ทั้งนี้ การเสด็จสู่สวรรคาลัยของ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ยังมาซึ่งความโศกเศร้าอาลัยยิ่งของปวงไทย ซึ่ง ณ ที่นี้ขอสะท้อน “เสียงจากหัวใจพสกนิกรไทย” ที่เป็นบางส่วนของแกนนำกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มอาชีพชุมชน ที่ต่างน้อมสำนึกในพระเมตตา “สมเด็จแม่แห่งปวงไทย”

“อิ๋ม-สุรีรัตน์ สิงห์รักษ์” ผู้ก่อตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนลองเลย ซึ่งเธอได้พลิกฟื้นเขาหัวโล้นในบ้านเกิดของเธอที่ จ.เลย ให้ฟื้นคืนมาเป็นผืนป่า ได้เผยความรู้สึกไว้ว่า… หลังได้ทราบข่าว “สมเด็จพระพันปีหลวง” สวรรคต รู้สึกตกใจและใจหายมาก นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของคนไทย ที่รวมถึงตัวเธอ ซึ่งเธอนั้นก็ได้รับรู้เรื่องราวพระราชกรณียกิจ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” และ “สมเด็จพระพันปีหลวง” มาโดยตลอดโดยพระราชดำรัสของสมเด็จพระพันปีหลวงที่ตราตรึงในใจเธอคือพระราชดำรัสที่ทรงเคยรับสั่งด้านการอนุรักษ์ป่า ที่ตัวเธอเองได้น้อมนำมาใช้เป็นแนวทางในการพลิกฟื้นป่าบ้านเกิดของเธอ

อิ๋ม-สุรีรัตน์ สิงห์รักษ์

พระองค์ทรงเคยรับสั่งเรื่องป่าว่าขอให้คงสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ไว้ ขอให้รักษาป่าที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ไว้ให้ได้ อย่าให้ถูกทำลาย ถ้าป่าไหนทรุดโทรมก็ขอให้ช่วยกันฟื้นฟูกลับมา ซึ่งพระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญกับเรื่องป่าและน้ำมาก เพราะเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตราษฎร” …ผู้ก่อตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนลองเลย จ.เลย กล่าว

และ อิ๋มสุรีรัตน์ ยังเล่าเรื่องราวของตัวเธอให้ฟังว่า เธอเป็น นักเรียนทุนในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งการที่ตัวเธอได้รับพระมหากรุณาธิคุณไม่เพียงแค่พลิกชีวิตเธอจากเด็กชายขอบคนหนึ่งให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา แต่ยังทำให้เธอได้สัมผัสถึง “พลังของการให้” จนเธอเองเกิดแรงบันดาลใจอยากเป็นผู้ให้บ้าง โดยแรงบันดาลใจนี้เองที่ทำให้เธอตัดสินใจเปลี่ยนแปลงทางเดินชีวิต

อิ๋มตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพฯ มุ่งหน้ากลับบ้าน โดยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานโครงการของกรมสมเด็จพระเทพฯ เพื่อตามความฝันของตัวเอง นั่นคือการเปลี่ยนภูเขาหัวโล้นให้เป็นภูเขาต้นไม้ เพื่อจะให้ป่าผืนนี้สร้างรายได้ให้คนในชุมชน โดยใช้แนวคิดจากโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ที่มุ่งเน้นฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธารไปพร้อมกับการสร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านร่วมฟื้นฟู เพื่อให้มีรายได้อย่างยั่งยืนจากป่าที่สร้างขึ้น” …เธอพูดถึงจุดเปลี่ยนสำคัญหลังตัดสินใจกลับสู่บ้านเกิดและเดินตามรอยตามแนวพระราชดำริด้วยการฟื้นฟูป่าพื้นที่บ้านเกิด

อิ๋ม-สุรีรัตน์ กับการปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า

ทั้งนี้ อิ๋มยังบอกอีกว่าการที่ได้ร่วม “โครงการสร้างป่า สร้างรายได้” ทำให้เธอได้ซึมซับคำสอนของ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ที่เป็นเหมือน “พรวิเศษในชีวิต” โดยแนวพระราชดำริที่ทรงมอบให้แก่ประชาชนไทยทุกคนนั้น เป็น “เข็มทิศชีวิตที่ดีที่สุด” แล้ว เพียงน้อมนำทำตามแนวทางที่พระองค์ทรงมอบให้ และถ่ายทอดต่อ ๆ ไปให้ได้มากที่สุด ชีวิตก็จะดีขึ้น

รู้สึกใจหาย แต่ก็รู้สึกว่าท่านทรงกลับขึ้นสวรรค์ไปหาพ่อหลวงแล้ว หลังจากนี้อิ๋มก็จะยังน้อมนำพระราชดำริของทั้งสองพระองค์ไปถ่ายทอดต่อให้คนอื่น ๆ ได้รับรู้และปฏิบัติตาม ซึ่อิ๋มมองว่าพระราชกรณียกิจและพระราชดำริของพระองค์เปรียบดั่งเป็นพรสุดวิเศษที่ใครก็ไม่ควรเก็บไว้คนเดียว แต่ควรเผยแพร่ให้คนอื่น ๆ ต่อ ๆ ไป เพื่อให้ทุกคนได้รับพรวิเศษนี้ด้วยกัน อิ๋มเชื่อว่าพรวิเศษที่พระองค์ทรงมอบให้คนไทยนี้จะช่วยให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น”…เป็น “เสียงหัวใจน้อมอาลัย” ของ อิ๋มสุรีรัตน์ สิงห์รักษ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนลองเลย

สำเริง โกติรัมย์

และอีกหนึ่ง “เสียงจากหัวใจของพสกนิกรไทย” ที่เป็นบางส่วนของแกนนำกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มอาชีพชุมชน คือเสียงของ สำเริง โกติรัมย์ ประธาน กลุ่มทอผ้าไหมบ้านสนวนนอก จ.บุรีรัมย์ ที่บอกว่า รู้สึกตกใจมากหลังได้ทราบข่าวการสวรรคตของ “สมเด็จแม่แห่งแผ่นดินไทย” ซึ่งตนเองและชาวบ้านที่นี่ทุก ๆ คนต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งพระองค์ทรงเป็น “พระมารดาแห่งไหมไทย” โดยทรงมีพระเมตตาพลิกฟื้นและส่งเสริมอาชีพการทอผ้าไหม จนทำให้ชาวบ้านมีรายได้และภาคภูมิใจในการทำอาชีพทอผ้าไหม

พอทราบข่าวการสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวง ก็รู้สึกเศร้าเสียใจมาก ทรงเปรียบเสมือนแม่ผู้ให้กำเนิดชีวิตผ้าไทยให้ฟื้นคืนกลับมา ทรงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ในการอนุรักษ์สืบสานงานศิลปหัตถกรรมไทยให้อยู่คู่แผ่นดินไทย ทรงส่งเสริมพัฒนางานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ทำให้ผ้าไหมผ้าทอไทยมีคุณค่าและเป็นที่รู้จักทั่วโลก”…สำเริง ประธานกลุ่มทอผ้าไหมบ้านสนวนนอก จ.บุรีรัมย์ กล่าว และก็ยังได้เล่าว่า ในอดีตชาวบ้านในชุมชนนี้มีอาชีพหลักคือทำไร่ ทำนา และมีอาชีพเสริมคือปลูกหม่อนเลี้ยงไหม กับทอผ้า ซึ่งปัจจุบันอาชีพเสริมได้กลายเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้ให้คนในชุมชนนี้แล้ว โดยอาชีพทอผ้าของชุมชนที่นี่เกิดขึ้นมาจากภูมิปัญญาบรรพบุรุษที่สั่งสมกันมาหลายชั่วอายุคน และได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ที่นี่คือ “ผ้าหางกระรอกโบราณ” สำหรับใช้นุ่งในงานมงคลต่าง ๆ และก็ได้มีการพัฒนาต่อยอดมาเป็น “ผ้าหางกระรอกคู่ตีนแดง” จนเป็นผ้าเอกลักษณ์ของ จ.บุรีรัมย์ อีกด้วย

สำเริง บอกอีกว่า การทอผ้าไหมของชุมชนที่นี่เกิดจากการสืบทอดภูมิปัญญาของปู่ย่าตายาย ดังนั้นเดิมการทอก็จะเป็นแบบชาวบ้านทั่วไป และเป็นที่รู้จักเฉพาะกลุ่มเล็ก ๆ จนเมื่อได้รับการสนับสนุนจากทาง อบต. ที่ได้สนับสนุนเครื่องมือกับอุปกรณ์การทอผ้าต่าง ๆ ให้กับกลุ่มฯ เช่น เครื่องกรอ เครื่องกี่ เครื่องม้วน เครื่องเดินเส้น รวมถึงสนับสนุนให้สมาชิกของกลุ่มฯ ได้ไปอบรมการใช้เครื่องมือ ทำให้ทอผ้าได้เร็วขึ้น ซึ่งเมื่อทอได้เร็วขึ้นก็ผลิตได้เยอะขึ้น ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยสำเริงกล่าวอีกว่า ด้วยพระบารมี “สมเด็จพระพันปีหลวง” ที่ทรงส่งเสริมสนับสนุนอาชีพทอผ้า ทำให้มีหน่วยงานต่าง ๆ สนใจเข้ามาสนับสนุนการทอผ้ามากขึ้น ทำให้ชาวบ้านมีโอกาส มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สำเริง และสมาชิกกลุ่มทอผ้าไหม โชว์ผลงาน

ทั้งนี้ สำเริงยังเล่า “เรื่องที่ปลาบปลื้มที่สุดในชีวิต” ว่า คือตอนที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จ.บุรีรัมย์ ติดดวงตราผ้าไหม “ตรานกยูงพระราชทาน ชนิดนกยูงสีน้ำเงิน”ให้ทางกลุ่มฯ

พระองค์ทรงพลิกฟื้นภูมิปัญญาการทอผ้าไหมให้มีคุณค่าและมีชื่อเสียงทั่วโลก สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ความภูมิใจ ให้ชุมชน ผ้าไหมทำให้ชีวิตคนในชุมชนบ้านสนวนนอกดีขึ้น ซึ่งด้วยความซาบซึ้งในพระเมตตา เราทุกคนที่ชุมชนนี้ได้ตั้งปณิธานเอาไว้ว่าจะร่วมสืบสานการทอผ้าไหมนี้ต่อไป เพื่อให้ผ้าไทยยังคงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป”…ทาง สำเริง โกติรัมย์ ประธานกลุ่มทอผ้าไหมบ้านสนวนนอก จ.บุรีรัมย์ กล่าว

…เหล่านี้เป็น “เสียงหัวใจน้อมอาลัย” ต่อการที่ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสู่สวรรคาลัย” ซึ่งแกนนำและสมาชิกของทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าวต่างก็น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ “สมเด็จแม่แห่งแผ่นดินไทย” และได้มีการตั้งปณิธานแน่วแน่มุ่งมั่นว่าจะขอ “สืบสานต่อยอดแนวพระราชดำริ” ในการอนุรักษ์ป่าไม้และแหล่งน้ำ และการอนุรักษ์สืบสานการทอผ้าไหมและผ้าไทย ให้ยั่งยืนตราบนานเท่านาน ทั้งนี้ก็เพื่อ…“น้อมถวายสมเด็จแม่แห่งปวงไทย”.

ปวงไทยผาสุกด้วยพระราชปณิธาน

ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการ “ส่งเสริมศิลปาชีพหัตถกรรมพื้นบ้าน” อย่างต่อเนื่องยาวนาน ด้วย ทรงมีพระราชปณิธานที่จะอนุรักษ์สืบสานงานศิลปหัตถกรรมไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทย และพระองค์ ทรงมีพระเมตตาผลักดันให้สินค้าชุมชน ผลิตภัณฑ์พื้นบ้านของไทย กลายเป็นสินค้าที่มีคุณค่า และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วโลก โดยหนึ่งในนั้น คือการที่ ทรงส่งเสริมการทอผ้าไหม จนทำให้ผ้าไหมไทยโด่งดังและเป็นที่ชื่นชมของผู้คนทั่วโลก ขณะที่พระราชกรณียกิจอีกหนึ่งด้านที่สำคัญคือ ทรงมีพระราชปณิธานมุ่งมั่นมาตลอดในการอนุรักษ์ป่าไม้เพื่อเป็นแหล่งต้นน้ำให้ประชาชน ผ่านโครงการต่าง ๆ ทั้งที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระองค์ท่านเอง และโครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนโครงการตามพระราชดำริของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” โดยที่ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายสำคัญคือเพื่อให้ปวงไทยผาสุก.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์