ทุ่มเต็มร้อย พร้อมลั่นไก ใส่เต็มคาถาตวาดหิมพานต์ใน “เสือ” ภาพยนตร์แอ็กชันฟอร์มยักษ์แห่งปี นักแสดงหนุ่มหล่อมาดเท่ “เวียร์ ศุกลวัฒน์ ” สั่งสมประสบการณ์และความสามารถทางด้านการแสดงมาอย่างเหลือล้นจากผลงานละครและภาพยนตร์รวมกันมากกว่าครึ่งร้อยการันตีคุณภาพด้วยการกวาดรางวัลด้านละครมาแล้วแทบทุกสถาบันทั้งโทรทัศน์ทองคำ, เมขลา, ไนน์เอ็นเตอร์เทน และนาฎราช พีกสุดด้วยการคว้ารางวัล “นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม”จากภาพยนตร์ดราม่าน้ำดีเรื่อง “มะลิลา” (2561)จากทุกสถาบันทั้งสุพรรณหงส์, ชมรมวิจารณ์, และสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย

นอกจากนี้เขายังมีผลงานภาพยนตร์คุณภาพตามมาอีกหลายเรื่อง ล่าสุด เขาพร้อมก้าวเข้าสู่ “จักรวาลขุนพันธ์” กับบทบาท “เสือฝ้าย” วัยหนุ่ม พี่ใหญ่ของกลุ่มที่ทุกคนต่างเคารพและเกรงขามฝีมือและอาคมทรงอานุภาพในภาพยนตร์แอ็กชันไทยโคตรมันส์ส่งท้ายปีเรื่อง “เสือ” (2568)ที่จะย้อนต้นกำเนิดและการเติบโตแห่งความยิ่งใหญ่เกรียงไกรในดงเสือของตัวละครนี้ในมุมที่ยังไม่เคยถูกเล่ามาก่อน งานนี้ yimyim เลยจัดเต็มบทสัมภาษณ์เขามาฝากกันแล้ว

จุดเริ่มต้นที่ได้มาร่วมโปรเจกต์ “เสือ” เป็นมาอย่างไร?

“จริงๆ แล้วผมเคยร่วมงานกับ “พี่โขม” (ก้องเกียรติ โขมศิริ -ผู้กำกับ) มาก่อน (ซีรีส์และภาพยนตร์ “Bangkok Breaking”)แล้วก็ติดตามผลงานพี่โขมมาตลอดรวมถึง “ขุนพันธ์” ผมเคยคุยเล่นกับแก หยอดมาตลอดว่าถ้าพี่มีภาค 2 ภาค 3 ไรงี้ พี่ก็เอาผมไปเล่นได้นะ แล้วแกก็ตอบขำๆ เหมือนกันว่า “พี่เวียร์”พูดแล้วนะ ก็เป็นไดอะล็อกที่เราคุยเล่นกันไม่คิดว่าวันหนึ่งเขาจะติดต่อมาจริงๆ แกบอกเวียร์มันมีว่ะมันเป็นโปรเจกต์ใหม่ที่เราจะเล่าผ่านเรื่องของ “เสือ”อยากจะให้พี่เวียร์มาเล่นเป็น “เสือฝ้าย” ในช่วงวัยหนุ่ม พอดูบทแล้วคุยกันนิดหน่อยก็ตอบเซย์เยสเลยเพราะว่าเราคุ้นเคยการทำงานกันอยู่แล้ว เกิดเป็นนักแสดงชายสักชาติหนึ่ง ถ้าได้เล่นหนังแอ็กชันมันส์ๆ

สักเรื่องคงจะสมศักดิ์ศรี ซึ่งบท “เสือฝ้าย” นี้เคยเล่นเอาไว้โดย“ผู้พันเบิร์ด” (วันชนะ สวัสดี) ซึ่งพี่เขาทำได้ดีจนเป็นที่รู้จักอยู่แล้วรู้สึกว่ามันสนุก มันไม่ได้มีแค่เรื่องของแอ็กชัน ยิงกัน ระเบิดกันหรือการต่อสู้ด้วยคาถาเวทมนตร์อย่างเดียวแต่มันรวมสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของยุคนั้นว่าเขาทำอะไรกันความสัมพันธ์ของตัวละครมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีเลเยอร์ของตัวละครมันเป็นสไตล์พี่โขมเลยที่ชอบเล่าด้วยการสอดแทรกอะไรหลายๆอย่างลงไป สนุกดีครับ”

ความหมายของการเป็น “เสือ” ในยุคเก่าคืออะไร?

“เสือ มันเป็นเรื่องของยุคๆ หนึ่งที่เป็นยุคของเขาชาวบ้านจะบอกว่าเสือเป็นโจรสมัยก่อนชุมโจรที่มีอำนาจมากมายอยู่ในภาคกลางตอนนั้นด้วยบ้านเมืองด้วยรัฐบาลในมุมมองของผมมันก็สีเทาเหมือนกันนี่แหละ แต่รัฐมันเทาได้เหนือกฎหมาย ในขณะที่เสือกลายเป็นฝั่งผิดกฎหมายทุกฝ่ายในยุคนั้นก็ต้องสร้างอำนาจขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองขึ้นอยู่กับบารมี ขึ้นอยู่กับการขยายอำนาจของตัวเองออกไป สำหรับผมมองว่าคนที่มีอำนาจจะทำอะไรก็ได้ แต่พอมีอำนาจมากไปก็จะมีคนที่ต้องการล้มอำนาจนั้น สำหรับในยุคนั้นนะครับเคยได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับ “เสือภาคกลาง” ที่มีอยู่จริงมาก่อนบ้างไหมเชื่อไหมว่ามีเสือที่ต้องใช้คาถาต่อสู้กันแบบนี้ด้วยเคยได้ยินมาบ้าง แต่ผมฝั่งเด็กอีสานส่วนใหญ่จะมีเรื่องของ“นายฮ้อย” มากกว่า เราอาจจะไม่ค่อยได้ยินเรื่องแบบ “เสือ”ที่เป็นโจรปล้นของภาคกลางเพราะต่างจังหวัดมันจะเป็นอีกฟีลหนึ่งแบบปล้นควายอะไรอย่างนั้นผมไปหาหนังสือที่เป็นชีวประวัติอ่านบ้างแต่กับหนังเวอร์ชันนี้มีการดัดแปลงให้มันสนุกและไม่ได้อิงประวัติศาสตร์เต็มๆ”

“ทุกคนทราบกันดีว่าคาถาที่ “เสือฝ้าย” ใช้เป็นอาคมหลักคือ คาถาตวาดหิมพานต์-วา โธ โน อะ มะ มะ วา วา”กระทึบเท้าทุกคนก็ปลิวกันไปหมด ศัตรูหรือมิตรใครก็ตามที่เราต้องการให้โดนอาคมก็จะปลิวกระจัดกระจายกันหมด เป็นอาคมที่ทุกคนกลัว ตอนเล่นผมก็เขินนะด้วยความที่ห่างจากการแสดงแนวแอ็กชันไปนานมาก แต่ถ้าเราเริ่มเชื่อในคาแร็กเตอร์นี้ มันก็จะไม่เขินแถมรู้สึกว่ามันศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ส่วนเรื่องความเชื่อ ผมว่าเราต้องเชื่อว่าสิ่งที่เราทำมันถูกเราไม่รู้หรอกเพราะไม่ได้เกิดในยุคสมัยนั้นเราได้ฟังเฉพาะเรื่องเล่าก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจและก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ “พี่โน่” (เสือดำ) บอกว่าเราต้องเชื่อบ้างเพื่อให้มันสนุกขึ้นเพราะคาถามันดูเวอร์ๆ แต่กับเรื่องนี้ผมก็เชื่อนะผมว่าคนไทยมีความเชื่อเรื่องพวกนี้ไม่งั้นเราจะมีรอยสักลงยันต์อะไรกันขนาดนี้เหรอ ไทยเรามีคาถามีมนตร์ มีเรื่องมากมายให้เราเห็นจนทุกวันนี้ ถ้าผมไม่เชื่อเลยเวลาเล่นมันจะเขิน ผมว่าในสมัยก่อนเขาอาจจะไม่ได้มีคาถาที่มันทำได้จริงแบบในหนังในหนังมันมีอรรถรส มันเพื่อความสนุกการแสดงพลังออกมาจากคาถาที่เราท่อง มันเติมความน่าเกรงขามถ้าเราเชื่อ สายตา การท่องคาถา และท่าทางของเราจะไม่ดูตลก ไม่เขิน”

บทบาท-คาแรกเตอร์ที่ได้รับเป็นอย่างไร?

“เสือฝ้าย ในวัยหนุ่ม เขามีความน่าเกรงขามภายนอกที่ทุกคนมองคือ “พี่ใหญ่” เป็นเสือที่ยิ่งใหญ่มากในยุคนั้นแต่ในเรื่องนี้ไม่ได้มาโชว์ความโหดความดุของเสือฝ้ายเพียงอย่างเดียวมันยังมีอีกมุมหนึ่งของเสือฝ้ายที่ทุกคนไม่เคยได้เห็นจากใน “ขุนพันธ์”เป็นการเล่าเรื่องในวัยหนุ่มเขามีความอ่อนโยนที่มันค่อนข้างคอนทราสต์มากกับสิ่งที่เราเคยเห็นทำไมเขาถึงเป็น “ผู้ใหญ่ฝ้าย” หรือเป็น “ครูฝ้าย” ของเด็กๆมันยากเหมือนกันสำหรับการรับบทและตีความตรงนี้คนเรามันมีหลายบุคลิก มีหลายหัวหลายหมวก พอเขาต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อให้คนเชื่อ ให้คนนับถือเขาก็สามารถที่จะเป็นอีกคนคนหนึ่งได้ สิ่งเหล่านี้มันจะเล่าในคาแร็กเตอร์ของเสือฝ้ายในโปรเจกต์นี้

ตัวเสือฝ้ายเองด้วยความเป็นพี่ใหญ่สุดเวลาเขาปล้นก็จะไม่ได้เน้นไปปล้นไปฆ่าคน แต่เขาเน้นอำนาจเน้นปกครอง เพราะมันเหนือกว่าการปล้นไปวันๆเขารู้ว่าการปล้นแบบนั้นมันไม่มีจุดจบมันไม่ได้ทำให้เขามีอำนาจที่จะปกครองใครมากขึ้นแล้ววิธีการไหนล่ะที่จะทำให้เรามีอำนาจที่แท้จริงถึงจะสามารถต่อกรกับรัฐบาลได้ เป็นสิ่งที่จะเล่าในภาพยนตร์ก็มีการได้พูดคุยกันลึกๆ หลายอย่างกับ “พี่โขม”เกี่ยวกับตัวเสือฝ้ายในเวอร์ชันนี้”

ไม่ได้เล่นแอ็กชันมานาน กลับมารอบนี้เตรียมตัวอะไรบ้าง?

“ถ้าทุกคนเคยดูผลงานของผมมาตั้งแต่เข้าวงการ ผมเล่นมาแล้วทุกบทและยิ่งในช่วงสิบปีแรกตั้งแต่เข้าวงการมาก็เน้นแต่แอ็กชันเลย ทั้งสลิง ระเบิดภูเขา เผากระท่อม กระโดดจมน้ำ ดำน้ำ ตีลังกา ตายแล้วตายอีกผมผ่านมาหมดและอีกช่วงจังหวะระยะเวลาหนึ่งเมื่อความอิ่มตัวของทางการแสดงมันอยากจะพัฒนาตัวเองผมก็ลองสไตล์อื่นบ้างผมได้รับโอกาสดีมากมายไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์สายประกวดต่างๆภาพยนตร์แนวดราม่า ความสัมพันธ์ที่มันโคตรจะยากที่ต้องเข้าคลาสเวิร์กชอปไม่รู้กี่วันก็ผ่านมาแล้วเราคิดว่าคงจะไม่มีใครติดต่อเรามาเล่นแอ็กชันอีกแล้วอายุจะสี่สิบแล้วตอนที่โปรเจกต์ “เสือ” ติดต่อเข้ามาแล้วพอติดต่อมาก็เป็นหนังแอ็กชันเดือดระดับประเทศเลยด้วย ผมผ่านฉากแอ็กชันมาค่อนข้างเยอะมาก ใช้เวลารื้อฟื้นไม่นาน พวกเรามีการไปซ้อมกันนอกรอบสองคิวเต็มๆ สำหรับฉากที่ต้องมาสู้กันเอง สู้กับโจรอื่นๆ ซึ่งเป็นฉากใหญ่มันก็ช่วยสร้างความมั่นใจให้เราระดับหนึ่งทุกทีมทุกตำแหน่งเขาก็เตรียมมาอย่างดีหมดอยู่แล้ว เรื่องของคิวแอ็กชัน เรื่องของความปลอดภัย มุมภาพต่างๆทำให้รู้สึกวางใจมาก และสนุกมาก “4 เสือ”เราใช้เวลาซ้อมด้วยกันทั้งวัน ทั้งอาวุธ ทั้งอาคมเพราะแต่ละคนก็จะมีความเป็นธรรมชาติของตัวเอง มีการสู้มีคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจนแต่ด้วยความที่เรื่องนี้เหมือนจุดเริ่มต้นของแต่ละเสือต่างเติบโตกันมาคนละอย่าง ทุกเสือมันมีความเจ๋งในตัว”

“แล้วก็มีความขัดแย้งกันเองในหลายๆ อย่าง ฉากแอ็กชันมันจะรวมๆกันระหว่างความมันส์และความสนุกของเสือที่อยากจะฟัดกันเองตอนที่แสดงกัน ผมก็สังเกตสกิลของแต่ละเสือ แล้วก็แซวแต่ละคนอย่าง “พี่เป้” (เสือใบ) เสก “กระสุนคต” ออกมา สกิลมันเจ๋งมากกระสุนคตออกไปจากเสือใบ จบกลับมาที่เสือใบ หล่อมาก แรกๆ ก็ชอบหลังๆ เริ่มแซวละ เป้มันเท่เกินไปว่ะหมั่นไส้แต่ถ้าถามว่าเหนื่อยไหม เราก็ไม่ใช่อายุ 20 กันแล้วก็มีบ้าง แต่เราเหนื่อยบนการทำงานที่ยังสนุก เรามองไปข้างหน้ามองทุกคนรอบๆ มันก็เหนื่อยกันหมด และพร้อมที่จะเหนื่อยไปด้วยกันเอาเป็นว่าทุกคนเล่นจนกันลืมเหนื่อยและการทำงานภาพยนตร์สมัยนี้มันไม่ได้ทำกันเลือดตาแทบกระเด็นแบบสมัยก่อน มันมีสเปเชียลเอฟเฟกต์ มีอุปกรณ์ที่มาซัปพอร์ตมีทีมสตันต์ที่ดีที่คอยสอนคอยเซฟตีผมมาทำงานที่กองเหมือนมาสนามเด็กเล่นกับเพื่อนผู้ชายครับ ยิ่งฉากไหนโหดๆ มีระเบิดกันตู้มต้าม พวกเราก็สนุกกับมันขนาดมองกันในกองถ่ายยังมันส์ขนาดนี้ พอทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ผมเชื่อว่าโคตรมันส์แน่นอน”

พูดถึงการทำงานกับ “เป้ อารักษ์-โตโน่-มาริโอ้” ล่ะบ้างเป็นอย่างไร?

“สำหรับผม การที่ได้ร่วมงานกับ “เป้-โอ้-โน่” ผมเรียกว่าเป็นระดับอาจารย์นะครับทุกคนผ่านอะไรกันมาหลายอย่างแล้ว หลากหลายสไตล์ “พี่เป้”เป็นอีกคนที่ผมเรียกเขาว่าพี่ได้เต็มปาก ซึ่งจริงๆ อายุไม่ได้ต่างกันแต่ผมรู้สึกว่าเขาเท่ เซอร์ เวลาคุยกันในกองรู้สึกว่าคุยกันรู้เรื่องเหมือนคุยภาษาเดียวกัน ทั้งที่บางทีความสนใจในสิ่งที่ชอบอาจจะไม่เหมือนกันอาจจะเป็นว่าเราอยู่ในวัยใกล้กันผมรู้สึกว่าเขาโพรเฟสชันนัลในการทำงาน ไม่ได้เครียดเกินไม่ได้สบายเกิน ดูเป็นคนที่ผ่านการทำงานหนักหนักมาเยอะแต่กระสุนคตเขาเท่เกินไป ตรงนี้แหละครับที่ติดใจนิดหน่อยกับ “มาริโอ้ เมาเร่อ” ที่รับบท “เสือมเหศวร”

“โอ้(มาริโอ้) เขาเป็นคนสนุกสนาน พอเรื่องนี้มีโอ้แล้วรู้สึกว่ามันชื่นใจขนาดเราเป็นผู้ชายนะ ยังรู้สึกว่าไอ้หนุ่มคนนี้มันมากด้วยเสน่ห์โอ้กลายเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ มุมมืดๆ ของ “เสือ”จะโหดแค่ไหน แต่พอหันมาทางโอ้คือสว่างวาบ “เสือมเหศวร”จะเป็นใครไม่ได้ต้องเป็น “มาริโอ้” เท่านั้นตอนอยู่ในกองพวกเราคุยกันเรื่องรถ ไม่ค่อยคุยเรื่องงานกันเลยเพราะต่างคนต่างไปทำการบ้านของตัวเองกันมาแล้วตอนซ้อมเราก็ซ้อมด้วยกันมาแล้วพอพักทุกคนก็จะคุยกันในเรื่องที่ตัวเองชอบ เป็นการพักผ่อนกับ “โตโน่ ภาคิน” ที่รับบท “เสือดำ”

“พี่โน่” จะเป็นคนที่เงียบๆ เวลาเล่นกันเขาจะมาถามว่าอย่างนี้ดีไหม ผมเล่นแบบนี้เอาไหมเขาทำการบ้านกับคาแร็กเตอร์ของเขามาจนอิ่มตัวแล้วกับบท “เสือดำ”แล้วมันมาส่งผลให้เรารู้สึกว่าดีจังเลยพอคุยกับคนที่มันเข้าถึงตัวละครมามากๆเราก็ซึมซับเหตุการณ์ในฉากนั้นไปด้วยแต่ละคนมันมีวิธีการเข้าถึงตัวละครไม่เหมือนกัน โน่ก็มีวิธีของเขาเราก็มีวิธีของเรา แล้วเราเป็นคนที่ต้องทำงานร่วมกันก็จะคุยกันว่าจะเป็นแบบไหน ไม่ใช่มาเซอร์ไพรส์กันหน้ากองโน่เขาจะแลกเปลี่ยนกับเราเสมอ บางทีโน่เข้าลึกในตัวละครจนอินมากๆเขาก็จะมาพูดกับเราให้เข้าใจ ทำงานแล้วก็สบายใจครับ ไม่มีปัญหาเลย”

ฝากผลงานล่าสุดสักหน่อย?

ถ้าใครเป็นแฟนหนังของ “จักรวาลขุนพันธ์” อยู่แล้วผมเชื่อว่าทุกคนไม่ควรพลาดเรื่อง “เสือ” แต่สำหรับคนที่ไม่เคยดูงานของ “พี่โขม”แค่คุณมาเห็นทีมนักแสดงพวกเราทั้งหมดมาเล่นด้วยกันแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้ง “พี่เป้”, “พี่เวียร์”, “พี่โน่”, “พี่โอ้” มาเจอกัน มันต้องมีอะไรมันส์ๆ รอคุณอยู่แน่นอน “เสือ”มารวมตัวกันในภาพยนตร์เรื่องนี้มันไม่มีเหตุผลที่จะไม่ไปดูเลยผมเห็นแค่โปสเตอร์ผมยังอยากดูฝากผลงานของพวกเราและพี่โขมเอาไว้ด้วยนะครับกับภาพยนตร์เรื่อง“เสือ” 23 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ครับ”


คอลัมน์ 1 Day With ซุปตาร์

โดย yimyim