ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปทำความรู้จักกับหนุ่มใหญ่คนนี้กัน…“นฤพนธ์ ประธานทิพย์” หรือ “นะ” ชายคนนี้เคยมีน้ำหนักตัวถึง 103 กิโลกรัม และไม่เคยใส่ใจการออกกำลังกาย แต่จาก “เหตุการณ์เฉียดตาย” ครั้งหนึ่งก็ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาเริ่ม “วิ่งเพื่อชีวิต” โดยมีเส้นชัยคือการได้มีชีวิตอยู่กับครอบครัวและคนรักไปนาน ๆ โดยไม่เคยคิดฝันว่าจะ “กลายเป็นนักวิ่งระดับโลก” โดยเขาได้เล่าย้อนถึงเส้นทางชีวิตว่า เขาเป็นเด็กต่างจังหวัดที่คลุกคลีกับการช่วยพ่อแม่ขายของตามงานวัด ซึ่งแม้พ่อแม่อยากให้ออกจากโรงเรียนมาช่วยค้าขาย แต่เขาก็ดิ้นรนอ่านหนังสือ จนสอบติดได้เรียนระดับ ปวช. ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และหลังจบ ปวช. เขาก็สอบเรียนต่อปริญญาตรีได้ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยเมื่อเรียนจบปริญญาตรีแล้ว เขาได้เข้าทำงานที่บริษัท SCG ประจำสาขาแหลมฉบัง ซึ่งชีวิตวัยทำงานของเขานั้น เขาเล่าว่าล้วนเต็มไปด้วยการกิน ดื่ม และเที่ยว โดยการออกกำลังกายไม่เคยมีอยู่ในความคิดของชีวิตช่วงนั้นเลย

ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกมีปัญหาอะไร จึงใช้ชีวิตแบบนั้นมาเรื่อย ๆ จนตอนอายุ 40 ปี น้ำหนักตัวพุ่งขึ้นไปถึง 103 กิโลกรัม พอผลตรวจสุขภาพประจำปีออกมาก็เรียกว่ามากันครบ ทั้งความดัน เบาหวาน ไขมันสูง แต่เราก็ยังไม่รู้สึกอะไร แค่กินยาตามที่หมอสั่ง หรือป่วยก็ไปรักษา แล้วเอาค่ารักษาไปเบิกบริษัท ซึ่งตอนนั้นคิดแค่นั้นจริง ๆ”

หนุ่มใหญ่นักวิ่งรายนี้เล่าถึงชีวิตช่วงนั้น พร้อมกับยอมรับว่า แม้จะมีสัญญาเตือนอันตรายจากผลตรวจสุขภาพมาครอบ แต่ก็ยังไม่คิดอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งขณะนั่งดื่มอยู่ที่บ้าน เขาลุกไปเข้าห้องน้ำ และนั่นคือภาพสุดท้ายที่ตัวของเขาจำได้ โดยเขาเล่าถึง “เหตุการณ์เฉียดตาย” ที่ได้กลายมาเป็น “จุดเปลี่ยนชีวิต” ว่า จำได้แค่ว่าทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำเสร็จ แล้วก็จำอะไรไม่ได้แล้ว เหมือนภาพมันตัดไปเลย เพราะไม่รู้สึกตัว จนทำให้ ล้มทั้งยืนหน้าไปฟาดกับชักโครก พอรู้สึกตัวอีกทีก็อยู่โรงพยาบาลแล้ว ซึ่งในช่วงที่นอนรักษาตัวอยู่ ตอนนั้นรู้สึกแย่กับชีวิตมาก เพราะลูกยังเล็ก ๆ แต่เรากลับเลือกใช้ชีวิตอย่างประมาท จนเริ่มคิดกับตัวเองและขอโอกาสให้ตัวเองอีกครั้งว่าถ้ารอดไปได้จะปรับปรุงตัวเองทุกอย่าง เพราะอยากอยู่กับคนที่เรารักไปนาน ๆ และนั่นคือ จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเริ่มออกกำลังกาย โดยเขาได้เลือก “วิธีเอาชีวิตรอด” ด้วย “การวิ่ง”

สวนรถไฟ คือสถานที่แรกที่ผมเริ่มวิ่ง ตอนนั้นวิ่งแค่ 400 เมตรก็หอบจนวิ่งต่อไม่ไหวแล้ว มันก็เลยทำให้ตัวเองรู้ว่าสุขภาพของเรามันโคตรจะแย่จริง ๆ วันนั้นเดินน้ำตาซึมกลับไปที่รถ แต่ก็บอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไร พรุ่งนี้เราจะเริ่มต้นใหม่” หนุ่มใหญ่นักวิ่งเล่าถึงความรู้สึกตอนนั้นให้เราฟัง พร้อมเล่าย้อนต่อไปว่า แม้จะปวดไปทั้งร่าง แต่เขาก็ฝืนกลับมาวิ่งเป็นวันที่ 2-3-4 และจนถึงวันที่ 5 เขาก็เริ่มวิ่งได้ไกลขึ้นไปอีก 100 เมตร ซึ่งแค่ 100 เมตรที่เพิ่มขึ้นมานี้ กลับเป็นพลังใจ เป็นกำลังใจให้กับตัวเขาอย่างมากที่ทำได้ ซึ่งจากวันนั้นเขาก็เริ่มวิ่งไปเรื่อย ๆ และเพิ่มระยะทางในการวิ่งมากขึ้นไปเรื่อย ๆ จนสามารถวิ่งได้ 1 รอบสวนรถไฟ ที่มีระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร โดยวันที่วิ่งได้ครบรอบนั้น เขาบอกว่าเป็นวันที่ดีใจมาก ๆ เรียกว่าวันนั้นร้องไห้เลย เพราะมัน “เหมือนเป็นวิ่งมาราธอนแรกในชีวิต” ที่เขาทำได้

นะนฤพนธ์ เล่าอีกว่า หลังจากหันมา หนีจากความตายเพราะปัญหาสุขภาพด้วยการวิ่ง ค่าต่าง ๆ ของร่างกายก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งไขมัน ความดัน เบาหวาน รวมถึงน้ำหนักตัวจากเดิมที่หนักเกิน 100 กิโลกรัม ก็ลดลงมาเหลือแค่ 53 กิโลกรัมภายในระยะเวลา 4 ปี โดยพอร่างกายอยู่ตัวดีแล้ว ระยะทางที่เขาวิ่งแต่ละครั้งจะอยู่ที่วันละ 10-20 กิโลเมตร ต่อมาก็ได้มีกลุ่มเพื่อน ๆ นักวิ่งมาชวนเขาให้ลองลงแข่ง แต่เขาปฏิเสธไปในตอนแรก เพราะกลัวได้ที่โหล่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจลองดู โดยสนามแรกที่ลงคือรายการที่ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี ระยะทาง 10 กิโลเมตร โดยเขาเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 1.30 ชั่วโมง และได้เหรียญแข่งวิ่งเหรียญแรกในชีวิต จากนั้นก็ค่อย ๆ ขยับเป้าหมายไปที่ 21 กิโลเมตร ฮาล์ฟมาราธอน ที่งานวันแม่ซึ่งจัดวิ่งที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แล้วก็ขยับขึ้นเป็นมาราธอน ระยะทาง 42.195 กิโลเมตร ซึ่งเขาก็สามารถพิชิต 2 สนามใหญ่ของไทยในยุคนั้นได้ คือรายการกรุงเทพมาราธอน กับรายการจอมบึงมาราธอน …เขาบอกเล่าความสำเร็จของเขาจากการเริ่มลงแข่งวิ่ง

จาก before สู่ After

และหลังจากชนะใจตัวเองด้วยการทำสำเร็จในรายการวิ่งใหญ่ ๆ ในประเทศไทยได้แล้ว เขาก็เริ่มมีความคิดที่อยากจะลองไปแข่งในรายการที่ต่างประเทศดูบ้าง โดยเขาเลือกไปลงวิ่งในรายการใหญ่อย่าง “โอซาก้ามาราธอน” โดยเข้าเส้นชัยที่เวลา 3.30 ชั่วโมง จนมีนักวิ่งญี่ปุ่นคนหนึ่งบอกว่า หากเขาสามารถทำเวลาเร็วกว่านี้ได้ เขาจะสามารถไปวิ่งในรายการที่ถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญของนักวิ่งทั่วโลกอย่าง “บอสตันมาราธอน” ได้

ตอนนั้นไม่รู้จักรายการนี้เลย และมองเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก ๆ แต่พอได้ยินที่นักวิ่งญี่ปุ่นบอก ผมก็เลยกลับมาหาข้อมูล ถึงรู้ว่าสนามนี้เป็นสนามเก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งคนจะเข้าแข่งขันได้ต้องควอลิฟายเวลาให้ผ่านมาตรฐาน ถึงจะได้ลงแข่งรายการนี้ ซึ่งจุดประกายให้ผมอยากไปมาก ผมจึงเริ่มซ้อมหนักมาก ๆ โดยวิ่งวันละ 30 กิโลเมตรทุกวันอยู่ 3-4 เดือน จนกระทั่งถึงวันแข่งในรายการโตเกียวมาราธอน ตอนนั้นตั้งใจจะทำเวลาให้ดีที่สุด มีแรงเท่าไหร่ผมจึงใส่หมด ท่องในใจว่าไม่ตายไปต่อไม่ตายไปต่อ (หัวเราะ) จนเข้าเส้นชัยโดยจบที่เวลา 3.20 ชั่วโมง ทำให้มีโอกาสจะได้ไปบอสตันมาราธอน ซึ่งจำได้ว่าตอนนั้นพอเข้าเส้นชัย ผมร้องไห้เลย พร้อมกับตะโกนว่าไอ้อ้วนไอ้หมูตอนมึงได้ไปบอสตันแล้วนะ” เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตครั้งสำคัญของเขา ที่เขาบอกเล่าไว้ด้วยความประทับใจ

และเขายังเล่าถึงเรื่องน่าประทับใจที่สุดอีกเรื่องซึ่งเกิดขึ้นจากการลงแข่งรายการโตเกียวมาราธอน โดย ข้อความที่เขาเขียนเพื่อปลุกใจตัวเองว่า Naruepon Go Boston Thailand” ถูกนำไปใช้ในโฆษณาบนรถไฟฟ้าใต้ดินเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจากจุดนี้ นะนฤพนธ์ ก็มุ่งมั่นเดินหน้าเก็บสนาม World Major ที่เป็นการแข่งขันมาราธอนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 6 รายการของโลก จนสามารถ พิชิตเหรียญSix Star Medal ที่มอบให้กับนักวิ่งที่วิ่งจบ 6 สนามเมเจอร์ได้ถึง 3 เหรียญ ซึ่งหมายความว่า เขาคือคนที่วิ่งจบสนามเมเจอร์ 6 แห่ง ครบ 3 รอบ รวม 18 รายการ และ เป็นคนไทยคนแรกที่ทำได้

อย่างไรก็ดี หลังจากได้เหรียญ Six Star Medal เหรียญที่ 3 เขาก็เริ่มรู้สึกหมด Passion เขาจึงหันมาเริ่มลอง “วิ่งเทรล” ที่เป็นการวิ่งตามภูมิประเทศ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง โดยมีเป้าหมายคือ รายการ UTMB (Ultra-Trail du Mont-Blanc) ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยเริ่มต้นด้วยการแข่งที่ฮ่องกง ด้วยระยะทาง 100 กิโลเมตร เพื่อเก็บสิทธิ์ไปรายการ UTMB ซึ่งผลการแข่งปรากฏว่าเขาวิ่งจบที่ 100 กิโลเมตรได้ภายใน 22 ชั่วโมง โดยที่วิ่งแบบไม่ได้นอนเป็นระยะเวลา 1 คืน

จากรายการนี้ก็ทำให้ผมเริ่มหลงใหลการวิ่งเทรล เพราะเป็นอีกศาสตร์หนึ่ง ซึ่งปัจจุบันผมวิ่งจบ UTMB แล้วทุกระยะ โดยระยะไกลที่สุดคือ 170 กิโลเมตร โดยใช้เวลาวิ่ง 46 ชั่วโมง หรือเกือบ 2 คืน ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นคนไทยคนแรกที่วิ่งจบระยะนี้” นฤพนธ์เล่าถึง “ความสำเร็จในการวิ่งเทรล” ที่เขาเลือกเพื่อ “จุดเชื้อไฟให้ชีวิตอีกครั้ง”

กับ 2 คนที่รักที่ปลุกพลังพลิกชีวิต

นะ-นฤพนธ์” หนุ่มใหญ่ที่เป็น “ตำนานนักวิ่งชาวไทย” บอกถึงเป้าหมายต่อไปว่า ตอนนี้ที่ตั้งใจคือลงแข่ง ไตรกีฬา (Ironman) ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ที่อยากทำให้สำเร็จ โดยการจะลงแข่งรายการนี้ได้ทำให้เขาต้องฝึกว่ายน้ำเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมวิถีชีวิต” ถามเขาว่า ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมายในทุก ๆ รายการใหญ่ ๆ ตอนนี้คิดว่า สนามไหนคือสนามที่ยากที่สุด? ซึ่งเขาส่ายหัว พร้อมบอกว่า “สำหรับผมสิ่งที่ยากที่สุดตอนนี้คือการสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้ตัวเอง เพื่อให้เรามีแรงซ้อมวิ่งได้ทุกวัน ทำให้หลัง ๆ ผมก็เริ่มไปวิ่งในสถานที่ที่มีวัฒนธรรมใหม่ ๆ เพื่อเติมเชื้อไฟให้ตัวเอง ไม่ให้หมดความรักในการวิ่ง และสิ่งที่ตั้งใจมากคือ ผมอยากส่งพลังงานบวกให้คนอื่น ๆ หันมาออกกำลังกาย อย่างตัวผมจากที่ชีวิตติดลบ สุขภาพร่างกายแย่ แต่ตั้งแต่เริ่มวิ่ง ผมไม่ได้เสียเงินเป็นค่ารักษาตัวอีกเลย ซึ่งเมื่อลองย้อนคิดดู ผมคิดว่าที่ผมวิ่งมาได้ขนาดนี้ก็น่าจะเพราะคำพูดที่ผมปลอบใจตัวเองในช่วงที่เริ่มวิ่งตอนแรก ๆ ว่า…ถ้ายังไม่ตาย…ก็ไปต่อ…”.

เหรียญ Six Star Medal ที่ทำให้เป็นตำนาน

เพื่อสุขภาพดี’ ต้อง ‘ไม่มีคำว่าเดี๋ยว’

นะนฤพนธ์ ประธานทิพย์” ในฐานะ “ตำนานนักวิ่ง” และ “คนที่เคยเฉียดตาย” จากการไม่ดูแลร่างกาย ได้ “ถอดบทเรียนชีวิต” เพื่อถ่ายทอดเป็นวิทยาทานให้คนอื่น ๆ นำไปใช้ โดยบอกว่า ในแง่ “การวิ่ง” สิ่งที่สำคัญที่สุดมี 2 คำคือ “มีวินัยอดทนทำสม่ำเสมอ” เพราะหากทำ ๆ หยุด ๆ ยังไงก็ไม่พัฒนา แน่นอนว่าเมื่อเริ่มวิ่งใหม่ ๆ จะต้องเจ็บขาปวดขาแน่นอน เพราะมันเป็นธรรมชาติของร่างกายที่ต้องปรับตัว ซึ่งช่วงนี้เองที่ทำให้หลายคนเลิกวิ่ง ดังนั้นถ้าอยากจะวิ่งได้ไกล ๆ วิ่งได้เก่ง ๆ ก็จะต้องวิ่งไปเรื่อย ๆ แล้วก็จะข้ามจุดนี้ไปได้เอง นอกจากนั้น เขายังให้ “คีย์เวิร์ดสำคัญ” เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพ คือ “ต้องลบคำว่าเดี๋ยวทิ้งไปจากชีวิต” โดยถ้าอยากจะมีชีวิตรอด อยากได้สุขภาพที่ดี ต้องไม่มีข้ออ้างเพื่อไม่เริ่มต้น และอย่ารอจนสุขภาพร่างกายแย่ถึงจะมาคิดได้ แต่ให้เริ่มตอนที่ยังไม่แย่ โดยเขาย้ำว่า “อย่างผมเคยคิดว่าใช้เงินแก้ปัญหาได้ แต่ผมคิดผิด เพียงแต่ผมโชคดีที่ได้โอกาสต่อชีวิต ซึ่งหลายคนไม่มีโอกาสที่ 2 เหมือนผม เพราะฉะนั้นเราอย่ารออย่าเดี๋ยว”.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน