้อย่างแท้จริง ขณะที่ทาง พิมผกา โตวีระ คนไทยนักทำหนังที่มีผลงานระดับสากล และเป็นผู้ดูแลกิจกรรม “ตลาดหนัง” ให้งานเทศกาลฯ ดังกล่าวนี้ สะท้อนไว้ว่า…
จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้ชม เป็นความท้าทายของคนทำหนังทั่วโลก ที่ส่งผลให้ต้องปรับตัวอย่างมาก เพื่อกำหนด“บทบาทใหม่ของภาพยนตร์” ในฐานะเป็น“Soft Power”ที่ต้องไม่เพียงแค่สร้างความบันเทิงให้กับผู้ชม แต่ยังต้องเป็น “พลังขับเคลื่อนสำคัญ” ทั้งเศรษฐกิจและวัฒนธรรม รวมถึงคนทำหนังยุคใหม่ต้องหันมาสนใจเรื่องของการสื่อสารเชิงกลยุทธ์มากขึ้น อย่างกิจกรรมตลาดหนังที่จัดขึ้นในเทศกาลฯ นี้ ที่ก็ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยผลักดันภาพยนตร์ไทยให้ไปสู่เวทีนานาชาติ โดยช่วยเชื่อมโยงผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์กับผู้ซื้อ-นักลงทุนทั่วโลก ให้ได้มาเจอกัน ซึ่งจะช่วยสร้างศักยภาพและโอกาสให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยได้รอบด้าน จนส่งผลดีไปถึงเศรษฐกิจของไทย …ทาง พิมผกา ระบุไว้

และอีกเวทีที่มีชื่อหัวข้อว่า “Beyond the Screen-หนังไทยกับโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยต้องจับตา” ก็มีเสียงสะท้อนน่าสนใจ โดยมีการฉายภาพโอกาสของหนังไทยในเวทีโลกไว้ว่า… ยุคนี้ภาพยนตร์ไม่ได้เป็นเพียงศิลปะการเล่าเรื่อง แต่ยังเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ช่วย “สร้างงาน–สร้างรายได้” ตลอดจนต่อยอดได้ถึงการ “สร้างอิทธิพลทางวัฒนธรรม” โดยการขยายความในเรื่องนี้ก็มีคนแวดวงอุตสาหกรรมภาพยนตร์และนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ได้สะท้อนไว้น่าพิจารณา…
เริ่มจาก ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล หรือ คุณชายอดัม อดีตประธานคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของ THACCA ที่ได้ฉายภาพความสำคัญของภาพยนตร์ไว้ว่า… ภาพยนตร์ไม่ใช่เพียงแค่สื่อบันเทิงที่สร้างอารมณ์และแรงบันดาลใจ แต่ยังมีศักยภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มหาศาล เพราะช่วยให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนสร้างรายได้ให้ชุมชนได้โดยตรง หลายจังหวัดจึงผลักดันให้พื้นที่ตนเป็น “ฟิล์มซิตี้ (Film City)” ซึ่งถ้าได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจะยิ่งเกิดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ของไทย …อดีต ปธ.คณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ THACCA ชี้ไว้
ส่วนอดีต ผอ.ฝ่ายคอนเทนต์ Netflix ประเทศไทย ยงยุทธ ทองกองทุน ชี้ไว้ว่า… การมีแพลตฟอร์มสตรีมมิงมีบทบาทสำคัญยกระดับคอนเทนต์ไทยสู่มาตรฐานสากล เปิดโอกาสให้คอนเทนต์ไทยเผยแพร่สู่ผู้ชมทั่วโลกง่ายขึ้น สะท้อนจากผลงานหลายเรื่องที่ประสบความสำเร็จระดับนานาชาติ แต่ก็ มีสิ่งที่ “ไทยต้องอัปเกรดเร่งด่วน” คือ “ต้องเร่งพัฒนานักสร้างสรรค์คอนเทนต์รุ่นใหม่”กลไกสำคัญที่จะต่อยอดอุตสาหกรรมนี้ของไทยให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง …นี่ก็มุมมองน่าสนใจ
และก็มีอีกเวทีที่น่าสนใจ คือเวทีหัวข้อ “Thailand as Film Destination-เมื่อ Hyper Local Content พาไทยสู่หมุดหมายของโลก” ที่พูดถึงการใช้ “Hyper Local Content”เพื่อเป็น “จุดขายของไทย”โดยที่ อนุชา บุญยวรรธนะ อดีตนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย นิยาม “Hyper Local” ไว้ว่า… เป็นการเล่าเรื่องที่ถ่ายทอดอย่างจริงใจ-ซื่อสัตย์ต่อผู้ชม ผ่านตัวตน-ประสบการณ์ของคนสร้างเป็นตัวกลาง ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นท้องถิ่นให้น่าจดจำ–มีเสน่ห์ เพื่อเชื่อมโยงกับผู้ชมที่มีรากฐานวัฒนธรรมเดียวกัน รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ชมต่างชาติสัมผัสความแตกต่างในมิติใหม่ พร้อมกันนี้ยังมีการแนะ “แนวทางนำคอนเทนต์ไทยสู่ระดับ Global”ได้จริง ๆ ไว้ว่า… ต้องเริ่มจากผู้สร้างกล้าออกไปฟังความเห็นจากผู้ชมต่างประเทศ นำมาปรับสมดุลระหว่างการรักษาเอกลักษณ์กับการทำให้คอนเทนต์สื่อสารกับโลกได้อย่างเข้าถึงและเป็นสากล
ทั้งนี้ สอดรับกับที่ กฤษดา วิทยาขจรเดช ผู้บริหารค่ายภาพยนตร์ ที่มีประสบการณ์ทำหนังไทยให้ดังระดับโลก ที่ได้บอกเล่าไว้ว่า… การหยิบวัฒนธรรมท้องถิ่นมาผสมผสานกับเรื่องเล่าร่วมสมัยโดยไม่ปรุงแต่งเกินจริง หรือ “ใช้ความเป็น Hyper Local” นี่คือ“โอกาสที่จะทำให้ผลงานไทยโดดเด่นบนเวทีโลก” เพราะผู้ชมยุคใหม่ต้องการคอนเทนต์ที่สะท้อนตัวตนและสื่อสารอย่างจริงใจ ขณะที่ ต้องเต–ธิติ ศรีนวล ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องสัปเหร่อ ก็ระบุไว้ว่า… การเล่าเรื่องที่คงรากเหง้า-ความดั้งเดิมโดยไม่ปรุงแต่งจนเสียตัวตนทำให้ผู้ชมสัมผัสถึงเอกลักษณ์ได้อย่างแท้จริง จะเปลี่ยนมุมมองผู้ที่เคยไม่สนใจให้เปิดใจและชื่นชมความเป็นท้องถิ่น จนอยากจะเข้ามาสัมผัสเรียนรู้ด้วยตนเอง …นี่คือพลัง “Hyper Local Content” ที่ใช้ผ่านหนังไทยได้
ใช้ “ฐานวัฒนธรรม–เสน่ห์ท้องถิ่นไทย”
ให้ “เป็นคอนเทนต์ทรงพลังผ่านหนัง”
นี่ “น่าสนใจ–น่าอัปเลเวล–น่ารอดู??”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



