ทั้งนี้ กับบางมูลนิธิชื่อคนดังที่เกิดดราม่าขึ้นนั้น ที่สุดแล้วจะเป็นเช่นไรนั่นก็ว่ากันไป อย่างไรก็ตาม ดูกันถึงเรื่อง “บริจาค” ในภาพรวม ๆ ไม่เฉพาะเจาะจงกรณีใด กับการที่ในเมืองไทย “เกิดดราม่าบริจาค” ขึ้นบ่อย ๆ ไม่หยุดหย่อนนั้น สถานการณ์เช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ดี โดยเฉพาะถ้า “โกหก?-คดโกง?” คือประเด็น “ชนวนดราม่า”…
เรื่องนี้ “สั่นคลอนจริตดีของคนไทย”
อาจมีผล “ฉุดรั้งบั่นทอนจริตการให้”
เกี่ยวกับเรื่อง “ดราม่าบริจาค” ที่ในเมืองไทยนับวันจะ “เกิดขึ้นถี่ ๆ-เกิดขึ้นซ้ำ ๆ” ที่ล่าสุดก็เกิดเป็นเรื่องอื้ออึงเซ็งแซ่ และเกิดกระแสเทไปเทมาระหว่าง 2 ฝั่งฝ่าย ที่จะลงเอยแบบไหนอย่างไรสังคมไทยกำลังตามดูกันอยู่นั้น… ณ ที่นี้ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะพลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูลให้พิจารณากันอีก ในยุคที่ยิ่งน่ากังวลว่า “ดราม่าอาจกระทบจริตการทำดีของคนไทยเรื่องการให้-การบริจาค??” โดยขอย้ำว่าไม่ได้มุ่งเฉพาะเจาะจงที่เคสใด เป็นการสะท้อนต่อข้อมูลแบบฉายภาพรวม ๆ…
ก่อนอื่นชวนดูกรณี “ปัจจัยที่มีอิทธิพล”
ปัจจัยที่ “ส่งผลถึงการตัดสินใจบริจาค”

ทั้งนี้ เรื่องนี้กรณีนี้ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” พลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูลให้พิจารณากันอีก… เป็นส่วนหนึ่งจากข้อมูลโดยนักวิชาการไทย คือ อมรรัตน์ อภินันท์มหกุล ที่เคยสะท้อนไว้ผ่านบทความ “ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจบริจาคของคนไทย” ซึ่งนำเสนออยู่ใน วารสารเศรษฐศาสตร์ปริทรรศน์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม 2558) โดยนำเสนอข้อมูล “การบริจาคเงิน การบริจาคสิ่งของ การบริจาคเวลา” …ซึ่งน่าสนใจ-น่าพินิจ
ในบทความนี้ได้ระบุไว้ โดยสังเขปมีว่า… “ทุนทางสังคมของบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายทางสังคม ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ตลอดจนเครือข่ายทางศาสนา มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจบริจาค เพราะเครือข่ายทางสังคมเป็นช่องทางให้บุคคลได้รับข่าวสารข้อมูลมากขึ้น รวมถึงทำให้รับทราบปัญหาและความต้องการของผู้ที่เดือดร้อน” …นี่เป็นการวิเคราะห์ที่ชี้ไว้ ที่ชี้ว่า…“เครือข่ายทางสังคมรูปแบบต่าง ๆ มีผลต่อการตัดสินใจบริจาค”
นอกจากนี้ ในบทความนี้ยังเผยถึงผลการศึกษาไว้ว่า… จากการสุ่มตัวอย่างและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ที่เน้นวิเคราะห์เกี่ยวกับ พฤติกรรมบริจาคของคนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ทั้งในเขตเมืองและในชนบท ก็สามารถ จำแนกประเภทของการบริจาคได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ กล่าวคือ… การบริจาคเงิน การบริจาคสิ่งของ และการบริจาคเวลา ซึ่งจากผลการศึกษาก็ได้พบว่า… “บริจาคเงิน” นั้น “เป็นรูปแบบของการบริจาคที่คนไทยนิยมมากที่สุด”…ทั้งนี้ จากผลการศึกษาดังกล่าวนี้ เมื่อหันมาโฟกัสสถานการณ์ยุคนี้…ที่ “เกิดดราม่าบริจาคอยู่เรื่อย ๆ”นั้น…“ก็มักจะเรื่องเงินนี่แหละ!!”
ดูกันต่อถึง เหตุผลการบริจาค–การให้ ของคนไทย… ก็ มี 3 เหตุผลคือ… ให้เพราะทำตามความเชื่อทางศาสนา, ให้เพราะต้องการช่วยเหลือผู้อื่น และให้เพราะความสบายใจ โดยมีการมองด้วยว่าการทำงานสังคมสงเคราะห์ก็ถือเป็นการให้โดยใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ …นี่เป็น “ข้อมูลมุมวิชาการ” ข้อมูลที่ “ฉายภาพแรงจูงใจการบริจาคของคนไทย”
และนอกจากข้อมูลข้างต้นแล้ว… “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็จะสะท้อนต่อ “ข้อเสนอเชิงวิชาการ”ที่น่าสนใจเช่นกัน ซึ่งเป็นข้อเสนอโดย รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน ในฐานะคณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่ชี้ไว้ด้วยถึงกรณีที่สังคมเกิดถกเถียงเรื่องการบริจาคเงินให้มูลนิธิ กรณีผู้บริจาคเรียกร้องเงินบริจาคคืนเพราะคลางแคลงใจที่มูลนิธิไม่ได้ให้ข้อมูลที่ครบถ้วนแก่ผู้บริจาค ซึ่งนักวิชาการ มธ. ระบุในทางหลักการไว้ว่า… การบริจาคเงินให้บุคคลหรือองค์กรใดที่เป็นการให้โดยเสน่หานั้น จะไม่สามารถเรียกร้องเงินคืนได้ แต่…ถ้าพบว่า ใช้เงินบริจาคไม่เป็นไปตามที่ระบุไว้ล่ะก็…
จะสามารถ “รวบรวมพยานหลักฐาน”
เพื่อ “ฟ้องศาลเรียกคืนเงินบริจาคได้”
นักวิชาการ มธ. ยังแนะไว้ถึง “วิธีตรวจสอบก่อนบริจาค” โดยระบุไว้ว่า… การตรวจสอบอย่างง่าย ๆ อาจเริ่มต้นจากการ ตรวจเช็กผ่านฐานทะเบียนข้อมูลกรมการปกครอง หรือเช็กในฐานข้อมูลระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ซึ่งแม้ว่าจะทำให้ยุ่งยากหน่อย แต่เพื่อให้เงินบริจาคได้นำไปใช้ตามวัตถุประสงค์สมตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาคก็ควรต้องทำ และนอกจากนี้นักวิชาการท่านเดิมยัง เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการภาคประชาชนเพื่อร่วมตรวจสอบรายรับ–รายจ่าย เช่นที่สหรัฐอเมริกา ที่มีระเบียบให้ เปิดข้อมูลแก่สาธารณะ ทุกคนตรวจสอบได้เพื่อป้องกันเปิดมูลนิธิบังหน้าใช้ฟอกเงิน
ทั้งนี้ จากที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” สะท้อนต่อข้อมูลมาข้างต้นนี้ ก็น่าคิดทั้งประเด็น “ดราม่าบ่อย ๆ อาจกระทบจริตการบริจาค” ประเด็น “ตรวจสอบก่อนจะบริจาค” และประเด็น “เปิดข้อมูลแก่สาธารณะ-ป้องกันการเปิดมูลนิธิบังหน้า”
“ดราม่าบริจาค” นั้น “มีบ่อยที่ผิดจริง”
และ “ในไทยก็ควรสกัดกั้นการทำผิด”
“รักษาจริตดีของคนไทยเรื่องการให้”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



