ทำเอาสังคมไทยสั่นสะเทือนไปไม่น้อย เพราะต้องยอมรับว่า “ยาดมหงส์ไทย” ได้กลายเป็นสินค้ายอดฮิตทะลุปรอทแตกสำหรับผู้บริโภคชาวไทย
ขณะเดียวกัน ยังเป็นสินค้ายอดฮิตติดชาร์จอันดับหนึ่ง ประเภทของฝากสำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่เมื่อเข้ามาเที่ยวเมืองไทยแล้ว ต้องหิ้วกลับไปเป็นของฝาก
จึงไม่ใช่เรื่องแปลก!! ที่ยอดขายของยาดม “หงส์ไทย” จะเติบโตอย่างมาก โดยมียอดขายถึง 366 ล้านบาทในปี 2567 เพิ่มขึ้นจาก 350 ล้านบาทในปี 2566 ขณะที่ในปี 2565 มีรายได้รวมเพียง 62.7 ล้านบาท
หากนับจากปี 2565 ถึงปี 2567 เท่ากับว่ายอดขายยาดมหงส์ไทย เติบโตขึ้นเกือบ 5 เท่าทีเดียว ซึ่งถือเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้น
นอกจากนี้ยังมีส่วนทำให้มูลค่าตลาดรวมยาดมพุ่งสูงขึ้นเป็น 4,500 ล้านบาท และแนวโน้มตลาดก็ยังเติบโตอย่างสวยงาม โดยมีอัตราเติบโตปีละ 10-15% ทีเดียว
จะด้วยความไม่รู้ ไม่เชี่ยวชาญ หรือเหตุใดๆ ก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ก็เท่ากับว่าเป็นบทเรียนใหญ่ให้กับผู้ประกอบการ ได้ “ตระหนัก”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการในระดับรายเล็กรายย่อย ที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก กับเรื่องของ “มาตรฐาน” ของสินค้า ในทุกๆ มิติ
ยิ่ง…สินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นๆ เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เกี่ยวข้องกับการบริโภค ที่ต้องให้ความสำคัญ ต้องละเอียด รอบคอบ ถูกต้อง แบบชนิดที่เรียกว่าต้องเกิน 100%
เพราะ!! ไม่เช่นนั้น สิ่งที่ได้พยายามทำมาในหลายสิบปี อาจพังครืนล้มลงในเพียงไม่กี่วัน หากมีอะไรผิดพลาด นั่นหมายถึงว่าความพยายามกอบกู้ “ความเชื่อมั่น” จะเป็นเรื่องยาก!!
เฉกเช่นเดียวกับที่ “ธีระพงศ์ ระบือธรรม” ผู้ก่อตั้งและเจ้าของบริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด ระบุไว้ว่า ตอนนี้เรื่องบานปลายจนเกิดความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ ธุรกิจที่ทำมาอย่างสุจริตและตั้งใจมาตลอด 20 ปี ถูกทำลายในเวลาเพียง 2 วัน
โดยเวลานี้ บริษัทกำลังทยอยเรียกคืนสินค้าลอตนี้ เพื่อนำมาทำลาย และพร้อมรับผิดชอบ หากผู้ใช้แล้วพบว่ามีปัญหา เพราะทุกอย่างต้องว่ากันไปตามข้อเท็จจริง
ทั้งนี้ยาดมสูตร 2 ที่ อย.พบเชื้อจุลินทรีย์ไม่ได้มาตรฐาน เป็นลอตที่ผลิตเมื่อปลายปี 2567 เป็นสูตรที่ใช้สมุนไพรแห้งเป็นส่วนผสม
ขณะเดียวกันต้องยอมรับด้วยว่า ยาดมสูตรนี้ เป็นสูตรที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และมียอดสั่งซื้อจำนวนมากในแต่ละเดือน ว่ากันว่า…ในแต่ละเดือนมียอดผลิตมากถึงเดือนละ 6 แสนกระปุกทีเดียว
เจ้าของยาดมหงส์ไทย ชี้แจงไว้ว่า ในระยะหลังมีออร์เดอร์ค่อนข้างเยอะ ทำให้การผลิตในที่สถานที่ที่ได้รับอนุญาต มีพื้นที่ไม่เพียงพอ เพราะเป็นโรงงานดั้งเดิม สมัยก่อนใช้พนักงานในการติดสติ๊กเกอร์ จนเพิ่มคนถึง 70 คนแล้วก็ยังไม่เพียงพอ
ด้วยเหตุนี้… จึงแก้ไขปัญหาเพื่อให้ทันกับออร์เดอร์ โดยการตระเวนหาซื้อเครื่องติดสติ๊กเกอร์ แล้วปรากฏว่า ขอซื้อมา 3 เครื่อง ต้องใช้พื้นที่เยอะ แล้วสถานที่เดิมไม่ได้มีความกว้างใหญ่หรือความสะดวก จึงทำโรงงานขึ้นมาใหม่
แต่ด้วยขั้นตอนของท้องถิ่น ที่ต้องรอการติดตั้งเครื่องจักรให้พร้อม ให้แล้วเสร็จ จึงทำให้กระบวนการขอใบอนุญาตจากอย.จึงยังไม่สำเร็จ
ขณะเดียวกันยังยืนยันว่าใช้ในการติดสติ๊กเกอร์และแพ็กโหลเท่านั้น ส่วนการบรรจุสมุนไพรยังบรรจุอยู่ในโรงงานที่ได้รับอนุญาต
ท้ายสุด… เจ้าของยาดมหงส์ไทย ก็ขอน้อมรับปัญหาที่เกิดขึ้น และข้อเวลาในการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยจะยกระดับมาตรการครั้งใหญ่โดยได้ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ในการใช้เทคโนโลยี “ฉายรังสีฆ่าเชื้อ” เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้ปลอดภัย 100% สู่มาตรฐานระดับโลก
เอาเป็นว่า… จะด้วยสาเหตุใด จะด้วยติดขัดที่ใด แต่เชื่อเถอะ คนที่ทำธุรกิจด้วยใจสุจริต ย่อมไม่ต้องการให้เกิดปัญหาแน่นอน เพราะนั่นหมายถึง อนาคตที่ไปต่อไปไม่ได้
แต่ในเมื่ออยู่ในฐานะ หนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์เมืองไทย ก็ต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้ได้โดยเร็วที่สุด!!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



