มีคนจำนวนหนึ่ง “พร้อมที่จะ”เอาเรื่องส่วนตัว ความเห็นที่มีต่อคนอื่น ไปเล่าออนไลน์ แนวๆ หาพวก หรือไม่ก็ถือว่า ได้ด่าว่าประจานใคร ด่าลมด่าแล้งใช้อักษรย่อ พาดโน่นพิงนี่ให้คนอ่านนึกถึงคู่กรณี หรือไม่ก็ถ้าห้าวพอก็เปิดชื่อจริงไปเลย ให้คนมาแสดงความเห็นกันเยอะๆ แต่ถ้าชาวเน็ตดันไม่เห็นด้วยกับตัวเอง ก็ต้องลบทิ้งให้ทัวร์ไม่ทันลงล่ะกัน
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มนุษย์เราจึงมีความเห็นต่อพฤติกรรมเพื่อนร่วมโลกตลอดเวลา ทั้งคิดเฉยๆ หรือแสดงออกด้วย .. ชาวเน็ตน้อยนักที่จะถืออุเบกขาอ่านแล้ววางเฉยได้ ปุ่มรีพลายเห็นแล้วคันตายิบๆ ..บางเรื่องอ่านแล้ว“มันจัง” แบบที่คนใต้พูด“กูมันจังแล้วนิ” อารมณ์แบบมันเขี้ยวหมั่นไส้คันไม้คันมืออยากระบายออก
ดราม่ามันเรียกมนุษย์มุงได้มาก “คนฉลาด”( แบบที่ภาษาใต้เรียกว่า หัวหมอ ) พลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้ มุงนักใช่ไหมกูขายของ เราจะเห็นปรากฏการณ์“ได้หมดถ้าสดชื่น” เมื่อราวๆ ต้นเดือน พ.ย. ที่มนุษย์มุงเข้าไปดูในโซเชี่ยลมีเดียของดาราสาว อยากรู้ว่า มีปัญหาอะไรในครอบครัวกันแน่ มีผู้เกี่ยวข้องคือใครบ้าง ..มามุงกันเยอะนางเปิดขายของมันซะเลย แล้วก็ดันติดลมบน มีคนมาขอเข้าไลฟ์เพื่อขายของหลายเจ้า
ขายดีกันเทน้ำเทท่าอยู่พัก เมื่อดังกับดราม่าก็ไม่ยั่งยืน ซึ่งแน่นอนว่า ก่อนจะจุดกระแสให้คนสนใจได้ มันก็แลกกับการเสียความเป็นส่วนตัว บางเรื่องที่ควรคุยเสร็จปิดจบในครอบครัว ถูกเอามาขยายความ เป็นดิจิทัล ฟุตปรินท์ ..ยิ่งถ้าดราม่าแรงๆ ชาวเน็ตแทบจะทำบันทึกไว้เป็น bullet หรือเป็นข้อๆ ให้หน้าใหม่“ตามทัน”
โลกออนไลน์ไม่เป็นส่วนตัว บางเรื่องที่ถูกเปิดเผยมีวาระซ่อน อาศัยว่า ตัวสื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเร็วและกระจายทั่ว เราเริ่มเห็นปรากฏการณ์เผยแพร่ข่าวสารเพื่อหวังผลแปลกๆ อยู่ เช่น อาจเป็นประเภทอยู่มาวันดีคืนดี ก็มีเพจดัง ออกมาเปิดเผยเรื่องไม่น่าจะชอบมาพากล เพื่อให้สังคมเกิดการรับรู้ มีความเห็นไปในทางใดทางหนึ่ง
มันน่าสนใจที่มีปรากฏการณ์ “แฉออนไลน์” ที่อยู่ๆ เจ้าหนี้มาโพสต์ลอยๆ หรือไม่ก็เพจดังมีผู้ติดตามเยอะ บางเพจก็จะโพสต์ลอยๆ เป็นชื่อย่อ ว่า มีปัญหาโน่นนั่นนี่ ..เมื่อก่อนคงคิดกันเยอะ แต่เดี๋ยวนี้ “สื่อโซเชี่ยลฯเปิด สื่อมวลชนเกาะ” แบบว่า พอคนเริ่มอึงกันว่า คนดังคนไหนมีปัญหา ก็ให้เข้าไปดูหัวข้อการค้นหาในติ๊กต่อก ก็จะรู้เองว่า “คนดังคนไหนกำลังถูกปล่อยข่าว” สักพักหนึ่ง พอมีคนถูกเปิดประวัติ ก็รู้กัน ..อ๋อ รายนี้…
ล่าสุด มีกรณี“ดาราสาวที่อยู่ในกลุ่มก๊วนดัง” ถูกบางเพจเปิดข้อมูลเรื่อง ทำธุรกิจมีปัญหาหมุนเงินไม่ทัน จนมีหนี้สินล้นพ้นตัวร่วมร้อยล้าน และอาจมีปัญหากับเพื่อนในกลุ่ม ไม่รู้ว่า “กาคาบข่าว”ที่ไหนเอาไปบอกเพจดัง ทั้งที่ดาราสาวคนนั้นขึ้นชื่อเรื่องรักเพื่อน… ถ้าเป็น“คนกันเอง”จะทวงเงิน ก็น่าจะไว้หน้ากันบ้าง ในความเป็นเพื่อนที่รู้ว่า “เขาก็มีลูกยังเด็ก” ทำอะไรไปมันเป็นดิจิทัลฟุตปรินท์ให้เด็กมีปัญหาโดนเพื่อนล้อเลียน อับอายสังคม
แล้วก็เห็นปฏิกิริยาต่อมา ที่ในกลุ่มต่างโพสต์สเตตัส ( โพสต์เป็นข้อความสั้น ) ลอยๆ กันไปมา อารมณ์แบบ..ส่งความคิดถึง ปลิวไปในอากาศ… คนดูตอนแรกก็ลุ้นว่าใคร พอรู้ว่าเป็นใครเขาก็รอดูต่อแล้วว่า “อะไรจะเกิดขึ้น” ไม่คุยกันตรงๆ ไปเลยเล่า หรือเบื้องลึกมีปัญหาอื่นที่ทำให้คุยกันไม่ได้อีก ?
น่าสงสารที่ในความเป็นคนดัง…ดาราสาวที่ถูกทวงหนี้ทำอะไรไม่ได้มากนัก นอกจากออกมาไลฟ์ยอมรับและอธิบายถึงปัญหาของตัวเอง พร้อมกับบอกว่าจะดิ้นรนแก้ปัญหาอย่างไร .. จะให้ฟ้องร้องใครว่าประจานหนี้ ก็เห็นจะโดนทัวร์วิ่งมาลงให้ชื่อเสียงยิ่งเสีย.. นาทีนี้ สำหรับดาราสาว ความเห็นใจมันเป็นสิ่งที่เขาต้องการเพื่อเป็นพลังเดินหน้าแก้ปัญหา แต่ถ้าหวังกระแสเห็นใจมากไป ระวังได้ความเห็นใจเป็นพิษประเภท “นกอยู่ข้างพี่ตานะคะ”
ความเคลื่อนไหวอะไรเมื่อกลายเป็นสาธารณะแล้ว ก็ถูกวิจารณ์ไปหมด อาทิ ออกมาโพสต์ทำนองว่า “เวลาลำบากเราจะเห็นว่าใครเป็นเพื่อนแท้” คนเข้าใจ เห็นใจเธอก็มี ไม่มีใครอยากล้มในการทำธุรกิจ …แต่คนบึนปากใส่ก็ใช่น้อย ว่า ทำไมไม่เรียนรู้ว่า ความผิดพลาดที่แก้ไขไม่ถูกจุดมันสร้างปัญหาอะไรตามมาบ้าง และที่พังไปคือความเชื่อใจระหว่างกัน ดังนั้น อย่ามาวัดเพื่อนแท้กันเวลานี้ เพราะคนที่เขาได้รับผลจากการกระทำของเธอเขาก็มีสิทธิ์โกรธ
นอกจากดาราสาวจะถูกตีแผ่ลงบนโซเชี่ยลฯ จนคนจับตาว่า เธอจะทำอย่างไรต่อไป ? เรื่องของเธอก็กลายเป็นประเด็นให้“ไลฟ์โคช” หรืออะไรต่างๆ ที่ชอบสอน หยิบยกมาเป็นตัวอย่างการใช้ชีวิต การใช้เงิน ..ซึ่งเอาจริง มีคนรู้เบื้องลึกกันกี่คนว่า ปัญหาที่เขาประสบมันเป็นอย่างไร ? คือรู้ว่ามีปัญหา แต่ไม่ได้ชัดเจนเรื่องเบื้องลึกเบื้องหลัง ทราบแค่ว่า ลงทุนอะไรหลาย ๆอย่างหมุนเงินไม่ทัน … คงไม่มีใครอยากเป็น“ตัวอย่างของความล้มเหลว”หรอก
เดี๋ยวนี้มีผู้รู้อีกประเภท ที่ชอบวิเคราะห์ภาษา ทั้งภาษาพูด ภาษากาย โชว์ภูมิกันใหญ่ ซึ่งน่าจะสอนให้ลองคิดเองดูว่า เอาคนที่มีปัญหาในกระแสมาวิเคราะห์..ไม่ว่าจะเพื่ออะไรก็ตาม…ถือเป็นการซ้ำเติมหรือไม่
โลกโซเชี่ยลฯ กลายเป็นโลกที่ถ้าใครมีแสงมาแล้ว หรือต้องการแสง จะต้องเข้าใจเรื่องการหมดความเป็นส่วนตัว การโพสต์อะไรก็ถูกเอาไปตีความได้หมด ..ปรากฏการณ์ทวงหนี้ลอยๆ ผ่านโซเชี่ยล เป็นเรื่องน่าสนใจและน่าเห็นใจ เรื่องดิจิทัลฟุตปรินท์มันไม่ลบเลือนกันง่ายๆ แล้วยิ่งการที่คนใช้เวลาเสพสื่อโซเชี่ยลมาก ก็ยิ่งรับรู้ได้ง่าย ..ถ้าอยากรักษาความเป็นส่วนตัว ก็ควรต้องมีจุดลงตัวที่พอใจกันในกลุ่มผู้เกิดกรณี ว่า “ยอมอะไรกันได้แค่ไหนถึงไม่ปล่อยข่าวประจาน”
เมื่อเรื่องลบๆ เรื่องอื้อฉาวกระจายไป ความเสียหายมันอาจประเมินไม่ได้ เก็บเรื่องที่แพร่สะพัดออกไปก็ไม่ได้.. มีคำคมจากหนังเรื่อง doubt ( หนังที่พูดถึงแม่ชีพยายามจับผิดบาทหลวง เพราะเชื่อว่า เขาล่วงละเมิดทางเพศกับเด็ก ) บอกว่า “การแพร่กระจายข่าว เหมือนเอามีดแทงหมอนกลางลมแรงนั่นแหละ ขนนก ( ไส้หมอน ) ปลิวไปไหนต่อไหนใครจะตามเก็บได้หมด” มันทำให้เกิดคนที่มีความเห็นโดยไม่รู้จริงไปอีกมาก หลายความเห็นเย้ยหยัน เหยียบกันจนน่ากลัว
ยิ่งเราอยู่กับโลกโซเชี่ยลฯ มากขึ้นเท่าไร ภูมิคุ้มกันทางใจต้องยิ่งมากขึ้น อาจพอๆ กับที่เราต้องสร้างภูมิคุ้มกันข่าวปลอม ที่เดี๋ยวนี้ภาพ คลิป อะไรก็หลอกซะเหมือนจริง.
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



