ทั้งนี้ เรื่อง “โกหก” นั้นเมื่อเกิดกรณี “โป๊ะแตกอื้ออึง” ก็มักตามมาด้วย “ปุจฉาเซ็งแซ่” ประมาณว่า “ทำไมโกหก?” และ“มีเทคนิคอะไรที่จะใช้จับโกหก?”ซึ่งกับปุจฉาข้อหลังนั้น…
ที่จริงก็ “มีเคล็ดลับการจับโกหก”…
มีข้อมูล “คำแนะนำในทางจิตวิทยา”

ผศ.ดร.ทิพย์นภา หวนสุริยา
เกี่ยวกับ “วิสัชนา-คำตอบ” ของ “ปุจฉา-คำถาม” ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะพลิกแฟ้มสะท้อนต่อ-สะท้อนย้ำ… มีข้อมูลน่าสนใจจากที่ ผศ.ดร.ทิพย์นภา หวนสุริยา อาจารย์ แขนงวิชาจิตวิทยาสังคมพื้นฐานและประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยแนะนำไว้ผ่าน รายการ “จิตวิทยาเพื่อคุณ” คลื่นวิทยุจุฬาฯ FM 101.5 MHz เกี่ยวกับ “เคล็ดลับจับโกหก” โดยระบุไว้ว่า… ในต่างประเทศมีนักจิตวิทยาร่วมกันตั้งคำถามถึง “การโกหก” ไว้ว่า… เกิดได้บ่อยแค่ไหน? ซึ่งเพื่อจะค้นหาคำตอบจึงมีการศึกษาวิจัยโดยให้ผู้เข้าร่วมวิจัยจดบันทึกประจำวันอย่างละเอียด และก็มีผลที่พบว่า คนทั่วไปมักพูดโกหกเฉลี่ยวันละ 1-2 ครั้ง ซึ่งสะท้อนว่า ทุกวันคนเรามีโอกาสจะเจอคำโกหกทั้งจากผู้อื่น รวมถึงตัวเองที่พูดโกหก
แล้ว… “ทำไมคนเราต้องพูดโกหก?” กับคำถามนี้ ผศ.ดร.ทิพย์นภา อธิบายไว้ว่า… “เหตุผลการโกหก” มีตั้งแต่การทำ เพื่อผลประโยชน์ เพื่อความสะดวกสบายของตัวเอง หรือ เพื่อปกปิดการกระทำ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ เช่น การกระทำที่ผิดศีลธรรม ผิดจริยธรรม อย่างไรก็ตาม ก็ยังพบความน่าสนใจจากเรื่องนี้ด้วยว่า… บ่อยครั้งการโกหกที่เกิดขึ้นนั้นก็มีเป้าหมาย เพื่อปกป้องจิตใจ ทั้งตนเอง และผู้อื่น จากความเจ็บปวด ความขัดแย้ง รวมถึงความไม่ลงรอยกัน ขณะที่ บางคนก็อาจเล่าเรื่องโกหกเพื่อจะทำให้ตนดูดีในสายตาคนอื่น ให้ดูโก้หรู ดูเก่งกว่าความจริง เพื่อให้รู้สึกดีกับตนเองชั่วคราว
ทางอาจารย์แขนงวิชาจิตวิทยาสังคมพื้นฐานและประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยระบุไว้อีกว่า… การโกหกเป็นพฤติกรรมที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในคนที่ทำความผิดร้ายแรง ที่จะ โกหกเพื่อจะเอาตัวรอดจากการสืบสวนสอบสวนหากแต่ การโกหกเกิดขึ้นได้รอบตัวเรา สามารถที่จะ เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน จากปากคนรอบข้างที่เราสนทนาด้วย ดังนั้น บางครั้งเราเองก็จึงจำเป็น หรือ ต้องรู้ “วิธีจับโกหก” เอาไว้บ้าง เพื่อที่จะได้นำมา ใช้จับสัญญาณ หรือ ใช้สังเกตเบาะแส เมื่อเกิดสงสัยคู่สนทนา หรือเกิดสงสัยว่า… คนที่กำลังพูดอยู่กับเรานั้นกำลังโกหกอยู่หรือไม่??
ทั้งนี้ วิธีที่ใช้ได้ก็คือ…วิธีแรก…“จับโกหกจากสัญญาณพฤติกรรม” เช่น สัญญาณด้านอารมณ์ความรู้สึก โดยเมื่อคนเราพูดโกหก มักจะรู้สึกกลัวการถูกจับได้ หรืออาจละอายใจที่ต้องพูดโกหก ทำให้การแสดงอารมณ์และความรู้สึกจะไม่ตรงกับอารมณ์ความรู้สึกจริง ส่งผลให้มักจะ มีร่องรอยอารมณ์ที่ซ่อนอยู่รั่วไหลออกมา ผ่านทางสีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติที่ยากจะควบคุมให้แนบเนียนได้ โดยการสังเกตนั้นสามารถจะดูจาก “การพูด” ว่าคน ๆ นั้น… พูดด้วยน้ำเสียงสูงกว่าปกติ พูดเร็วและดังกว่าปกติ พูดติดขัดหรือพูดผิดบ่อย ๆหรือไม่??? โดยสัญญาณบ่งชี้ว่าโกหกดังกล่าวนี้ จะยิ่งชัดเจน หากเป็นเรื่องเสี่ยง และผู้พูดรู้สึกว่าถูกจับตามองอยู่ …นี่เป็น “สัญญาณโกหก” กรณี “กลัวถูกจับได้”

ส่วนกรณีที่ “รู้สึกละอายใจ” นั้น ทาง ผศ.ดร.ทิพย์นภา ระบุไว้ว่า… สัญญาณต่าง ๆ มักจะแสดงออกมาผ่านการ พูดด้วยน้ำเสียงต่ำกว่าปกติ พูดช้า สีหน้าเศร้า ชอบเหลือบตามองลงต่ำบ่อย ๆ ขณะที่กรณีเป็นการโกหกเพื่อ “ซ่อนความรู้สึกที่แท้จริง” เอาไว้ สัญญาณมักจะแสดงออกมาให้เห็นเฉพาะช่วงแรกเท่านั้น ซึ่งเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติเมื่อต้องเผชิญความขัดแย้งระหว่างการแสดงอารมณ์ความรู้สึก 2 อย่าง ที่หากสังเกตพบว่า…คู่สนทนา มีสีหน้าแวบแรกขัดแย้งกับสีหน้าและคำพูดที่แสดงต่อ ๆ มา นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคน ๆ นั้นกำลังโกหก หรือกำลังปิดบังความรู้สึกที่แท้จริง เอาไว้
วิธีถัดมา… “จับโกหกจากสัญญาณกระบวนการทางปัญญา” หรือพูดง่าย ๆ คือ จับโกหกจากสัญญาณที่บ่งบอกว่าผู้พูดต้องใช้ความคิดมากกว่าปกติ หรือมากกว่าที่จำเป็น เทียบกับที่ต้องใช้ในเวลาที่พูดความจริง ซึ่งกรณีนี้สะท้อนว่า…การพูดเรื่องโกหกต้องใช้ความพยายามทางปัญญามากกว่าการพูดความจริง เนื่องจากพูดสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง จึงต้องใช้ความคิดอย่างมากในการสร้างเรื่องราว นอกจากนั้น ผู้พูดโกหกยังต้องพยายามควบคุมสีหน้าท่าทางให้ดูสมจริงเป็นธรรมชาติ เพื่อไม่ให้มีพิรุธ จึงมัก มีกิริยาท่าทางที่แสดงถึงการใช้ความพยายามมากกว่าปกติ เช่น ตอบคำถามช้าผิดปกติ ลังเลในการพูดหรือเคลื่อนไหวร่างกาย ใช้มือประกอบการพูดน้อยลงกว่าปกติ …นี่ก็เป็นวิธีที่ใช้เป็น “เคล็ดลับจับโกหก” ได้
นอกจากนั้น ผศ.ดร.ทิพย์นภา หวนสุริยา ยังให้ข้อมูลผ่านรายการ “จิตวิทยาเพื่อคุณ” ไว้อีกวิธีด้วย นั่นก็คือ “จับโกหกจากลักษณะของเรื่องราวและคำพูด”กล่าวคือ… เรื่องราวที่เป็นเรื่องโกหก ถ้าไม่มีโอกาสเตรียมตัวซักซ้อมมาก่อน เรื่องที่เล่าจะไม่ค่อยราบรื่น หรือ มีแต่ข้อมูลพื้น ๆ ไม่มีรายละเอียด ให้ข้อมูลคลุมเครือ ซึ่งที่เป็นเช่นนี้…เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง หรือไม่ได้เกิดจากประสบการณ์จริง จึงไม่สามารถนึกถึงรายละเอียดที่จำเพาะเจาะจงได้ ขณะที่ ถ้าเตรียมตัวมาดีเกินไป เรื่องที่เล่าก็จะเหมือนซ้อมหรือท่องมา หรือเล่าเรื่องราบรื่นเกินไป จนไม่น่าเชื่อ …นี่ก็“วิธีจับโกหก” เช่นกัน
“จับโกหก” ยิ่งเป็น “ทักษะสำคัญยุคนี้”
ก็ “อาจต้องใช้แม้แต่กับเพื่อนที่รัก!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



