อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า “ปัญหาพนักงานสอบสวนไม่เพียงพอ” นั้นเป็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรงในประเทศไทยต่อเนื่องมายาวนาน มีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหานี้ และส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่องานตำรวจและประชาชน อาจด้วยเรื่องภาระงานหนักเกินไป แต่ละคนต้องรับผิดชอบคดีจำนวนมาก ซึ่งอาจเกินกำลังความสามารถในการจัดการ ทำให้เกิดความเครียดสะสม รวมทั้งการขาดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายเพราะหลายคนต้องควักเงินส่วนตัวเพื่อสำรองจ่ายในขั้นตอนการสอบสวน ซึ่งไม่สอดคล้องกับค่าตอบแทนที่ได้รับ

ยิ่งถ้าต้องมารับแจ้งความจากคดีผู้เสียหายถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือพวกสแกมเมอร์หลอกลวงจำนวนมาก ยิ่งทำให้พนักงานสอบสวนเกิดความเครียดสะสม เนื่องจากภาระงานล้นมือ คดีล่าช้า บางคนถึงขั้นทนแรงกดดันไม่ไหวต้องลาออก ตามที่ได้เคยเห็นข่าวอยู่เรื่อยๆ ที่สำคัญคดีหลอกลวงทางเทคโนโลยีก็อืดอาดล่าช้าตามไปด้วย ซึ่งกระทบต่อผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อเต็มๆ

ด้วยปัญหามากมายเหล่านี้ทำให้ “บิ๊กต๋อง” พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 เกิดความห่วงใยทั้งเรื่องพนักงานสอบสวนแต่ละโรงพัก รวมถึงเรื่องผู้เสียหายที่ต้องการแจ้งความเกี่ยวกับการถูกหลอกลวงทางเทคโนโลยี จึงเข้ามาปรับปรุงพัฒนา “ศูนย์รับแจ้งความและบริหารคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี” ที่มีอยู่แล้วให้สะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผลปรากฏว่าผลลัพธ์ดีเกินคาดแบบทวีคูณเมื่อ “ศูนย์รับแจ้งความและบริหารคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี” พัฒนาโปรแกรม AI จนสามารถช่วยพนักงานสอบสวนในการสอบปากคำผู้เสียหายและผู้เกี่ยวข้องในคดีอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเฉพาะคดีสแกมเมอร์ที่กำลังระบาดได้อย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด

ปัจจุบันหลังเปิดศูนย์ฯ พบว่าจำนวนคดีออนไลน์ที่รับแจ้ง (Case ID) ได้ถึง 4,903 คดี สถิติรับแจ้งผ่านระบบ Thaipoliceonline มีค่าเฉลี่ยการรับแจ้ง 54 คดี/วัน จำนวนคดีที่สอบปากคำสำเร็จ 3,381 คดี ค่าเฉลี่ยการสอบปากคำสำเร็จ 38 คดี/วัน (เฉลี่ย 9 คดี/พงส.1 นาย/วัน) อัตราการสอบปากคำสำเร็จเฉลี่ย 69% และมีหลายวันทำได้เกิน 80% อย่างต่อเนื่อง สวนทางกับเวลาไปแจ้งตามโรงพักที่พนักงานสอบรับแจ้งได้เต็มที่ไม่เกิน 3 คดี/วัน

ส่วนกำลังพลพนักงานสอบสวนนั้น ที่ศูนย์ฯมีพนักงานสอบสวนประจำศูนย์ 16 นาย การจัดเวรเฉลี่ย 4 นาย/วัน รองรับการขับเคลื่อนกลุ่มคดีนโยบาย ตร. การรวมคดี คดีเชื่อมโยงหลายพื้นที่ และคดีผลักดันบัญชีม้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย

ที่สำคัญภาระงานคดีของพนักงานสอบสวนแต่ละโรงพักลดลง เพราะในภาพรวมการดึงคดีออนไลน์ออกมาจากโรงพัก ทำให้สัดส่วนของคดีหรือการบริหารคดีของพนักงานสอบสวนแต่ละโรงพักลดเกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการสับเปลี่ยนหรือปรับกำลังพลนั้นพบว่าผลการดำเนินงานของศูนย์ฯ สร้างผลลัพธ์ที่ส่งผลต่อการบริหารกำลังพลในหน่วย โดยเฉพาะพนักงานสอบสวนที่จำเป็น ต้องวิเคราะห์ด้วยสัดส่วนของตัวเลขหรือเชิงสถิติว่า โรงพักใดจำเป็นต้องปรับกำลังเพิ่ม โรงพักใดสามารถลดกำลังพลได้โดยไม่กระทบต่อการบริหารคดีหรือการรับแจ้งความ

โดยตัวเลขการแจ้งความคดีออนไลน์ที่สูงมากของนนทบุรีทั้ง สภ.รัตนาธิเบศร์ 148 คดี สภ.ปากเกร็ด 132 คดี สภ.บางใหญ่ 131 คดี สภ.เมืองนนทบุรี 131 คดี ถูกดึงมาบริหารจัดการทั้งหมดที่ “ศูนย์รับแจ้งความและบริหารคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี” เพราะศูนย์ฯสามารถเป็นเครื่องมือที่สำคัญของการบริหารคดี ไม่ว่าจะเป็นการรับแจ้งความ การสอบสวน คดีส่วนใหญ่เหล่านั้นถูกดำเนินตามขั้นตอนเบื้องต้นที่จำเป็นไปทั้งหมดแล้ว พร้อมเดินหน้าต่อในส่วนอื่นต่อได้ทันที

ซึ่งศูนย์ฯแห่งนี้ภายใต้การดูแลของ “บิ๊กต๋อง” พล.ต.ท.วัฒนา ที่สั่งให้เพิ่มประสิทธิภาพแบบเต็มรูปแบบจนรองรับการแจ้งความเกี่ยวกับสแกมเมอร์ได้มากมาย ซึ่งอยู่ในการควบคุมของ พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จว.นนทบุรี และพ.ต.อ.จักริน พันธ์ทอง รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี ในฐานะบริหาร ควบคุม กำกับ สั่งการ การสอบสวน คดีความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภายในเขตอำนาจการสอบสวนพื้นที่ของจังหวัดนนทบุรี รวมถึง พ.ต.ท.ปิยะบดินทร์ ลิ้มประเสริฐ สว.(สอบสวน) สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ในฐานะคณะทำงานในการจัดตั้งศูนย์ฯและที่ปรึกษาในการดำเนินงานของศูนย์ฯ

พ.ต.อ.จักริน อธิบายว่า ศูนย์ฯแห่งนี้นำร่องใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยในกระบวนการรับแจ้งความและสอบปากคำคดีสแกมเมอร์ เพิ่มความรวดเร็ว ลดภาระงาน และยกระดับบริการประชาชน ได้จำนวนมาก ซึ่งเป็นตามนโยบายของ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.ที่ผลักดันให้ตำรวจไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ จากข้อมูลเดิมพนักงานสอบสวนหนึ่งคนสามารถสอบเหยื่อสแกมเมอร์ได้เพียงวันละ 3 ราย แต่หลังจากนำระบบ AI เข้ามาช่วยจัดทำสำนวนและบันทึกคำให้การโดยอัตโนมัติ สามารถเพิ่มจำนวนผู้ให้ปากคำได้เกินครึ่งร้อยคนต่อวัน ถือเป็นก้าวสำคัญในการลดคดีค้างสะสมทั่วประเทศ แถมช่วยลดภาระพนักงานสอบสวนตามโรงพักด้วย

พ.ต.ท.ปิยะบดินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนต้องทำงานเอกสารจำนวนมาก ทำให้เสียเวลาในการปฏิบัติภาคสนาม แต่เมื่อมี AI เข้ามาช่วย เราสามารถทำงานเพียง 5 นาทีต่อ 1 เคส ซึ่งเร็วขึ้นหลายเท่าจนสามารถบริการประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญยังไม่ต้องห่วงเรื่องการให้ปากคำของผู้เสียหายที่อาจจะพูดหรือบอกเล่าเรื่องราวไม่เก่งด้วย เพราะ AI จะประมวลผลรองรับทุกอย่างไว้ทั้งหมด ทำให้เรียบเรียงเนื้อหาการให้ปากคำได้อย่างสมบูรณ์

“เทคโนโลยีดังกล่าวจะไม่มาแทนที่คน แต่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเห็นว่าตำรวจไทยพร้อมปรับตัวสู่โลกดิจิทัล AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือผู้ช่วยมือขวาของตำรวจยุคใหม่ที่ทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น ถูกต้องขึ้น และมีเวลาไปมุ่งเน้นการปราบปรามอาชญากรรมได้มากขึ้น ศูนย์ฯแห่งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติระบบงานสอบสวนไทย ช่วยลดขั้นตอนงานเอกสารซ้ำซ้อน ทำให้เจ้าหน้าที่มีเวลาลงพื้นที่สืบสวนมากขึ้น นอกจากนี้ยังเตรียมพัฒนาระบบรับแจ้งความออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุผ่านช่องทางดิจิทัลได้สะดวก รวดเร็ว และตรวจสอบความคืบหน้าคดีได้ด้วยตนเอง” ผบช.ภ.1 ย้ำทิ้งท้าย.