ทั้งนี้ “ภัยน้ำภัยฝุ่น” นั้น…แม้มองรวม ๆ เมื่อเกิดที่ใดก็เป็นปัญหาที่คนที่นั่นเผชิญเหมือน ๆ กัน แต่จริง ๆ แล้ว “ผลกระทบที่แต่ละคนได้รับอาจไม่เท่ากัน” ซึ่งกรณีนี้ก็ชี้ย้ำ “ช่องว่างเหลื่อมล้ำยังบาดลึก”

โฟกัส “ปัญหาฝุ่น” เพียงอย่างเดียว ยังไม่ต้องรวม “ปัญหาน้ำ” ก็สะท้อนให้เห็นถึง “มิติความเหลื่อมล้ำ” ได้อย่างชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้ถูกสะท้อนไว้ผ่านมุมมองของ วรเทพ พูลสวัสดิ์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม และ ผศ.ดร.ณัฏฐา ฐานีพานิชสกุล นักวิชาการวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เคยฉายภาพไว้ว่า… เมื่อพิจารณาร่วมกับปัญหาน้ำท่วมก็จะพบว่าคือ “วิกฤติ” คู่ขนาน ที่ “ประชากรรายได้น้อย” กลายเป็น “กลุ่มเปราะบางที่สำคัญ” ในสังคมไทย ที่…

แทบจะ “ทุกฤดูภัยทุกวิกฤติ” ที่เกิด

คนกลุ่มนี้ “แบกรับผลกระทบที่หนัก!!”

กับภาพสะท้อน “มิติความเหลื่อมล้ำ” กรณี กลุ่มประชากรรายได้น้อยต้องแบกรับผลกระทบหนักจากภัยพิบัติ โดยที่ยึดโยงภัยฝุ่นพิษ ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะพลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูล-สะท้อนย้ำ ณ ที่นี้… วรเทพ พูลสวัสดิ์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ได้ฉายภาพไว้ผ่านทางบทความ “ฝุ่นพิษภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม” ที่เผยแพร่ทาง เว็บไซต์เดอะประชากร.คอม ของ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในเดือน เม.ย. 2564 โดยชี้ไว้ว่า… “ฝุ่น PM 2.5” ที่คนในสังคมไทยเผชิญอยู่ ประชากรรายได้น้อยเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุด โดยมีสาเหตุจากการที่ ประชากรผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถที่จะป้องกันตัวเองจากวิกฤติฝุ่นได้ดีเท่ากับคนกลุ่มอื่น ๆและนี่ก็ทำให้…

เกิด “ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ”

ทางนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมท่านเดิมได้ชี้-ได้ขยายความไว้ในบทความดังกล่าวอีกว่า… เมื่อพิจารณาจาก “บริบททางด้านอาชีพ” ของประชากรกลุ่มนี้ ที่ส่งผล “ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบทางด้านสุขภาพมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ” ประเด็นสำคัญนั้นมีว่า… บริบทด้านอาชีพของกลุ่มประชากรผู้มีรายได้น้อย คนกลุ่มนี้ล้วน อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูงทางด้านสุขภาพ เนื่องจากกิจกรรมในชีวิตประจำวันการประกอบอาชีพ ของคนกลุ่มนี้ ที่ มักต้องอยู่กลางแจ้งทำให้มีโอกาสที่จะต้องรับฝุ่น PM 2.5 เข้าสู่ร่างกายปริมาณมากจึงมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่ทำงานในอาคาร

นอกจากนั้น ยัง เกิดปัญหาจากการที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ป้องกัน รวมถึง มีปัญหาจากการเข้าไม่ถึงอุปกรณ์ป้องกันที่มีคุณภาพดี เนื่องจากรายได้ที่น้อย ซึ่งเรื่องนี้เป็นภาพสะท้อน “ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ”

ในขณะที่มิติ “ความเหลื่อมล้ำทางสิ่งแวดล้อม” นักวิชาการท่านเดิมก็ได้สะท้อนไว้ว่า… ปัญหาจากฝุ่น PM 2.5 ก็ฉายภาพ “ช่องว่าง” ในมิตินี้ด้วย เนื่องจาก พื้นที่อยู่อาศัย และสถานที่ทำงาน ที่มีสิ่งแวดล้อมเหมาะสม มีอากาศที่บริสุทธิ์ และเป็นมิตรต่อสุขภาพ มีมูลค่าและราคาที่ต้องจ่ายสูง กลุ่มผู้มีรายได้น้อยจึงไม่อาจเข้าถึงได้ ทั้งที่ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่คนในสังคมควรได้รับอย่างเท่าเทียม …นี่เป็นอีกปัญหา…ความเหลื่อมล้ำทางสิ่งแวดล้อมนี่ก็อีกมิติ

นักวิชาการท่านเดิมระบุไว้ต่อไปว่า… ภายใต้บริบทสังคมโลกและสังคมไทยปัจจุบัน ที่เมืองต่าง ๆ มีการขยายตัวสูงและรวดเร็ว แม้ภาครัฐจะพยายามมีนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ความเป็นจริงก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้เท่าทันสภาพแวดล้อมเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญหลายนโยบายก็มีความขัดแย้งสวนทางกับนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวเนื่องจากยังต้องมีการสนับสนุนการเติบโตด้านเศรษฐกิจของเมือง ซึ่งสะท้อนจากการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่จำนวนมาก ที่ย่อมส่งผลต่อพื้นที่สีเขียว ลดพื้นที่สีเขียว ที่อาจ มีนัยสำคัญต่อปัญหาฝุ่นพิษที่รุนแรงมากขึ้น ดังที่เห็น ๆ กัน

จุดร่วมที่มีเหมือนกันของประชากรทุกกลุ่มก็คือ มองเรื่องนี้เป็นปัญหาเหมือนกัน เพียงแต่การลดความเสี่ยงนั้นไม่สามารถทำได้เท่าเทียมกันทุกกลุ่ม อันเนื่องมาจากฐานะทางเศรษฐกิจแต่ละครัวเรือน ซึ่งกลุ่มที่มีฐานะเศรษฐกิจต่ำกว่าจะเผชิญผลกระทบมากกว่า และถ้าไม่มีมาตรการมารองรับช่วยเหลือ ผลกระทบก็อาจยิ่งมากขึ้น”

ทั้งนี้ ภาพสะท้อนข้างต้นนี้ก็สอดคล้องกับสิ่งที่ได้ถูกสะท้อนไว้ในเวทีเสวนาหัวข้อ “มลพิษอากาศ : ปัจจัยกำหนดสุขภาพผ่านโครงสร้างทางสังคม” ที่จัดขึ้นเมื่อเดือน ธ.ค. 2564 ซึ่งนำเสนอไว้โดย ผศ.ดร.ณัฏฐา ฐานีพานิชสกุล นักวิชาการ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ชี้ว่า… ความแตกต่างทางโครงสร้างของสังคมไทย เช่นฐานะ คุณภาพที่อยู่อาศัย พื้นที่อาศัย การเข้าถึงพื้นที่สีเขียว ส่งผลต่อการเพิ่มหรือลดโอกาสรับสัมผัสมลพิษ ซึ่ง…

เมื่อพูดถึงโครงสร้างสังคม ประเด็นที่เลี่ยงไม่ได้คือความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพราะชี้วัดว่ามีโอกาสจะสัมผัสมลพิษมากน้อยอย่างไร และรับมือมลพิษได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งคนรายได้น้อยมักจะเข้าไม่ถึงหน้ากากที่มีคุณภาพ หรือไม่สามารถซื้อเครื่องฟอกอากาศได้ จึงต้องทำใจยอมรับผลกระทบมากกว่า” …นักวิชาการท่านนี้ชี้ไว้

สรุปก็คือทั้ง “ภัยน้ำ” รวมถึง “ภัยฝุ่น”

ในไทยยุคนี้ก็ “ยังฉายภาพยังชี้ย้ำ”

ทุกข์เหลื่อมล้ำ” ยัง “รวมถึงสู้ภัย”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์