ท่ามกลางโลกที่ยังร้อนระอุจากสงคราม ราคาพลังงานที่ไม่มีทีท่าจะลดลงพุ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว และค่าครองชีพที่ไล่บี้ชีวิตคนทำงานทุกวัน สิ่งที่ประชาชนรอคอย ไม่ใช่คำอธิบายยืดยาว แต่คือ “การลงมือทำ” และประชาชนจะใช้ชีวิตให้อยู่รอดจากวิกฤติครั้งนี้ได้อย่างไร
ล่าสุด “นายกฯหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เรียกทีมเศรษฐกิจหารือที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข็นโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ให้ทันเส้นตาย 1 มิถุนายนนี้
รัฐบาลสีน้ำเงิน จึงต้องเร่งเดินเครื่อง ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ถาโถมทั้งจากราคาพลังงานและกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ เตรียมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ “บิ๊กล็อต” จึงต้องออกพ.ร.ก.กูเงิน ก้อนใหญ่ 5 แสนล้านบาท

ซึ่งไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วไป แต่คือ เดิมพันสำคัญต่อทิศทางการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว
ทว่า ภาพที่ปรากฏในทำเนียบรัฐบาลกลับสวนทาง การประชุมทีมเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 30 เม.ย. ถูกวางเป็นหมากสำคัญ เพื่อคลอดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ตั้งเป้าเริ่ม 1 มิ.ย.นี้ ฟังเผิน ๆ เหมือนความหวังกำลังจะมา แต่เมื่อเปิดรายละเอียดกลับพบว่านี่อาจไม่ใช่การแก้ปัญหา หากเป็นเพียงการ “ซื้อเวลา”
ภาพของการประชุมทีมเศรษฐกิจที่รวมศูนย์อำนาจตัดสินใจไว้ครบทุกกลไก สะท้อนความพยายาม “ล็อกเป้า” ให้การใช้เงินเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ภายใต้โจทย์สำคัญที่รัฐบาลย้ำซ้ำ คือ ต้องไม่ให้เงินกลายเป็น “เบี้ยหัวแตก” แบบในอดีต
หากแต่ต้องหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมผ่านมาตรการอย่างคนละครึ่งพลัสและการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งตั้งเป้าครอบคลุมประชาชนหลายสิบล้านคน

อย่างไรก็ตาม แม้แนวคิดจะดูมีทิศทาง แต่คำถามเชิงโครงสร้างยังคงค้างคาเงินจะสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจได้จริง หรือเพียงไหลผ่านมือประชาชนแล้วจางหายไปพร้อมงบประมาณ
เพราะในอีกด้าน ตัวเลขผู้พึ่งพามาตรการรัฐที่ยังมีอยู่ในระดับสูง กลับสะท้อนความเปราะบางของฐานเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน ยิ่งเมื่อช่องว่างทางการคลังเริ่มปรากฏจากข้อจำกัดงบประมาณและความจำเป็นต้องกู้เพิ่ม ยิ่งทำให้โครงการนี้ไม่ใช่แค่การ “อัดฉีด” แต่คือการ “ซื้อเวลา” ด้วยภาระในอนาคต
ดังนั้น แก่นแท้ของความสำเร็จจึงไม่ได้อยู่ที่การกู้เงินมากเพียงใด แต่อยู่ที่รัฐบาลจะสามารถใช้เงินนั้นได้ “ตรงเป้า” มากแค่ไหน เพราะดังคำที่ว่า “เงินกู้จะไม่ใช่ปัญหา หากมันสร้างอนาคตได้ แต่จะกลายเป็นภาระทันที หากมันซื้อได้เพียงความหวังชั่วคราว”
และเมื่ออีกด้านหนึ่งของรัฐบาลกำลังเร่งผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ เมกะโปรเจกต์ที่ถูกวาดภาพว่า เป็นอนาคตใหม่ของประเทศ แต่เสียงคัดค้านก็ดังไม่แพ้กัน
นักวิชาการตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ชาวบ้านกังวลเรื่องที่ดินและวิถีชีวิต

งานนี้พรรคกล้าธรรมขอโชว์สกิลฝ่ายค้าน โดย น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์ สส.ภูเก็ต พรรคกล้าธรรม ตั้งกระทู้ถามสดในสภา ถามความชัดเจนจาก “นายกฯหนู” ที่ขุดโครงการแลนด์บริดจ์ขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่ เหตุใดรัฐบาลจึงเร่งผลักดันทั้งที่ไม่มีในคำแถลงนโยบาย ขณะที่การแก้ปัญหาวิกฤติอื่นยังไม่เป็นรูปธรรม พร้อมขอให้ชี้แจงความคุ้มค่าหลังพบข้อมูลขัดแย้งระหว่างผลการศึกษาจากศูนย์บริการวิชาการจุฬาลงกรณ์ ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ระบุว่าโครงการ 30 ปีไม่สามารถคืนทุนได้ มีค่าผลตอบแทนที่คาดว่าเราจะได้จากการลงทุน (NPV) และผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) ติดลบ แต่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กลับระบุว่าจะคืนทุนได้ภายใน 24 ปีและมีค่า NPV เป็นบวก จึงขอทราบที่มาของตัวเลข การดึงส่วนแบ่งจากช่องแคบมะละกา
ท่ามกลางเสียงกังขาและแรงเสียดทานทางการเมือง รัฐบาลเลือกเดินเกมรุกด้วยการส่ง “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” ขึ้นชี้แจงแทนนายกรัฐมนตรี ต่อประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ พร้อมย้ำเหตุผลสำคัญว่า “จังหวะเวลานี้คือโอกาส” เมื่อช่องแคบมะละกากำลังมุ่งสู่ภาวะแออัดในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า หากโครงการเกิดขึ้นจริง ไทยจะสามารถย่นระยะเวลาการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามันได้อย่างมีนัยสำคัญ ถึงขั้นลดเวลาการเดินเรืออ้อมช่องแคบมะละกาได้ราว 5 วัน จากเดิมที่เคยเป็นคอขวดของการค้าโลก
ขณะที่ข้อมูลด้านความคุ้มค่าการลงทุนซึ่งเคยเป็นจุดอ่อน เมื่อครั้งสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ประเมิน FIRR ติดลบ วันนี้กลับพลิกเป็นบวก สะท้อนความพยายาม “รีแบรนด์ความเชื่อมั่น” ของโครงการ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังต้องแบกโจทย์หนักทั้งการจัดทำรายงาน EHIA ให้ครบถ้วน และการสื่อสารกับประชาชนใน 4 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งจะกลายเป็นพื้นที่หัวใจของระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ในอนาคต
ขณะเดียวกัน ประเด็นอ่อนไหวอย่างการถือครองที่ดินของต่างชาติและสัมปทานระยะยาว 50 ปี ถูกหยิบยกขึ้นมาสร้างความเชื่อมั่น โดยย้ำว่ามีกรอบควบคุมและเงื่อนไขชัดเจน พร้อมตั้งกองทุนพัฒนาพื้นที่เพื่อให้ผลประโยชน์ตกถึงชุมชน
ทว่าในมุมวิเคราะห์ โครงการนี้ยังคงเป็น “ดาบสองคม” ระหว่างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล กับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ต้องบริหารอย่างรอบคอบ เพราะท้ายที่สุดแล้ว “เมกะโปรเจกต์จะไม่ถูกตัดสินจากมูลค่าการลงทุน แต่จะถูกจดจำจากผลกระทบที่มันทิ้งไว้”
ซึ่งฝ่ายค้านมองว่านี่คือ “โครงการขายฝัน” ที่เสี่ยงซ้ำรอยความล้มเหลวในอดีตภาพจึงออกมาน่าฉงน รัฐบาลกำลังจะกู้เงินเพื่อ “ช่วยคนตัวเล็ก” แต่ขณะเดียวกันกลับเดินหน้าโครงการยักษ์ที่คนตัวเล็กอาจต้องเป็นฝ่ายเสียสละ

ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจยังไม่คลี่คลาย ดราม่าภาคเกษตรก็ปะทุขึ้นจากกรณี “ทุเรียน” เมื่อซูปเปอร์จี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ถูกถล่มในโลกออนไลน์อย่างหนัก เสียงวิจารณ์พุ่งเป้าไปที่ภาพลักษณ์มากกว่าผลงาน
“ขยันสร้างคอนเท้น แต่แก้ปัญหาจริงไม่ได้” นี่ คือ ประโยคที่สะท้อนความอึดอัดของชาวสวน ที่กลัวปัญหาราคาผันผวน ระบบรับซื้อสะดุด และการส่งออกที่ไม่ราบรื่น กลายเป็นแรงกดดันที่ระเบิดออกมา เพราะต้องแบกรับต้นทุนทุกวัน
แม้เจ้าตัว “ซูปเปอร์จี” จะออกมาชี้แจง เปิดเกมรุกไลฟ์ ขายทุเรียนออนไลน์ เพราะมองถึงแผนระยะยาว ไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง จึงต้องการสร้างความต้องการซื้อก่อนผลผลิต ออกตลาดเดือนพ.ค.-มิ.ย.นี้ เป็นแนวทางหนึ่งในมาตรการบริหารจัดการเชิงรุก เพื่อกระจายผลผลิตล่วงหน้า และลดความเสี่ยงภาวะผลผลิตกระจุกตัว และช่วยพยุงเสถียรภาพด้านราคา ดีกว่าการรอให้เกิดภาวะล้นตลาดแล้วมาใช้มาตรการแก้ไขภายหลัง
ต้องจับตาดูหลังจากนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์เจ้าแม่การตลาด “ซูปเปอร์จี” จะสามารถเอาอยู่พาชาวสวนรวยออกจากฝันร้ายหรือได้เปล่า หรือต้องนอนผวาหวั่นราคาตกไปเรื่อยๆดับฝันความรวยชาวสวน แทนที่จะเข้ามาแก้ปัญหากลับพาซวยซ้ำหนักเข้าไปอีก
หันมาฟาก “พรรคเพื่อไทย” ที่ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.เกษตรและสหกรณ์ ต้องเจอพายุทรอนาโดจากรณีการโยกย้าย “ราเชน ศิลปะรายะ” จากเก้าอี้อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ไปนั่งตบยุงในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง จนแปรสภาพเป็น “สมรภูมิความจริง” ระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำ ที่ต่างฝ่ายต่างงัดเหตุผลขึ้นมาปะทะกันอย่างดุเดือด
โดยเสียงสะท้อนจาก “ราเชน” และกระแสข่าวในสังคม กลับพยายาม “ผูกเรื่อง” ให้โยงเข้ากับอำนาจแทรกแซงเชิงผลประโยชน์อย่างมีนัยยะโดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่มีหลานชาย “สุริยะ”เข้าไปเกี่ยวโยงเรื่องการของบจัดซ่อมเครื่องบิน และยิ่งเมื่อมีข้อมูลปล่อยข่าวในกระทรวงหลุดออกมาเป็นระยะจะมีการย้ายล้างบางคนจากพรรคกล้าธรรม

ฝั่งเจ้ากระทรวงอย่าง “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ยืนกรานหนักแน่น ว่า นี่คือการปรับเพื่อประสิทธิภาพ ปัดข้อครหาทั้งเรื่องเส้นสายและผลประโยชน์ส่วนตัว พร้อมย้อนศรกลับไปตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการทำงานของตัวบุคคล ไม่ได้เกี่ยวอะไรที่สนองฝ่ายการเมืองไม่ได้ ไม่ได้ไปบีบอะไร หากการชี้แจงของ “ราเชน”เป็นเท็จ ตนถือว่าได้รับความเสียหายหลังจากตนแถลงครั้งนี้แล้วยังไม่หยุดจะดำเนินการฟ้องคดีและถ้าหากเห็นว่า ไม่เป็นธรรมก็สามารถฟ้องดำเนินคดีกับตนได้
ต้องจับตาดูว่า “พรรคเพื่อไทย” จะเดินต่อไปในกระทรวงเกษตรอย่างราบรื่นได้อย่างไร เพราะมีแต่เสือสิงห์ที่ถูกวางไว้รอบตัวก่อนหน้านี้แล้ว ความไม่ลงรอยครั้งนี้จะเป็นปัญหาความขัดแย้งจนทำให้การบริหารงานในส่วนของกระทรวงเกษตรที่เป็นหัวใจเกษตรกร ต้องสะดุดไปด้วยหรือไม่
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “ใครถูกใครผิด” แต่คือ การตัดสินใจครั้งนี้ทำเพื่อประสิทธิภาพ หรือเพื่อจัดระเบียบอำนาจกันแน่ เมื่อรวมกับแรงกดดันจากฝ่ายค้านที่เตรียมยื่นตรวจสอบต่อการทำหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) ในประเด็น “สองมาตรฐาน” ยิ่งทำให้บรรยากาศการเมืองตึงเครียด อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเดียวกันรัฐบาลกำลังเผชิญทั้งแรงกดดันจากภายนอกและแรงเสียดทานจากภายใน คำถามสำคัญจึงกลับมาที่จุดเดิม “ไทยช่วยไทยพลัส” จะเป็นจุดเปลี่ยน หรือเป็นเพียงฉากใหม่ของปัญหาเก่า
หากรัฐบาลยังเดินเกมช้า คิดมากกว่าทำ คำว่า “ไทยช่วยไทย” อาจไม่ต่างอะไรจากคำปลอบใจ และในวันที่ความอดทนของประชาชนใกล้ถึงขีดจำกัด นโยบายที่มาช้าอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป.
//////////////////



