ทั้งนี้ ในโอกาสที่ใกล้จะก้าวผ่านปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่ “ทีมวิถีชีวิต” ก็ได้พลิกแฟ้มประมวลบางส่วนของ “วิถีชีวิตสาวเด่น-สาวดัง ปี 2568” มาสะท้อนย้ำโดยสังเขป…โดยเน้นที่ “วิธีคิดที่น่าคิด” ลองมาพินิจกัน…

ลูกไม้-รัฐวรรณญา ภู่ทอง

สิ่งที่อยากทำที่สุดคือ อยากส่งความสุขผ่านผลงานของเรา เพราะอยากให้ทุกคนที่ได้ชมผลงานรู้สึกผ่อนคลาย หายเครียด ซึ่งจะยิ่งดีถ้ารู้ว่าภาพวาดของเราช่วยคนอื่น ช่วยให้มีกำลังใจและมีความสุขได้” …นี่เป็นสียงของ “ลูกไม้-รัฐวรรณญา ภู่ทอง” ศิลปินสาวคนสวยนักวาดรูป ที่มีแฟนคลับติดตามล้นหลาม โดยลูกไม้เล่าเส้นทางชีวิตก่อนจะมาเป็นศิลปินวาดรูปว่า… เริ่มจากเป็น นักแสดง ละครในช่องยูทูบ จากนั้นมีโอกาสเข้าไปเป็นนักแสดงอิสระของช่อง 7 และจากนั้นก็ได้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดงกับบริษัทหนึ่ง และได้ร่วมเป็น หุ้นส่วนผลิตละครสั้น เพื่อลง TikTok ช่อง “@lmrp9” ที่ในปัจจุบันมีผู้ติดตามประมาณ 2.8 ล้านฟอลโลเวอร์ ส่วนเส้นทางการเป็น ศิลปินนักวาดรูป นั้นเริ่มต้นจากวันหนึ่งไปนั่งคาเฟ่ ซึ่งที่คาเฟ่นั้นมีกิจกรรมให้ลูกค้าวาดรูปและระบายสี เธอก็เลยลองร่วมกิจกรรมดู พอทำเสร็จก็นำผลงานไปโพสต์โชว์ลงอินสตาแกรม ปรากฏว่ามีคนถูกใจและเข้ามาชื่นชม ทำให้รู้สึกดีมาก แต่นอกเหนือจากความรู้สึกดีที่มีคนชมภาพของเธอแล้ว เธอยังพบว่าการวาดรูปทำให้มีความสุขและมีสมาธิด้วย และถึงแม้จะยังไม่ค่อยมีทักษะ เพราะไม่เคยเรียนวาดรูปมาก่อน แต่เธอก็พยายามพัฒนาฝีมือและหาเอกลักษณ์ของตัวเอง จนพบแนวทางว่าเธอชอบวาดแนวจักรวาล และเน้นใช้สีน้ำเงินเป็นหลัก

ต่อมาหลังจากมีโอกาสได้เข้าเรียนหลักสูตรพุทธศิลป์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่ทาง .เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ สร้างขึ้น เธอก็คิดว่าจะตั้งใจเป็นศิลปินวาดรูปแบบจริงจัง ทำให้หลังจากนั้นจึงเดินบนเส้นทางนี้มาตลอด โดย “ลูกไม้รัฐวรรณญา” บอกเล่าถึงการ “ไม่ติดอยู่ในกรอบชีวิตเดิม ๆ” และตัดสินใจมาเป็นศิลปินวาดรูปแบบจริงจังว่า…ตัดสินใจมาเป็นศิลปินวาดรูปจริงจัง เพราะการวาดรูปทำให้มีสมาธิ มีความสุข”

น้ำหวาน-สิริลักษณ์ นวลชื่น

สนุกกับทุก ๆ บทบาทที่ทำ แต่ถ้าถามว่าชอบและรักอะไรที่สุด ก็คงเป็นอาชีพครู” …นี่เป็นเสียงใส ๆ ของ “น้ำหวานสิริลักษณ์ นวลชื่น” ที่บอกเล่าไว้ถึงความคิดของเธอโดยคุณครูสาวคนสวยรายนี้ยังบอกว่า เธอนั้นสนุกและเต็มที่กับทุกบทบาท ไม่ว่าจะการเป็น คุณครูของเด็ก ๆ รวมถึงการเป็น อินฟลูเอนเซอร์สาว และเป็น ทูตการท่องเที่ยวและกีฬา จ.สุราษฎร์ธานีซึ่งเธอเล่าถึงเหตุผลการเลือกเป็นครูว่า… ที่ตัดสินใจเลือกเรียนครูวิชาคณิตศาสตร์ เนื่องจากคุณแม่อยากให้รับราชการ โดยให้เลือกระหว่างเป็นพยาบาลกับครู โดยเธอเลือกอาชีพครู เพราะชอบสอนเด็กมากกว่าดูแลคนป่วย ที่สำคัญเธอยังมองว่าอาชีพครูทำให้เธอมีเวลาดูแลพ่อแม่ได้ และเหตุผลที่เลือกเป็นครูคณิตศาสตร์ ก็เพราะชอบตัวเลขมากกว่าตัวหนังสือ ส่วนอาชีพอินฟลูเอนเซอร์นั้น เธอเริ่มจากถ่ายคลิปลง TikTok เล่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคลิปเล่นกับเด็ก ๆ ในโรงเรียน และไลฟ์สไตล์ตัวเอง ซึ่งหลังลงคลิปไปปรากฏมีคนเข้ามาดูและติดตามเธอเยอะขึ้น ก็เลยเป็นอินฟลูเอนเซอร์มาเรื่อย ๆ

สำหรับการเป็น ทูตการท่องเที่ยวและกีฬา จ.สุราษฎร์ธานีนั้นเธอเริ่มจากไปประกวดเวที มิสทัวริซึมเวิลด์ไทยแลนด์ (Miss Tourism World Thailand) ซึ่งก็ไม่ได้คิดหวังมากถึงขั้นว่าตัวเธอจะได้รับเลือก แต่ปรากฏได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ ก็รู้สึกดีใจและภูมิใจ ซึ่งการ “ออกจากกรอบชีวิตเดิม ๆ” ทำให้ได้เปิดโลกใบใหม่ ได้ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำหลายอย่าง ทำให้ได้รู้จักคนมากมาย และทำให้มีคนรู้จักเธอมากขึ้นด้วย โดย “น้ำหวานสิริลักษณ์” บอกย้ำว่า… มีความสุขกับทุกบทบาทที่ได้ลองทำ แต่การได้สอนหนังสือเด็กเป็นสิ่งที่มีความสุขที่สุด เพราะเราเองก็วาดปณิธานเอาไว้ด้วยว่าอยากทำให้ตัวเองเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเด็ก ๆ”

พิม-กมลชนก ศรีบุญยวง

งูมันหน้าตาน่ารัก แม้บางคนจะพูดว่างูมันไม่ได้รู้สึกผูกพันเหมือนเลี้ยงหมาเลี้ยงแมว หรือสัตว์อื่น ๆ แต่สำหรับเราแล้ว แค่ได้เลี้ยง แค่ได้เล่น เท่านี้ก็สุขแล้ว” …นี่เป็นความรู้สึกที่ “พิมกมลชนก ศรีบุญยวง” อินฟลูเอนเซอร์สาวดีกรี เรียนจบหมอ ที่หลงใหลงู จนยอมทิ้งเสื้อกาวน์เดินเข้าสู่ “โลกของคนรักงู” เต็มตัว ซึ่งเธอเล่าว่า เรียนจบสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แต่ตัดสินใจเลือกจะไม่เป็นหมอ!! โดยเลือกไปเรียนต่อปริญญาโทสาขาหลักสูตรการสอน คณะศึกษาศาสตร์ และมาเป็น ครูวิชาชีววิทยาแทน เพราะชอบสอนเด็ก ๆ ส่วนจุดเริ่มต้นที่ “หลงใหลงู” นั้น พิมบอกว่า ชอบงูมาตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะมองว่าน่ารัก ซึ่งตอนเด็กนึกว่าเลี้ยงไม่ได้พราะผิดกฎหมาย จนเมื่อโตขึ้นก็เริ่มศึกษาจนพบว่ามีงูหลายสายพันธุ์ที่เลี้ยงได้ แต่ด้วยความที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ชอบงู ทำให้ยังไม่ได้เลี้ยงตอนนั้น จนเรียนจบมหาวิทยาลัยก็มีโอกาสรู้จักกับเพื่อนที่เลี้ยงงูอยู่ และได้งูมาลองเลี้ยง 1 ตัว ทำให้มีข้ออ้างการนำงูเข้าบ้าน โดยอ้างว่าเพื่อนฝากเลี้ยง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ได้ห้าม และหลังจากที่ทดลองเลี้ยงก็ทำให้ยิ่งหลงรักงูมากขึ้น จนอยากมีงูเป็นของตัวเองบ้าง จึงเริ่มเก็บเงิน จนคุณป้าเห็นว่าเธอชอบและตั้งใจจริงก็เลยให้เงินมาซื้อ ทำให้เธอมีงูตัวแรกเป็นของตัวเองเป็นสายพันธ์ “งูบอลไพธอน” โดยเธอตั้งชื่อว่า “น้องเจได”

สาวรักงูคนนี้บอกอีกว่า หลังเลี้ยงงูตัวแรกได้ 2-3 ปี ก็เริ่มอยากได้เพิ่ม จึงค่อย ๆ ทยอยซื้อเพิ่ม จนปัจจุบันมีงูที่เลี้ยงอยู่ประมาณ 10 ตัว และก็รู้สึกว่าไม่อยากเลี้ยงเพิ่มแล้ว เพราะกลัวไม่มีเวลาดูแล ส่วนการมาเป็น อินฟลูเอนเซอร์ เต็มตัว และเปิดเฟซบุ๊ก “ไอ้ต้าวงู้ยยย” นั้น เธอบอกว่า ตั้งใจทำไว้อวดงูที่เธอเลี้ยงให้คนอื่น ๆ ได้ชม และอยากให้คนได้เห็นมุมน่ารักของงู จนหลังจากเพจที่ทำโตขึ้น ก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา รวมทั้งยังได้รับเชิญไปเป็นวิทยากร ทำให้เริ่มไปเบียดเวลาการเป็นครู ก็กลัวว่าจะสอนเด็กได้ไม่เต็มที่ จึงทำให้ต้องตัดสินใจเลือกมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์แบบเต็มตัว แต่ก็ไม่ได้ทิ้งการสอนหนังสือไปเลย โดยยังรับเป็นติวเตอร์สอนวิชาชีววิทยาควบคู่ไปด้วย ส่วนฝันต่อไปนั้น “พิมกมลชนก” อีกหนึ่งสาวที่ “ไม่ติดอยู่ในกรอบชีวิตเดิม ๆ” เธอบอกไว้ว่า… ฝันเอาไว้ว่าสักวันหนึ่งอยากจะก้าวขึ้นเป็นผู้จัดงานสัตว์แปลกบ้าง”

เฟิร์น-อรกัญญา จารย์ลี

ไม่เคยมีภาพในหัวเลยว่าจะต้องมาเลี้ยงควาย” …นี่เป็นเสียงจาก “เฟิร์นอรกัญญา จารย์ลี” สาวสวยคนรุ่นใหม่ ดีกรีปริญญาโท ที่พลิกผันชีวิตมาเป็น สาวเลี้ยงควายสวยเฉี่ยว ที่เป็นเจ้าของ “ควายเผือกใหญ่ยักษ์” ที่ชื่อ “น้องออมสิน” ที่มีดีกรีเป็นถึง “แชมป์ควายงาม” โดยเฟิร์นเล่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผันชีวิตมาเป็น “เกษตรกรเลี้ยงควาย” ว่า จริง ๆ มีความฝันและวางแผนชีวิตไว้ว่าหลังจบปริญญาโท จะสมัครงานเป็นแอร์โฮสเตส แต่ชีวิตก็ไม่ได้เป็นไปตามแผน เนื่องจากหลังเรียนจบก็มาเจอโควิด-19 พอดี และด้วยความที่คุณพ่อเป็นห่วงจึงตามให้กลับมาอยู่บ้านที่ไทย ซึ่งหลังกลับมาก็ได้งานเป็น พนักงานบริษัท แห่งหนึ่ง กับ ทำธุรกิจส่วนตัว ควบคู่ไปด้วย ซึ่งชีวิตตอนนั้นก็เป็นแบบสาวรุ่นใหม่ทั่วไป ใช้ชีวิตแบบคนเมือง จนถึงจุดพลิกผัน คุณพ่อเสียชีวิตกะทันหัน ทำให้เธอต้อง ดูแลควายของครอบครัวต่อจากพ่อ โดยเธอเล่าว่า จริง ๆ ตอนแรกคุณแม่ไม่ได้อยากให้เข้ามาดูแล เพราะมองว่าเราเป็นคนที่ใช้ชีวิตในเมืองมาตลอด และไม่มีประสบการณ์เลี้ยงควาย จึงกลัวเธอจะดูแลควายไม่ได้ กลัวทำไม่ไหว แต่เธอได้ยืนยันหนักแน่นว่าอยากลองดู กับเชื่อว่าทำได้

พอถึงเวลาต้องทำจริง ๆ ปรากฏเข้าไปในคอกควายครั้งแรกเธอเหม็นขี้ควายมาก!! แต่พอได้คลุกคลีมากขึ้น เธอก็ “หลงรักควาย” หลงเสน่ห์ของสัตว์ชนิดนี้ จนตอนนี้ทั้งอาบน้ำให้ควาย ตักขี้ควาย เธอทำได้ทุกอย่าง ซึ่งการที่มาเป็นสาวเลี้ยงควายชีวิตของเธอก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะทุกวันนี้เธอต้องรีบตื่นนอน อาบน้ำ แล้วรีบออกมาเข้าคอก หลังปล่อยควายออกจากคอกเสร็จ ก็ต้องรีบทำความสะอาดคอกด้วยการตักขี้ควาย หรือไม่ก็ไปอาบน้ำควาย จากนั้นก็ต้อนควายเข้าคอก และให้อาหารควาย โดยต้องทำแบบนี้ทุกวัน ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเลี้ยงควายเป็นงานที่เหนื่อยมาก แถมสกปรก แต่เธอเองเมื่อ “ออกจากกรอบสาวเมืองมาเป็นสาวเลี้ยงควาย” ก็พบว่า “สบายกว่าที่คิด”เมื่อเทียบกับหลาย ๆ งาน ทั้งนี้ “เฟิร์นอรกัญญา” เธอบอกว่า… ที่สำคัญเรามาค้นพบทีหลังว่าอาชีพเลี้ยงควายนี้เครียดและกดดันน้อยกว่างานอื่น แถมมีเวลาอยู่กับครอบครัวได้มากขึ้นด้วย”

ซินดี้-เพ็ญพรรณฆ์ ศักดิ์ธนบดี

ชอบคอสเพลย์เพราะชอบดูการ์ตูนอนิเมะ และที่ตัดสินใจเลือกเรียนสาขาการแพทย์ฉุกเฉินก็เพราะรู้สึกสนใจคนที่ทำอาชีพนี้ หลังจากดูซีรีส์เรื่องหนึ่งที่ตัวละครมีอาชีพเป็นนักฉุกเฉินการแพทย์” …นี่เป็นเสียงของ “ซินดี้เพ็ญพรรณฆ์ ศักดิ์ธนบดี” หรือที่ชาวคอสเพลย์เยอร์รู้จักในชื่อ cinzhan” โดยเธอเล่าถึงเส้นทางการเป็น คอสเพลย์เยอร์ คู่กับการเป็น นักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ ว่า เรื่องแต่งคอสเพลย์เธอเริ่มแต่งตั้งแต่ชั้น ม.5-ม.6 แล้ว ด้วยความที่ชอบดูการ์ตูนอนิเมะ และชอบเล่นเกม แล้วทางโรงเรียนก็มีกิจกรรมประกวดแต่งคอสเพลย์ เธอก็เลยลองเข้าประกวด ซึ่งเธอก็พบว่าสนุกมาก ก็เลยแต่งเป็นงานอดิเรกเมื่อมีเวลาว่าง จนจบมหาวิทยาลัยก็ยังคงแต่งอยู่ตลอด แต่ต่อมางานอดิเรกได้กลายมาเป็นอาชีพสร้างรายได้จากการที่ขายเซกิ (รูปโพลารอยด์พร้อมลายเซ็น กับรูปโฟโต้เซ็ท) ให้แฟนคลับของเธอ ซึ่งรายได้จากการขายรูป เธอจะใช้เป็นทุนไปเช่าชุดตัวละครใหม่ ๆ มาใส่คอสเพลย์ต่อ

ส่วนจุดเริ่มต้นอาชีพ นักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ นั้น เธอเล่าว่า จริง ๆ แม้จะสนใจ แต่ก็ อยากเรียนสถาปัตย์ แต่คุณแม่ให้ลองยื่นพอร์ตโฟลิโอที่สาขาวิชาแพทย์ฉุกเฉิน ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ก็เลยตามใจคุณแม่ โดยไม่คิดว่าจะได้ แต่ปรากฏเธอได้รับคัดเลือก และหลังได้เรียนก็ยิ่งทำให้หลงใหลวิชาชีพนี้มากขึ้น เพราะเธอมองว่าคนจะทำงานนี้ได้ต้องมีความเด็ดขาด ต้องตัดสินใจได้ดี จึงเป็นอาชีพที่น่าตื่นเต้นดี แถมยังได้ช่วยเหลือชีวิตคนอีกด้วย ซึ่ง “ซินดี้เพ็ญพรรณฆ์” อีกหนึ่งสาวที่ “ชีวิตไม่ยึดติดอยู่แค่ในกรอบเดียว” เธอบอกว่า… “ตั้งใจไว้ว่าจะทุ่มเทให้งานนักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์เป็นงานหลัก ส่วนคอสเพลย์ก็คงทำเป็นงานอดิเรก เพราะทิ้งไม่ได้เช่นกัน แต่ก็คงจะลดลง ซึ่งส่วนตัวคิดว่าทำ 2 งานนี้ไปพร้อมกันได้ ขอแค่บาลานซ์ให้ดี ๆ”

…และนี่ก็เป็นบางส่วนของ “วิถีชีวิตสาวเด่น-สาวดัง ปี 2568”ที่ “ทีมวิถีชีวิต” ประมวลสรุปมานำเสนอ โดยเน้นส่วนที่เป็น “วิธีคิด” ดังที่สะท้อนมา ที่ก็อาจเป็น “แนวทางการใช้ชีวิต”ให้สาว ๆ คนอื่น ๆ ได้ ทั้งนี้ สาวคนไหน “คิดจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต” บางที “ปีใหม่ 2569 ที่ใกล้จะมาถึงก็อาจเป็นฤกษ์ดีเดย์” ซึ่งวิธีคิดที่ได้สะท้อนมานี้ก็อาจเป็น “กรณีศึกษา” ได้…“วิธีคิด…ชีวิตไม่ติดอยู่ในกรอบ”.

ทีมวิถีชีวิต : รายงาน