ทั้งนี้ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ทรงเปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพด้านศิลปหัตถกรรม และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นต่อประชาชนคนไทยมากมาย พระองค์ทรงส่งเสริมให้คนไทยได้มีอาชีพมีรายได้จากการสร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย โดยสำหรับ “ปีกแมลงทับ” นั้น พระองค์ก็ทรงเล็งเห็นถึงคุณค่าความงดงาม จนนำสู่ “งานหัตถศิลป์”
“ด้วยพระอัจฉริยภาพ” แห่งพระองค์
มีการรังสรรค์ “งานศิลป์ปีกแมลงทับ”
เกิดเป็น “ผลิตภัณฑ์งดงาม–มีคุณค่า”

ปิโยรส บัวเหลือง
เกี่ยวกับ “พระอัจฉริยภาพด้านงานหัตถศิลป์” แห่ง “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” กรณี “ปีกแมลงทับ” นั้น… มีข้อมูลที่เผยแพร่ไว้ผ่านทาง เฟซบุ๊กสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) โดยในแหล่งข้อมูลดังกล่าวนี้ได้ถ่ายทอดเรื่องราวสำคัญนี้ไว้ว่า… เรื่องราว “ปีกแมลงทับ กับสมเด็จพระพันปีหลวง” นั้น เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 จากการที่ “สมเด็จพระพันปีหลวง” เสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎรทางภาคอีสาน ซึ่งชาวบ้านมักจะถวาย “ปีกแมลงทับ” ที่แห้งแล้วแต่ยังแวววาว แด่พระองค์เสมอ ซึ่งพระองค์ท่านก็ได้ทรงรับไว้ ถึงแม้จะยังไม่ทรงทราบว่า…
จะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร?
ในแหล่งข้อมูลดังกล่าวเล่าเรื่องราวไว้ต่อไปว่า… จวบจนหลายปีต่อมา ขณะที่ทอดพระเนตร“เครื่องฉลองพระองค์โบราณ”ในพระที่นั่งวิมานเมฆ พระองค์ทรงพบ“ผ้าทรงสะพักที่ประดับปีกแมลงทับ” ของ “สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า” พระบรมราชเทวีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่มีอายุกว่า 100 ปี ซึ่งถึงแม้ผ้าไหมจะเปื่อยตามกาลเวลา แต่ ปีกแมลงทับที่ประดับบนผ้ายังคงงดงาม โดยเมื่อทรงเห็นถึงศักยภาพและความทนทาน จึง โปรดฯ ให้ทดลองและพัฒนา จนเกิด “แผนกประดับปีกแมลงทับ” ในโรงฝึกศิลปาชีพ ซึ่งได้กลายเป็น…
จุดเริ่มต้น “งานหัตถศิลป์แขนงใหม่”
คือ…“งานหัตถศิลป์จากปีกแมลงทับ”

นอกจากนี้ ข้อมูลในเฟซบุ๊กของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย ยังได้มีการถ่ายทอดคำบอกเล่าของ ปิโยรส บัวเหลือง ครูช่างศิลปหัตถกรรมไทย ปี 2565 ของทางสถาบันฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในช่างศิลปหัตถกรรมผู้ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ “เครื่องประดับจากปีกแมลงทับ” ที่ได้เล่าไว้ว่า… เมื่อก่อนนี้ไม่ค่อยมีใครรู้จักปีกแมลงทับ โดยจะมีก็แต่เด็กบ้านนอกเท่านั้นที่คุ้นเคยกับปีกของแมลงชนิดนี้ จนกระทั่ง “สมเด็จพระพันปีหลวง” ทรงก่อตั้งศูนย์ศิลปาชีพฯ และต่อมาก็ได้มีพระราชดำริให้ช่างนำปีกแมลงทับมาปักลงในชิ้นงาน ทำให้คนฮือฮากันมาก จนปีกแมลงทับกลายเป็นของหายากไปเลย
“เมื่อนำปีกแมลงทับมาประดับลงในชิ้นงานก็ทำให้ทุกชิ้นเป็นผลงานที่ทรงคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นสไบทรงสะพัก หรือแม้กระทั่งชุดฉลองพระองค์ของพระองค์ท่านเองค่ะ ซึ่งออกมาสวยงามทุกชุดจริง ๆ” …ครูช่างศิลปหัตถกรรม ครูปิโยรส ที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ “เครื่องประดับจากปีกแมลงทับ” ถ่ายทอดเรื่องราวน่าประทับใจไว้
ครูช่างศิลปหัตถกรรมคนเดิมยังอธิบายถึงการนำปีกแมลงทับมาใช้งานไว้ว่า… หลายคนสงสัยว่า ความงามของปีกแมลงทับ จะต้องแลกมาด้วยการทำลายชีวิตแมลงหรือไม่ ซึ่งตอบได้ว่าไม่ใช่ เพราะปีกแมลงทับที่นำมาใช้งานต้องเป็นปีกของแมลงที่สิ้นอายุขัยและสลัดทิ้งไปเองตามธรรมชาติเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้นับเป็นอีกหนึ่ง “พระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระพันปีหลวง” ที่พระองค์ท่านทรงศึกษาและเข้าใจธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง …ครูปิโยรสระบุไว้ รวมถึง…
“ปีกแมลงทับมีอายุของเค้าอยู่ค่ะ คือประมาณสามเดือน หลังจากนั้นเขาจะสลัดปีก เราก็ปล่อยให้ปีกมันแห้ง ถึงจะนำมาใช้ได้ เพราะถ้าไปฆ่าเค้าเพื่อเอาปีกมาใช้ ปีกจะนิ่มย่อยสลายไปเลย แต่ถ้าตามอายุขัยครบแล้ว ปีกเขาจะแข็งเหมือนเล็บและคงรูปสวยอยู่ตลอด” …ครูปิโยรสเล่าขยายความไว้ถึงองค์ความรู้ด้านธรรมชาติของแมลงทับ ที่ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ได้ทรงศึกษาอย่างลึกซึ้ง
ข้อมูลในเฟซบุ๊กสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยยังมีส่วนที่ระบุไว้อีกว่า… การนำปีกแมลงทับมาใช้งานจำเป็นต้องศึกษาและมีความเข้าใจลึกซึ้ง “สมเด็จพระพันปีหลวง” ทรงเกรงว่าแมลงทับจะลดจำนวนลงจึงมีพระราชดำริสนับสนุนการศึกษาวิจัยเรื่องแมลงทับร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จนเกิด “โครงการอนุรักษ์และบำรุงพันธุ์แมลงทับ”
ทั้งนี้ ปัจจุบัน “ปีกแมลงทับ” ได้ถูกนำมาต่อยอดสร้างสรรค์จนกลายเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่หลากหลาย ทั้งรูปแบบเครื่องประดับ เข็มกลัด งานตกแต่ง งานหัตถศิลป์ชั้นสูง และงานร่วมสมัยหลากหลาย โดย “งานหัตถศิลป์ปีกแมลงทับ” จากปีกของแมลงตัวเล็ก ๆ ตามธรรมชาติที่แวววาวดุจ “อัญมณีที่มีชีวิต” สะท้อนถึง “พระอัจฉริยภาพสมเด็จแม่แห่งปวงไทย”
“อัญมณีมีชีวิต” ก็ “ได้รับการอนุรักษ์”
พร้อมกับ “เป็นหนึ่งในงานศิลปาชีพ”
ก็ “ด้วยพระเมตตาแห่งสมเด็จแม่”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



