ทั้งนี้ “สถานการณ์ผู้สูงวัยไทย”มีหลายประเด็น “ปัญหา” ที่ประเทศไทย “ต้องรับมือสิ่งที่เกิดขึ้น” รวมถึง “ต้องเตรียมรับมือสิ่งที่จะเกิดเพิ่ม” โดยที่เรื่องนี้ก็มีนักวิชาการด้านนโยบายสังคมและสวัสดิการผู้สูงอายุที่ติดตามศึกษาต่อเนื่อง และ ณ ที่นี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็จะสะท้อน “มุมวิเคราะห์ที่น่าสนใจ”

ยุคสังคมสูงอายุ “ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว”

โดยที่ “หลายประเด็นยังแก้กันหืดจับ”

ขณะที่จะมีปัญหาเกิดเพิ่มเติมอีก!!”

ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล

เกี่ยวกับ “มุมวิเคราะห์ที่น่าสนใจ” ที่จะสะท้อน ณ ที่นี้…เป็นมุมจากการศึกษาโดย ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล อาจารย์ ภาควิชานโยบายสังคม คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ซึ่งได้ระบุกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… ไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ ที่ ไม่ใช่แค่ก้าวสู่ “สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-aged society)” หากแต่ไทยยัง “ต้องเตรียมตัวเจอภาคต่อที่จะตามมาติด ๆ” นั่นคือการเป็น “สังคมอายุยืน (Longevity society)” ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดกับประเทศไทยในอีกไม่ถึง 8 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะถ้าหากอัตราเด็กเกิดใหม่ในไทยยังคงต่ำลงอย่างที่เป็นอยู่

สังคมสูงวัยระดับสุดยอดก็ “มีพลวัต”

สู่จุดที่ยิ่งน่ากังวล” คือ “สังคมอายุยืน”

ทาง อาจารย์ณัฏฐพัชร สะท้อนเรื่องนี้มาว่า… แม้ว่าการมี “อายุยืน” นั้นจะฟังดูเป็นเรื่องที่ดี แต่ “มีความท้าทายที่ซ่อนอยู่”ที่อาจจะก่อตัวจนทำให้เกิดเป็น “สึนามิผู้สูงอายุ” ตามมาได้เช่นกัน ซึ่งจะกลายเป็น ปัญหาระลอกใหม่ที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น!!โดยมากกว่าเป็นแค่เรื่องของเงินบำนาญ ทำให้ไทยอาจจะต้องมานิยามเรื่องนี้กันใหม่ เนื่องจากในอดีตเมื่อเอ่ยถึงคำว่าสึนามิผู้สูงอายุนั้น เรามักจะพูดกันแค่มิติแรงงานที่ลดลง กับปัญหาเงินบำนาญหลังเกษียณไม่เพียงพอ โดยช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาก็ได้มีการ “ตีความคำนี้ใหม่” ซึ่งภายใต้นิยามใหม่มีการผนวกประเด็นเรื่องของ “อายุยืน” เพิ่มเข้าไปด้วย…

ความน่ากังวลคือ อายุยืนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้การันตีว่าจะเป็นการอายุยืนอย่างมีคุณภาพ เพราะอาจมีผู้สูงอายุที่อายุยืนยาวขึ้นแต่ต้องนอนติดเตียง โดยจะเกิดควบคู่กับความท้าทายที่เรียกว่าภาวะลองกู๊ดบาย (The Long Goodbye) ซึ่งเป็นการจากลาที่ไม่ใช่เพราะการเสียชีวิต แต่คือภาวะสมองเสื่อม ซึ่งมักเกิดควบคู่กับอายุที่ยืนยาวขึ้น”

และกับ “ภาวะสมองเสื่อม” ที่เป็นการ “จากลาซึ่งไม่ใช่การเสียชีวิต” แต่เกิดจากภาวะและโรค… ทาง อาจารย์ณัฏฐพัชร ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมโดยหยิบยก กรณีศึกษา “ญี่ปุ่น” โดยบอกว่า… ญี่ปุ่นก้าวสู่การเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดแล้ว และเป็น ตัวอย่างของ “สังคมอายุยืน” ซึ่งมีงานวิจัยพบว่า…ถ้าผู้สูงอายุสามารถผ่านพ้นช่วงอายุ 85 ปีไปได้ ก็มีโอกาสที่อายุจะยืนยาวไปได้ถึง 100 ปี โดยญี่ปุ่นคือประเทศที่มีคนอายุเกิน 100 ปีจำนวนมาก ส่วนประเทศไทยแม้ตัวเลขคนอายุเกิน 100 ปีจะน้อยกว่าญี่ปุ่น คือ ตอนนี้ไทยน่าจะมีคนอายุเกิน 100 ปี 40,000 กว่าคนแต่นี่ก็มากพอที่จะทำให้ ไทยติดท็อปไฟว์

ตอนนี้ “ไทยอยู่อันดับที่ 5 ของโลก”

ประเทศที่ “มีคนอายุเกิน 100 ปีมาก”

ทางนักวิชาการท่านเดิมระบุกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ถึง “ผลจากปรากฏการณ์สังคมอายุยืน” อีกว่า… ที่จะชัดเจนที่สุดคือ…จะ ส่งผลทำให้ “สูตรชีวิตต้องเปลี่ยนไป” เนื่องจาก “ชีวิตหลังเกษียณจะยาวนานมากขึ้น” เมื่อเทียบกับในอดีต อาจทำให้การดำรงชีวิตหลังเกษียณของผู้สูงอายุต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้จำเป็นที่จะ “ต้องคำนวณสูตรชีวิตกันใหม่”

ในอดีตสูตรที่ใช้จะเป็น 20-40-15 คือ เรียน 20 ปี ทำงาน 40 ปี เกษียณ 15 ปี โดยสูตรนี้คนจะเสียชีวิตในช่วงอายุราว 75 ปี แต่ถ้าก้าวสู่การเป็นสังคมอายุยืน สูตรคำนวณเดิมก็จึงใช้ไม่ได้แล้ว ก็ต้องคิดสูตรคำนวณใหม่ขึ้นมาให้รับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยสูตรที่ใช้จะต้องเป็น 20-40-30 หรือ 20-40-40 ในกรณีที่คนมีอายุยืนถึง 100 ปี”

นี่เป็น “สูตรชีวิต” แบบเก่าแบบใหม่

สำหรับ “ใช้คำนวณเพื่อวางแผนชีวิต”

ทั้งนี้ อาจารย์ณัฏฐพัชร ขยายความเรื่องนี้ด้วยว่า… สูตรชีวิตสูตรใหม่จะเกิดจากการที่ “คนมีอายุยืนมากขึ้น” ส่งผลให้ “เวลาชีวิตหลังเกษียณยาวนานขึ้นจากเดิม”ต่อไปอีก 30-40 ปี จากเดิมที่สูตรชีวิตแบบเก่าวางไว้ 15 ปีหลังเกษียณ ซึ่งเรื่องนี้นำมาสู่คำถามสำคัญ คือ… ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่มีแต่จะสูงขึ้นเช่นนี้ เงินออมหลังเกษียณที่เคยวางแผนไว้ตามสูตรเก่านั้นจะเพียงพอหรือไม่??” …นี่เป็น “ปุจฉาน่าคิด” กับกรณีที่ ประเทศไทยก็กำลังจะก้าวสู่การเป็น “สังคมอายุยืน” หรือที่ภาษาอังกฤษใช้ว่า “Longevity society” ที่ดูตัวเลขอายุแล้วเหมือนจะดี แต่จริง ๆ แล้วนั้น…

สังคมอายุยืน” นี่ “ยิ่งกว่าสังคมสูงวัย”

กรณีนี้ “ไทยจำเป็นต้องพร้อมรับมือ”

จะต้องพร้อม “รับมือสึนามิผู้สูงวัย!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์