ในแวดวงการเมืองต่างคาดเดากัน ระหว่าง การยุบสภา กับ การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ อะไรจะเกิดขึ้นก่อนกัน เพราะทั้ง 3 พรรคการเมือง ประชาชน เพื่อไทย และ ภูมิใจไทย คงไม่ปล่อยให้ใครได้เปรียบทางการเมือง แม้พรรคสีส้มจะถูกมองว่าเป็นฝ่ายค้ำ แต่เมื่อถึงเวลาหาเสียงเลือกตั้ง ก็ต้องพุ่งเป้า บดขยี้ฝ่ายตรงข้าม เต็มที่

ยิ่งพรรคประชาชนตั้งเป้าหมาย ต้องได้ สส. 250 ที่นั่ง หวังเป็นแกนนำรัฐบาล แต่คนส่วนใหญ่เชื่อว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากมองว่ากระแสพรรคสีส้มขึ้นสูงสุดเมื่อช่วง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นแม่ทัพพรรคก้าวไกล จนได้ สส. 151 ที่นั่ง แต่ก็พลาดโอกาส ไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล เพราะมีนโยบาย แก้ไขมาตรา 112

กลายมาเป็นพรรคประชาชน ที่มี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นหัวหน้าพรรค และมาทำเอ็มโอกับ ภูมิใจไทยช่วยสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีเงื่อนไขสำคัญ ผลักดันให้เปิดช่องทางนำไป สู่การแก้ไข รธน. เพราะรู้พรรคแกนนำรัฐบาลมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสว.สีน้ำเงิน

การแก้ไข รธน. ต้องอาศัยเสียง สว. 1 ใน 3 คือ 67 เสียง หาก สว.ให้ความร่วมมือนั่นหมายความว่า เป้าหมายของพรรคประชาชน ถือว่าประสบความสำเร็จ แต่พอมีปัญหา เกิดการปะทะกัน ระหว่างทหารไทย-กัมพูชา การออกมาให้ความเห็นของบรรดา สส. พรรคประชาชน พยายามด้อยค่ากองทัพ จนถูกโจมตีอย่างหนักหน่วง ต้องหันมาพลิกเกม นำเรื่อง ปราบสแกมเมอร์ และ ทุนสีเทา มากลบกระแสชาตินิยม

นั่นหมายความว่า อะไรที่ช่วย สร้างคะแนนนิยมได้ พรรคประชาชนพร้อมที่จะทำ เหมือนกับความเคลื่อนไหวของ สส.ตัวตึง รักชนก ศรีนอก ที่คอยปั่นกระแสในประเด็นต่าง ๆ เพื่อหาแสงและคะแนนนิยมให้กับพรรค ดังนั้นถ้าเมื่อไหร่ เพื่อไทย ขอหารือ แกนนำพรรคฝ่ายค้าน ขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เชื่อว่าพรรคประชาชนต้องร่วมด้วยแน่ ๆ เพราะอยาก สลัดบทฝ่ายค้ำ

แต่เป้าหมายของสองพรรคอาจแตกต่างกัน พรรคสีส้มอาจอยากอภิปรายไม่ไว้วางใจ ..ธรรมนัส พรหมเผ่ารองนายกฯ ในฐานะแกนนำคนสำคัญพรรคกล้าธรรม โดยหยิบประเด็น สแกมเมอร์ ทุนเทา มาดิสเครดิต เพื่อทำให้พรรคกล้าธรรมบอบช้ำมากที่สุด ไม่เป็น หอกข้างแคร่ พรรคประชาชนในอนาคต ยิ่งมีคนวิเคราะห์ว่า พรรคของผู้กองคนดัง จะได้ สส. ถึง 70 ที่นั่ง

ส่วนพรรคเพื่อไทยอาจอยากซักฟอก นายกฯอนุทิน ด้วยประเด็นเรื่อง เขากระโดง ฮั้ว สว. อ้างมีความพยายามแทรกแซงการสอบสวน จนทำให้คดี ไม่มีความคืบหน้า ส่วนเรื่องสแกมเมอร์ และทุนเทา พรรคสีแดงอาจไม่กล้าอภิปรายเต็มที่ เพราะมีภาพ นายทักษิณ ชินวัตร เคยพบปะกับ เบน สมิธ ตัวละครสำคัญ อีกทั้งข้อมูลของอดีตนายตำรวจใหญ่ ก็พาดพิงมาถึงอดีต นายกฯ พรรคเพื่อไทย

อีกทั้งอดีตพรรคแกนนำรัฐบาล อาจถูก ภูมิใจไทยย้อนเกล็ด หยิบปมความ ขัดแย้งไทยกัมพูชา ซึ่งจุดเริ่มมาาจากปัญหาคลิปเสียง ..แพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฮุน เซนประธานวุฒิสภากัมพูชา และเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของสองตระกูล ฮุน เซนชินวัตร

ขณะที่ แถลงการณ์ ของหัวหน้ารัฐบาลตอนหนึ่งระบุว่า “หากมีการยื่น ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อมาเป็นรัฐบาลต้องพร้อมชี้แจง แม้ว่าจะมีในข้อตกลง หรือไม่มีก็ตาม รัฐบาลพร้อมชี้แจง และไม่เคยคิดที่จะจับรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน แต่เราจะเร่งแก้ รธน.ให้เสร็จเร็วที่สุด ตามกรอบเวลาที่กำหนด จากนั้นจะยุบสภา”

จากนี้ไปทุกเรื่องอาจ เกิดขึ้นได้ทั้งหมด ทั้งอภิปรายไม่ไว้วางใจ การยุบสภา บทสรุปของร่าง รธน.ในที่สุดจะผ่าน หรือไม่ผ่านกระบวนการรัฐสภา แต่ทั้งสามพรรค คงหวัง ชิงความได้เปรียบ ทางการเมืองมากที่สุด เพื่อเป้าหมายเข้าไป ควบคุมอำนาจรัฐ

“เขื่อนขันธ์”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่