ทั้งนี้ การจัดกิจกรรม “เดือนการฟังแห่งชาติ” หรือ National Month of Listening” สำหรับปี 2568 นี้เป็นปีที่ 2 แล้วที่มีการจัดกิจกรรม โดยเป้าหมายประการหนึ่งคือเพื่อให้คนไทยมีทักษะจัดการ “ความเหงา” ซึ่งมีผลสำรวจพบว่า คนไทยมีความเหงาสูงถึง 83% โดยแยกเป็น เหงาปานกลาง 65% และ เหงามากมีประมาณ 18%

ความเหงา” นั้น “ใคร ๆ ก็เหงากันได้”

การรู้สึกเหงาก็ “ดูไม่น่าจะส่งผลอะไร”

แต่ “จริง ๆ เหงานั้นก็อาจเป็นภัยได้!!”

เกี่ยวกับเรื่อง “ความเหงา” นี่ ณ ที่นี้ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะพลิกแฟ้มสะท้อนย้ำ-สะท้อนต่อข้อมูล ซึ่ง… “ความเหงา” นั้นก็จัดว่า เป็นหนึ่งใน “ปัญหาสำคัญทางสุขภาพ” ได้ไม่แพ้ปัญหาทางสุขภาพอื่น ๆ โดยพบว่า… คนไทยมีแนวโน้มที่จะเกิดผลกระทบจาก “โรคเหงา” เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น สังคมไทย-คนไทยเรา ๆ ท่าน ๆ จึงควรที่จะต้องหันมาตระหนักและให้ความสำคัญกับเรื่องความเหงา…ที่อาจจะเป็น “ปัจจัยในตัวเราเองที่เป็นบ่อเกิดภัยร้ายทางสุขภาพได้!!”

ทาง WHO หรือ องค์การอนามัยโลก ก็มีรายงานไว้เกี่ยวกับปัญหาจากความเหงา โดยมีการระบุไว้ว่า… ปัญหานี้มีความคล้ายคลึงกันในทุกภูมิภาคของโลก ซึ่ง ความเหงาเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขที่รุนแรงจนไม่อาจประเมินได้!!โดยสำหรับ “กลุ่มผู้สูงอายุ” ที่เกิด “ภาวะความเหงา” นั้น มีการศึกษาพบว่าสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นถึง 50% ที่จะนำสู่ “โรคสมองเสื่อม” และ 30% ต่อการเกิด “โรคหลอดเลือดหัวใจ” หรือ “โรคหลอดเลือดสมอง” …นี่เป็นหลักใหญ่ใจความบางส่วนจากข้อมูลในรายงานขององค์การอนามัยโลก ที่ระบุไว้ชัดเจนถึง “พิษภัยความเหงา” ที่ควรต้องเชื่อ…

ระดับองค์การอนามัยโลกก็ได้ชี้ไว้

ความเหงามีพิษภัยร้ายกาจกว่าที่คิด”

ทั้งนี้ สำหรับ “นิยามความเหงา” นั้น ก็เคยมีนักวิชาการ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล คือ รศ.ดร.มนสิการ กาญจนะจิตรา ที่ได้เคยอธิบายไว้ เคยระบุไว้ถึง “นิยามความเหงา” ว่าหมายถึง… ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อความสัมพันธ์ทางสังคมที่บุคคลหนึ่งมีในขณะนั้นอยู่ในระดับต่ำกว่าที่บุคคลนั้นต้องการซึ่งความเหงานั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคน ๆ หนึ่งรู้สึกว่าปฏิสัมพันธ์ที่ตนเองมีกับผู้อื่นยังน้อยเกินไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคน ๆ นั้นนำความรู้สึกดังกล่าวเปรียบเทียบกับความต้องการของตนเอง โดยที่ “ระดับความเหงา” นั้นก็สามารถ “จำแนกได้เป็นหลายระดับ” ซึ่งหลัก ๆ ก็มีตั้งแต่ระดับเล็กน้อย, ระดับปานกลาง, ระดับรุนแรง …นี่เป็นนิยาม-ระดับ “ความเหงา” ที่นักวิชาการได้อธิบายไว้

นอกจากนั้น เกี่ยวกับภาวะ “ความเหงา” นี่ใน “มุมจิตวิทยาสังคม” ก็ให้ความสนใจด้วยเช่นกัน โดยในมุมดังกล่าวนี้ทาง คงพล แวววรวิทย์ นักจิตวิทยา ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการสะท้อนไว้ผ่านทางบทความเรื่อง “ความเหงากำลังระบาด” โดยได้ระบุไว้ว่า… ในทางจิตวิทยาแบ่งความเหงาไว้เป็น 3 ประเภท ดังนี้…

ความเหงาแบบชั่วคราว (Transient Loneliness)หรือความเหงาในชีวิตประจำวัน ที่เกิดชั่วครั้งชั่วคราว เป็นความเหงาที่พบได้บ่อยที่สุด แต่ก็อาจไม่ได้มีความรุนแรงมากนัก, ความเหงาจากสถานการณ์ (Situational Loneliness) มักเกิดขึ้นหลังเผชิญเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อชีวิต เช่น สูญเสียคนที่รัก หย่าร้าง จบความสัมพันธ์กับใครสักคน และอีกประเภทคือ ความเหงาแบบเรื้อรัง (Chronic Loneliness) ประเภทนี้มักเกิดเมื่อมีความรู้สึกไม่พึงพอใจในความสัมพันธ์ของตนกับผู้อื่นเป็นเวลานานติดต่อกันและไม่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นได้ ซึ่งประเภทนี้มักเกิดขึ้นกับคนที่มีปัญหาในการปรับตัว

เหล่านี้เป็น “ความเหงา”3 ประเภท

มีการศึกษาก็สะท้อนว่า “เป็นปัญหา!!”

ส่วนวิธี “ป้องกันและรับมือกับความเหงา” เพื่อที่จะ “ไม่ให้เกิดเป็นปัญหา” ต่าง ๆ ตามมา ก็มีการแนะนำไว้น่าพิจารณาเช่นกัน กล่าวคือ… 1.ทบทวนความรู้สึกของตนเอง เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของความรู้สึกที่เกิดขึ้น, 2.ทบทวนความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เพื่อที่จะมองหาความสัมพันธ์ที่ตนเองต้องการหรือความสัมพันธ์ที่มีคุณค่า, 3.พัฒนาความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพของตน, 4.เปิดโอกาสให้ตนเองได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ใหม่ ๆ รวมถึง 5.หากิจกรรมหรืองานอดิเรกทำเพิ่มเติม เพื่อที่จะยืดเวลาการกลับมาอยู่กับตัวเอง แต่…กับผู้ที่เหงาเรื้อรัง เหงามาก เหงารุนแรง ก็อาจจะต้องไปถึงขั้น… 6.พูดคุยปรึกษากับนักจิตวิทยา เพื่อที่จะหาวิธีรับมือกับความเหงาเพิ่มเติม

ทั้งนี้ เรา ๆ ท่าน ๆ เมื่อรู้ว่า “ความเหงาร้ายกว่าที่คิด!!”ก็น่าจะได้ตระหนัก น่าจะได้เท่าทันกันไว้ ซึ่งไม่ว่าจะวัยใด…ทั้งตนเองและคนใกล้ชิดรอบข้างก็น่าจะ “ร่วมด้วยช่วยกันสกัดกั้นความเหงาไม่ให้เข้าครอบงำ” ไม่ให้กล้ำกรายเข้าสู่ชีวิต

ขอร่วมย้ำไว้ ณ ที่นี้ถึง “ความเหงา”

เหงา”ก็จำเป็น “ต้องระวังผลร้าย”

ระวัง “อาจอันตรายไม่ใช่แค่เฉา!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์