แม้บางจุดจะยังอ่วมอยู่ แต่ในบางพื้นที่ขณะนี้เริ่มมีสถานการณ์ที่ดีขึ้น หลังระดับน้ำค่อย ๆ ลดลง ซึ่งถ้าไม่มีปริมาณฝนตกมาเพิ่มก็น่าจะเริ่มกลับเข้าสู่โหมดฟื้นฟูตามลำดับ ทั้งนี้ บางพื้นที่ที่ระดับน้ำลดลงจนสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้แล้วนั้น บรรดาผู้ประสบภัยก็คงต้องรีบเข้าไปตรวจสอบความเสียหายของทรัพย์สินต่าง ๆ โดยหนึ่งในทรัพย์สินที่น่าจะพบความเสียหายอันดับต้น ๆ จากน้ำท่วมก็คือ “รถยนต์” ที่จมน้ำติดต่อกันหลายวัน ซึ่งการดูแลรถยนต์หลังถูกน้ำท่วมก็มีคำแนะนำจาก เฟซบุ๊กขับขี่ปลอดภัย by DLT ของ กรมการขนส่งทางบก ได้ให้ไว้เพื่อเป็น “คู่มือดูแลรถหลังน้ำท่วมเบื้องต้น” ผ่าน 3 หัวข้อสำคัญไว้ ได้แก่

ห้ามสตาร์ทรถโดยเด็ดขาด การพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์ของรถที่ถูกน้ำท่วมนั้น อาจทำให้น้ำเข้าสู่ระบบไฟฟ้า จนทำให้ลัดวงจรได้ และทำให้เครื่องยนต์เสียหายหนักมากยิ่งขึ้น

ตรวจสอบความเสียหาย และให้ติดต่อกับ บ.ประกันภัย เพื่อแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับระดับน้ำที่เข้าไปภายในรถ และถ่ายรูปภายใน-ภายนอกรถไว้เพื่อเป็นหลักฐาน

ติดต่อบริการเคลื่อนย้ายรถ (รถสไลด์ รถยก รถลาก) เพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการหรืออู่ซ่อม โดยหลีกเลี่ยงการสตาร์ทรถและเคลื่อนย้ายรถด้วยตนเอง

เมื่อรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมถึงมือช่างหรือศูนย์บริการแล้ว จะมีขั้นตอนโดยสังเขป ดังนี้ คือ 1.ช่างจะตรวจประเมินความเสียหาย และตรวจสอบระบบต่าง ๆ เพื่อดูว่ามีน้ำเข้าถึงส่วนใดบ้าง 2.ช่างจะถ่ายของเหลวทุกชนิด เนื่องจากน้ำอาจปนเปื้อนและทำให้ระบบเสียหายได้ เช่น เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ และน้ำมันอื่น ๆ 3.ทำการซ่อมแซมระบบต่าง ๆ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด อาทิ แบตเตอรี่และสายไฟต่าง ๆ 4.ทำความสะอาดภายในรถ เช่น พรม เบาะที่นั่ง ส่วนประกอบภายในที่เปียกน้ำ เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อราและกลิ่นเหม็น

ขณะที่ เจ้าของรถ จะมีสิ่งที่ต้องปฏิบัติ หลังรถได้รับการซ่อมแล้ว ดังนี้ 1.ทดสอบรถหลังซ่อมแซม เช่น ตรวจสอบการทำงานของระบบไฟฟ้า ระบบเบรก ระบบปรับอากาศ ระบบต่าง ๆ และควรทดลองขับ เพื่อที่หากพบปัญหาจะได้แจ้งกลับศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมทันที 2.วางแผนการบำรุงรักษาในระยะยาว เนื่องจากรถที่ถูกน้ำท่วมอาจเกิดปัญหาในอนาคตได้ จึงควรวางแผนการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้การซ่อมรถที่ถูกน้ำท่วมทั้งคัน ก่อนจะตัดสินใจจะซ่อมแซมหรือไม่นั้น ควรพูดคุยปรึกษากับศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมรถก่อนว่าการซ่อมที่เกิดขึ้นคุ้มค่ากับการใช้งานต่อหรือไม่ หรือจะมีทางเลือกที่ดีกว่า.

(ข้อมูล : เฟซบุ๊กขับขี่ปลอดภัย by DLT)