ทั้งนี้ เรื่องผู้สูงอายุที่จะชวนดูกันต่อ ณ ที่นี้ก็เป็นแง่มุมน่าสนใจจากทาง ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล อาจารย์ ภาควิชานโยบายสังคม คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่ได้เคยอธิบายถึงสังคมอายุยืนไปแล้ว และก็ได้สะท้อนไว้ด้วยถึง “ผลพวงปรากฏการณ์สังคมอายุยืน” ที่จะทำให้…
ไทยเจอ “ความท้าทายระลอกใหม่”
เจอ “ปัญหาที่ยิ่งซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น”
โดยที่ “ไทยจำเป็นต้องมีแผนรับมือ!!”

ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล
สถานการณ์ความท้าทายจาก “สึนามิผู้สูงอายุ” นั้น ทาง ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร ได้สะท้อนผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ว่า… อย่างที่รู้กันดีแล้วว่าประเทศไทยก็มีคนแก่เยอะขึ้น และมีคนเกิดใหม่น้อยมาก จึงทำให้อัตราประชากรผู้สูงอายุของไทยพุ่งขึ้นรวดเร็วมาก ส่งผลให้จาก “สังคมผู้สูงอายุ” ตอนนี้ไทยได้เข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” เป็นที่เรียบร้อย โดยที่ มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ทันตั้งตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นทำให้ไทยเริ่มเกิดปรากฏการณ์เหมือนประเทศญี่ปุ่น ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “โคโดคุชิ (Kodokushi)”ปรากฏการณ์ที่ “เป็นมากกว่าการตายอย่างลำพัง” เพราะเป็นการ…
“ตายโดยไม่ได้รับความสนใจจากใคร”
เป็น “ปรากฏการณ์ผู้สูงวัยที่น่าตกใจ”
และนอกจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “โคโดคุชิ” หรือ “ตายโดยไม่ได้รับความสนใจจากใคร” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยในญี่ปุ่น และในไทยก็เริ่มพบกรณีลักษณะนี้เพิ่มขึ้นแล้ว… ทางนักวิชาการท่านเดิมก็ยังได้ระบุถึง “ความท้าทาย” อีกเรื่องที่ “ไทยต้องแก้โจทย์” ซึ่งจะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอนเมื่อประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “สังคมอายุยืน” นั่นก็คือภาวะ “ลองกู๊ดบาย (The Long Goodbye)” ซึ่งเป็น “การจากลาของผู้สูงวัยที่ไม่ใช่การเสียชีวิต” แต่เป็น “ผลจากสมองเสื่อม”…
“สังคมอายุยืน” จะ “เพิ่มลองกู๊ดบาย”
“ยังมีชีวิต” แต่ “ก็เหมือนการจากลา”

ทางนักวิชาการ มธ. ท่านเดิมยังได้ระบุต่อไปว่า… “สังคมอายุยืน” นิยามคำ ๆ นี้ไม่ควรจำกัดไว้แค่ตัวเลขอายุ แต่ควรรวมไปถึง “การมีโอกาสใช้ชีวิตอย่างอิสระ” ด้วย ซึ่งการจะทำให้เกิดขึ้นได้นั้น รัฐจำเป็นต้องเป็นผู้ออกแบบให้คนใช้ชีวิตได้อย่างมีอิสระและมีคุณค่า…จึงจะเป็น “สังคมอายุยืนที่พึงประสงค์” ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่า เป้าหมายสำคัญนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของอายุยืน หากแต่ต้อง “อายุยืนแบบแข็งแรง–กระฉับกระเฉง” ด้วย ซึ่งจากงานวิจัยพบว่าผู้สูงวัยที่มีอายุยืนยาวต่างก็ปรารถนาที่จะมีอิสระในการดำเนินชีวิต เช่น อายุ 90 ปี แต่ก็ยังสามารถไปตลาดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลานพาไป
ส่วน “ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อรองรับสังคมอายุยืน” นั้น ทาง ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล เสนอไว้เป็นข้อ ๆ ดังนี้… เรื่องแรก… “ขยายนโยบายเกษียณ”ให้เป็น “ทางเลือก” โดย “ไม่ใช่การบังคับ” เพื่อเป็นการ เปิดโอกาสให้คนสูงอายุที่ยังแข็งแรงและอยากพึ่งพิงตนเองมีทางเลือกการทำงานในระบบได้นานขึ้น เช่น ขยายมาตรา 33 กฎหมายประกันสังคม ซึ่งจะช่วยให้คนกลุ่มนี้ใช้ช่วงที่ยังทำงานไหว เช่น อายุ 60-65 ปี เป็นช่วงเวลาเก็บเงินเพิ่ม เพื่อใช้ดูแลตัวเองในอีก 30-40 ปีที่เหลือ
เรื่องที่สอง… “สร้างความเข้าใจด้านสุขภาพ” ให้คนไทยมีความเข้าใจต่อสุขภาพร่างกายของตนเอง รวมถึง ส่งเสริมให้คนวัยแรงงานตระหนักในการจัดการสุขภาพของตนเองตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว เพื่อให้วางแผนชีวิตได้, เรื่องที่สาม… “ปรับปรุงสวัสดิการป้องกันความเสื่อม” เช่น เพิ่มสวัสดิการตรวจสุขภาพให้เหมาะสมตามช่วงวัย เพราะสวัสดิการของไทยในปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมและไม่มากพอ โดยเฉพาะนโยบายป้องกันความเสื่อมถอย ซึ่งหากเป็นที่ญี่ปุ่นนั้น รัฐจะ ให้สวัสดิการตรวจสุขภาพเพิ่มขึ้นตามช่วงอายุ ทำให้คนรู้จักสุขภาพของตัวเองดีขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ในการวางแผนชีวิตอนาคต
เรื่องที่สี่… “สร้างองค์กรที่เป็นมิตร” เพราะการขยายอายุเกษียณจะไร้ผลหากสภาพแวดล้อมการทำงานไม่เป็นมิตร รัฐจึงควรจะต้อง สร้างนโยบายที่เอื้อให้คนอยากทำงานต่อ และเรื่องสุดท้าย… “ชดเชยความเสื่อมถอย” หรือ Functional Compensation ที่เป็นหัวใจที่จะนำไปสู่ความมีอิสระที่แท้จริงของผู้สูงอายุ โดยรัฐควร จัดหาสิ่งชดเชยความเสื่อมถอยของร่างกายให้ เช่น แว่นตา ฟันปลอม ไม้เท้า หรืออุปกรณ์เสริมการทรงตัวของผู้สูงอายุในบ้าน โดยควรกำหนดให้เป็นสวัสดิการพื้นฐานสำหรับคนอายุยืน เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเอง ลดการพึ่งพิง …ทั้งนี้ เหล่านี้เป็นข้อเสนอแนะจากนักวิชาการภาควิชานโยบายสังคม คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. เพื่อจัดการความท้าทาย-แก้โจทย์ “รับมือสังคมอายุยืน”
“อนาคตนั้น โครงสร้างครอบครัวที่เคยเป็นที่พึ่งหลักกำลังจะเปลี่ยนไป เพราะเด็กเกิดน้อย คนโสดมากขึ้น ดังนั้น หากคนไทยจะต้องอายุยืน และต้องอยู่ลำพัง สังคมจะมีอะไรรองรับ??” …ทาง ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร ระบุทิ้งท้ายไว้
“สังคมไทย” ก็ “จะก้าวสู่สังคมอายุยืน”
“สังคมอายุยืน” ก็ “จะเจอสึนามิสูงวัย”
ไทย “รับมือได้ไม่เท่าทัน…ยิ่งแย่แน่!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



