การเมืองสามเส้าของแทร่ จากความดุเดือดในเวทีรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระหว่าง “พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน”

มีการหักเหลี่ยมโหดมีการเทเสียงโหวต จนพรรคประชาชนชนะไปแบบฉิวเฉียด ได้เป็นร่างหลักในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 เพื่อเปิดทางไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีการโหวตด้วยการขานชื่อ 2 ครั้ง เพราะครั้งแรกมีเสียงห่างกันเพียง 5 คะแนน ทำให้ต้องมีการโหวตกันใหม่ เพราะมีการประทวงว่าเกิดการลงคะแนนผิดพลาด “ประธานรัฐสภา” จึงได้สั่งให้มีการขานชื่อกันใหม่

ทำให้ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ต้องวิ่งลอกกลับมายังอาคารรัฐสภา เพื่อมาโหวต

แต่ในที่สุดผลคะแนนมีการลงมติให้กับร่างของ “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) และคณะ จำนวน 300 เสียง โดยพรรคเพื่อไทยเทคะแนนเสียงให้  ขณะที่ร่างของ “พรรคภูมิใจไทย” ได้เพียงจำนวน 287 เสียง ห่างกัน 13 คะแนน ส่วนร่างของ “พรรคเพื่อไทย”ถูกตีตกตั้งแต่วาระแรก เพราะมีเสียงสนับสนุนของสว.ไม่ถึงเกณฑ์ ขาดไป 6 เสียง

เวทีนี้สะท้อนถึงศึกเลือกตั้งครั้งหน้า 3 พรรค สามเส้า เป็นการหลักในการชักธงรบ

“บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” รองนายกรัฐมนตรี ออกมากางไทม์ไลน์ทันที  คือ1.กรณีที่พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ฉบับปัจจุบันยังมีผลบังคับใช้ ตามข้อตกลงเอ็มโอเอที่ให้ยุบสภาใน 4เดือน จะครบกำหนดยุบสภาวันที่ 31 ม.ค.2569 ทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในกรณียุบสภา ต้องเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน

โดยวันที่เหมาะสมจะเลือกตั้งที่สุดคือ วันที่ 29 มี.ค.2569 ที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและเอ็มโอเอ ขีดเส้นให้ผ่านแก้รธน.ไม่เกิน 20 ธ.ค.68

และเมื่อมีการทำประชามติมาเกี่ยวข้องตามพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฉบับปัจจุบัน กำหนดให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาถึงวันออกเสียงประชามติ ในระหว่าง 90-120 วัน นับแต่วันที่แจ้งต่อประธานรัฐสภา

เมื่อรัฐบาลต้องการประหยัดงบประมาณให้ออกเสียงประชามติไปพร้อมกับวันเลือกตั้งในวันที่ 29 มี.ค.2569  ดังนั้นกรอบเวลา 90 วัน คือวันที่ 30 ธ.ค.2568 จะเป็นวันที่นายกฯและกกต.ประกาศให้ทำประชามติ

การลงมติแก้รัฐธรรมนูญวาระ 3 ควรไม่เกินวันที่ 15-20 ธ.ค.2568 เผื่อระยะเวลาทิ้งไว้ 10 วัน ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกฯและกกต.และหารือกำหนดวันทำประชามติที่จะเป็นวันเดียวกับการเลือกตั้ง

ส่วนไทม์ไลน์กรณีที่ 2 ที่พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ฉบับใหม่ที่นำขึ้นทูลเกล้าฯไปแล้ว และมีประกาศบังคับใช้ จะทำให้รัฐสภามีเวลาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมากขึ้น

หาก “ยุบสภา”วันที่ 31 ม.ค.2569 และ “เลือกตั้ง”วันที่ 29 มี.ค.2569 แต่กรอบเวลาการประกาศวันทำประชามติจะลดจาก 90 วัน เหลือ 60 วัน

ดังนั้น “วันสุดท้าย”ที่จะประกาศวันทำประชามติ คือ วันที่ 29 ม.ค.2569 หากเป็นเช่นนี้ รัฐสภาต้องลงมติการแก้รัฐธรรมนูญ วาระ 3 ในช่วงวันที่ 15-19 ม.ค.2569 และ เว้นเวลาไว้ 10 วัน เพื่อให้ประธานรัฐสภาจัดทำร่างตลอดจนคำอธิบายสาระสำคัญของร่าง เพื่อให้รัฐบาลสามารถหารือกับ กกต.ได้

สถานการณ์การเมืองตอนนี้บีบรัดทั้งช่วงเวลา ทั้งปมร้อน ประเด็นเร้าพุ่งเป้าไป ถึงตัว “นายกอนุทิน” โดยเฉพาะเรื่องการจัดการสแกมเมอร์ ที่ทำให้ทั่วโลกต้องเดือดร้อนจากการที่ถูกมิจฉาชีพดูดเงินกันไปหลายแสนล้านบาท

ล่าสุดภายหลังปรากฎข่าวการเสียชีวิตนักศึกษาเกาหลีใต้วัย 22 ปี ในประเทศกัมพูชาของ ทำทางการเกาหลีใต้ต้องทุบโต๊ะ สั่งไทยให้ช่วยจัดการ แก๊งค์สแกมเมอร์และช่วยเหลือเหยื่อ สแกมเมอร์ในกัมพูชา

แต่ท่าทีของประเทศไทยมีความล่าช้าทำให้ทั้ง สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และเกาหลีใต้ เริ่มมีมาตรการในการจัดการกับศูนย์สแกมเมอร์ที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ติดกับไทยอย่างจริงจัง และยังไม่มีท่าทีอะไรชัดเจนที่จะร่วมมืออย่างไร

งานนี้ทั้ง“พรรคเพื่อไทย-พรรคประชาชน” ได้จังหวะ แท๊กทีมออกมาจับมือตอกลิ่ม ประกาศหาคนหาย “นายกฯช่างจ้อ”หายไปไหน ไม่ตอบเรื่องการปราบแก๊งสแกมเมอร์ “ทำไมไม่มีท่าทีสนใจในการจัดการเรื่องนี้ ทั้งที่แก็งค์สแกมเมอร์อยู่ในภูมิภาคอาเซียนและอยู่ติดกับประเทศไทย เป็นเพราะเกรงใจใครอยู่หรือเปล่าที่ไม่มีท่าทีเอาจริงเอาจังกับแก๊งค์สแกมเมอร์เพื่อนบ้าน”

ประเด็นนี้ต้องหันมาให้เคดิตพรรคส้ม ได้แต้มทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านกัดไม่ปล่อย ถ้า “นายกฯอนุทิน” ยังไม่ปักหมุดชักธงรบ จะเป็นการเลือกที่จะซื้อเวลา เรื่องนี้ก็จะตกที่นั่งลำบาก แรงศรัทธาถูกลดทอน

นายกฯหนู” บอกไม่ได้หายเรื่องนี้เป็นเรื่องของความมั่นคงเช่นกัน  ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แล้วและนั่งเป็นประธานฯเอง ดึง “บิ๊กสีกากี” พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ เข้าร่วมด้วย

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้ปัญหาชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ทหารกำลังรบ ประชาชนชายแดนก็เดือดร้อน อีกทั้งประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จีนก็เตรียมที่จะเข้ามาแทรกแซงในการปิดจบ แต่ปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ ต้องตัดสินใจให้ดี เพราะจะเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายอนาคตของรัฐบาลด้วยเช่นกัน

รัฐบาลควรที่จะแก้มีมาตรการในการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ไม่ควรซื้อเวลาประวิงเวลา เป็นโอกาสดีที่รัฐบาลควรที่จะร่วมมือกับนานาประเทศในการจัดการอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับนานาประเทศ

เพราะภาพของรัฐบาลเวลานี้ จะกลายเป็นเป้าในสายตาประชาชนถึงการเข้ามาสู่อำนาจ และใช้อำนาจในทางที่ผิด การมีระยะเวลา 4 เดือนในการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ เพื่อปั่นผลงานโกยแต้มเพื่อให้ได้กลับเข้ามายืนในฐานะรัฐบาลอีกครั้ง

ลักษณะการทำหน้าที่จึงถูกมองว่า เป็นการเล่นพรรคเล่นพวกโยกย้ายข้าราชการเพื่อให้สนองงานรัฐมนตรีให้ได้ 

 อย่างที่“ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตร ออกมาส่งสัญญาณไป ถามหาอธิบดีกรมการข้าว ระหว่างกล่าวมอบนโยบาย“การขับเคลื่อนสหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร” เมื่อรู้ว่าส่งรองอธิบดีมาแทน

 โดยบอกว่า “วันหลังถ้ามีงานสำคัญอย่างนี้ อธิบดีโปรดอย่าขาด โปรดอย่าขาดฟังอีกครั้ง ถ้าขาดบ่อย ๆ ชีวิตท่านจะขาดด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่ขู่ ตั้งมาแล้วต้องทำงาน ไม่ใช่ไม่สนใจสิ่งที่รัฐมนตรีมอบหมาย เวลาที่พูดใส่อารมณ์นี่โมโหนะ หันไปหาแล้วไม่เห็นใครนี่โมโหทุกครั้ง เป็นคนขาดลูกน้องไม่ได้”

 และก่อนหน้านี้ ยังพูดแบบส่งสัญญาณให้รู้ชัดๆ ทำให้เห็นว่า มีอำนาจในการโยกย้าย เอาคนถูกใจมาทำงานได้

โดยถอดรหัสได้จากคำพูดที่ “ร.อ.ธรรมนัส” อีกได้ว่า “มาวันนี้ ท่านผู้ว่าฯ ของเชียงราย ก็ถือว่าเป็นญาติของภรรยาผม เป็นญาติของ สส.จีรเดช ศรีวิราช เป็นอดีตผู้ว่าฯ จ.พะเยา ย้ายมาอยู่เชียงรายได้ไม่กี่วัน เดี๋ยวจะไปอีกแล้ว ไปอยู่จังหวัดใหญ่กว่าเดิมอีก

แต่คนที่จะมาเป็นผู้ว่าฯเชียงราย ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากรองนายกฯกับดูแลจังหวัดเชียงราย ดังนั้นผู้ว่าฯ คนต่อไปที่จะมาเชียงราย ก็ต้องเป็นคนที่ผมสามารถสั่งการ สั่งงาน เพื่อประโยชน์ของพี่น้องคนเชียงรายได้ เช่นเดียวกันกับผู้ว่าฯ ท็อป ที่จะไปบ้านเขาแล้ว

ยังไม่รวมกับการที่ “นายกฯอนุทิน” ในฐานะรมว.มหาดไทย ชงโผให้คณะรัฐมนตรี ไฟเขียวโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย 45 ตำแหน่ง ในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา เพิ่มเติมกับการโยกย้ายล็อตใหญ่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เล่าเอาข้าราชการขนหัวลุกไปตามๆกัน

นี่คือเป็นการส่งสัญญาณเตรียมการเลือกตั้งในอนาคตที่ดูแล้วข้าราชการที่ถูกโยกย้ายจับวางครั้งนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญของบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ เพื่อให้ได้ชัยชนะ กลับเข้ามายิ่งใหญ่อีกครั้ง.

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่