ถึงแม้คำทั้งสองจะดูคล้ายกัน แต่ความเป็นจริงมีความแตกต่างชัดเจน ทั้งในแง่วัตถุประสงค์และระยะเวลา โดยอ้างอิงตามคำอธิบายของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (UNHCR) และองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM)ดังนี้

ศูนย์พักพิง (Temporary Shelter) จัดตั้งขึ้นรองรับผู้ประสบภัย หรือผู้อพยพเคลื่อนย้ายที่อยู่จากพื้นที่อันตรายไปยังพื้นที่ปลอดภัยในระยะเวลาสั้น ๆ หรือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติ โดยมักจะใช้สถานที่สาธารณะที่มีอยู่แล้วเป็นการชั่วคราว อาทิ โรงเรียน วัด อาคารของรัฐ หรือหอประชุม เพื่อเป็นสถานที่พักพิงที่ปลอดภัยและให้ความช่วยเหลือด้านปัจจัยพื้นฐาน เช่น อาหาร น้ำ การรักษาพยาบาลเบื้องต้น

ศูนย์อพยพ (Refugee Camp) มักจะใช้ในบริบทของการรองรับผู้ลี้ภัย หรือผู้หนีภัยสงครามที่ข้ามพรมแดนมา ที่จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือในระยะยาว ทั้งการจัดหาที่พักพิงที่มั่นคงและให้ความคุ้มครองตามหลักมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยให้ความช่วยเหลือครอบคลุมไปถึงปัจจัยพื้นฐานและบริการที่จำเป็น เช่น การศึกษา การสาธารณสุข การส่งเสริมอาชีพ เนื่องจากเป็นผู้หนีภัยที่ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศเดิมได้อย่างปลอดภัย

สำหรับประเทศไทย ส่วนกิจการชายแดนและผู้อพยพ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ไขข้อสงสัยว่า เหตุใดเราจึงมักได้ยินคำว่า “พื้นที่พักพิงชั่วคราว” แทนคำว่า “ศูนย์อพยพ” เพราะเป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 และพิธีสารฯ ค.ศ. 1967 ดังนั้น ในทางกฎหมายและการปฏิบัติของไทย จึงเลี่ยงการใช้คำว่า “ผู้ลี้ภัย” และใช้คำว่า “ผู้หนีภัยการสู้รบ” แทน.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์

(ข้อมูล : สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (UNHCR), องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM), ส่วนกิจการชายแดนและผู้อพยพ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย)