ช่วงนี้วงสนทนาไหนๆ ต้องมีเรื่องกฎหมายใหม่ที่เพิ่งออกมาแบบเงียบๆ แต่เสียงดัง สร้างความกังวล และวุ่นวายมากอย่าง พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่มีผลใช้ตั้งแต่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา แม้ว่ารัฐมนตรีสาธารณสุขจะเหมือนใจดี ผ่อนผันไป 6 เดือน ช่วงนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชน 15 วัน ก่อนประกาศลงราชกิจจานุเบกษาและเริ่มใช้ได้ในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้

หัวใจสำคัญที่เป็นประเด็นถกเถียงคือ “เวลาต้องห้าม” ห้ามขายห้ามดื่ม นั่นคือ เที่ยงคืนถึง 11 โมงเช้า และช่วงบ่ายอย่าง บ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น (14.00 น. – 17.00 น.) ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและการทำธุรกิจไปหมด จนสมาคมผู้ประกอบการและภาคการท่องเที่ยวต้องออกมาโวยวายกันยกใหญ่ เพราะมันคือการ “ตัดแขนตัดขา” ทางเศรษฐกิจชัดๆ

เรียกว่าร้านอาหารเดือดร้อนกันทั่วหน้าตั้งแต่ร้านใหญ่ๆ ไปจนถึงร้านลาบส้มตำเล็กๆ อย่างที่เห็นผู้ประกอบการพ่อค้าแม่ค้าออกมาโวยวายกัน และจี้ให้ “ผู้มีอำนาจ” ยกเลิกหรือเอากลับไปทบทวนใหม่ โดยเฉพาะในยามเศรษฐกิจฝืดเคือง กฎหมายแบบนี้เหมือนจะออกมาซ้ำเติมกันเข้าไปอีก

ไม่ใช่ผับ บาร์ ร้านอาหารนะครับ “สนามกอล์ฟ” และบรรดาคนที่ไปตีกอล์ฟพักผ่อนก็เดือดร้อนไปด้วย คนตีกอล์ฟส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ ผู้บริหาร หรือคนมีฐานะ เล่นมาตั้งแต่เช้า ตากแดด ตีจนเหงื่อท่วม พอเล่นเสร็จราวๆ บ่ายโมงบ่ายสองก็จะรวมตัวกันที่คลับเฮาส์ หิ้วเหล้าหิ้วไวน์มานั่งดื่มกิน สังสรรค์ พักผ่อนกัน นี่คือช่วงเวลาคลายเครียด ได้พูดคุยธุรกิจ ได้ กระชับความสัมพันธ์ และเป็นช่องทางสำคัญสร้างเครือข่าย ….ช่วงเวลามัน “ชนเปรี้ยง” เข้ากับเวลาต้องห้ามดื่มตามกฎหมายใหม่พอดี คือ 14.00 น. – 17.00 น.

พอมีกฎหมายนี้ออกมา คนเล่นกอล์ฟเดือดร้อน คนมีฐานะเหล่านี้ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่เดือดร้อนเรื่อง “คุณภาพชีวิต” และ “พื้นที่ส่วนตัว” ในการพักผ่อนและทำธุรกิจหลังเกม การผ่อนคลายที่ควรจะได้กลับถูกกฎหมายมาจำกัด

สนามกอล์ฟก็เดือดร้อนแน่ เพราะสนามกอล์ฟก็มีรายได้จากการขายอาหารและเครื่องดื่มในคลับเฮาส์ด้วย หลังเกมจบ ลองคิดดูว่า ถ้านักกอล์ฟรู้ว่าเล่นเสร็จแล้วจะมานั่งดื่มกินสังสรรค์ไม่ได้ พวกเขาก็อาจจะเลือกไปเล่นที่อื่น หรือไปรวมกลุ่มที่บ้านแทน ซึ่งจะทำให้รายได้สนามกอล์ฟหายไปมหาศาล และส่งผลกระทบต่อธุรกิจ

การผ่อนผันและเปิดรับฟังความเห็น ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงว่ารัฐบาลยังเปิดใจรับฟัง แต่คำถามคือ  “การรับฟัง” ครั้งนี้จะทำให้เกิดการแก้ไขที่ตรงจุดหรือไม่?

การห้ามขายและดื่มในช่วงเวลาเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะ “ควบคุม” สังคมไทยให้เป็นไปตามอุดมคติของคนบางกลุ่ม โดยที่ไม่ได้มองถึง ความหลากหลายของวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว เลย

ถ้าเป้าหมายคือการลดอุบัติเหตุ หรือการป้องกันเยาวชน ก็ควรใช้มาตรการที่เจาะจง เช่น การควบคุมความเข้มงวดในการตรวจวัดแอลกอฮอล์หลังขับขี่ การลงโทษหนักกับพวกเมาแล้วขับ การลงโทษผู้ขายที่ขายให้เยาวชนอย่างจริงจัง ไม่ใช่การเหมาเข่งห้ามทุกคน

ถ้ากฎหมายนี้ออกมาบังคับใช้  มันไม่ได้กระทบแค่ร้านค้า ผับ บาร์ ร้านอาหาร หรือสนามกอล์ฟ แต่มันกระทบถึงภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และยังทำลายพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนไทยที่มีกำลังซื้อและเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไหนจะชาวต่างชาติที่มาเล่นกอล์ฟบ้านเราอีก

หวังว่ารัฐบาลจะยอมรับฟังความคิดเห็นในมุมเหล่านี้ด้วย ไม่ใช่แค่ฟังในมุมสุขภาพอย่างเดียว และกล้าที่จะปรับเปลี่ยนกฎหมายให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมและเศรษฐกิจ  ไม่ใช่แค่ซื้อเวลา แล้วกลับมาตีกรอบจำกัดกันใหม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง กฎหมายฉบับนี้คงเป็นได้แค่ “ตัวขัดขวาง” ไม่ใช่ “เครื่องมือพัฒนา” ที่เราคาดหวังจากรัฐบาล!!

———————

คนเถรตรง