ถือว่าการเมืองไทยเข้าสู่โหมด “เดิมพันสูง” อีกครั้ง เมื่อ “นายกฯหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีออกมาแถลง ถึงการที่รัฐบาลตัดสินใจออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ทำประเทศเกิดวิกฤติด้านพลังงาน และเพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ จึงเป็นเหตุผลจำเป็นเร่งด่วนทางเศรษฐกิจต้องออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

ล่าสุด “นายกฯหนู” ได้ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินเรียบร้อยแล้ว พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่า กำกับดูแลไม่ให้มีการใช้ผิดประเภท ทำเพื่อประโยชน์ประชาชนเท่านั้น จะไม่ให้มีการรั่วไหลใดๆเลย นายกฯและครม.จะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดไม่ให้หลุดไปแม้แต่สตางค์แดงเดียว ไม่ให้กระเด็นแม้แต่เก๊เดียว ทุกอย่างต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่มีเกี้ยเซียะ”
จำนวนเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งตามแผนงานที่ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ได้วางแผนไว้ คือ 2 แสนล้านบาทแรก เพื่อช่วยเหลือ บรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ จำนวน เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ และ อีก 2 แสนล้านบาท ก็เพื่อนำไปส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศ

“ดร.เอก-เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ที่ถูกวางตัวไว้ให้เป็น “นายแบกเศรษฐกิจ” ของประเทศ ชี้แจงว่า การกู้เงินของรัฐบาลภายใต้ร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน 4แสนล้านบาท คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 68.18% ของ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% โดยมีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส หากมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะนำเข้าชี้แจงในการประชุมสภาในวันที่ 14 พ.ค. 2569 ตั้งเป้าพิจารณาโครงการที่เสนอทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2569 และสามารถเบิกจ่ายเงินกู้ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570
เรื่องนี้กำลังจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ของรัฐบาลสีน้ำเงินที่ต้องรับศึกหนัก เพราะบรรดาพรรคฝ่ายค้านเห็นตรงกัน โดยเฉพาะพรรคส้ม “เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ” หัวหน้าพรรคประชาชน หลังประชุมครม.เงาแล้ว เห็นว่า รัฐบาลยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการออกพ.ร.ก.กู้เงิน อีกทั้งสิ่งที่รัฐบาลทำนั้น คือ การพยายามสอดไส้ตีเช็คเปล่ากู้เงิน 200,000 ล้านบาท เพราะยังไม่ได้เห็นไส้ใน ทั้งยังมีการมัดรวมกับก้อนเงินเยียวยาของประชาชนอีก

พรรคประชาชนจึงพร้อมใช้อำนาจนิติบัญญัติในการเข้าชื่อตามคำร้องที่พรรคประชาชน ของเป็นแกนหลักในการยกร่างยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่าการใช้อำนาจของรัฐบาลอาจเข้าข่ายใช้ช่องทางพ.ร.ก.เกินขอบเขตรัฐธรรมนูญ ซึ่ง“รัฐบาลสีน้ำเงิน”กำลัง “เอาความเดือดร้อนประชาชนมาเป็นเกราะกำบัง” ให้กับโครงการระยะยาวที่ยังไม่มีรายละเอียดรองรับ และอาจไม่เข้าเงื่อนไขความ “จำเป็นเร่งด่วน” ตามรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องให้ออก พ.ร.ก.ได้
ขณะที่อีกหนึ่งขุนพลพรรคส้ม “ไหม- ศิริกัญญา ตันสกุล” ชี้ว่า รัฐบาล“เยียวยาไม่ตรงเป้า” เพราะพูดมาตลอดว่าจะช่วย “กลุ่มเปราะบาง” แต่ตัวเลขผู้ได้รับสิทธิกลับขยายไปถึงระดับเกือบทั่วหน้า จนขอตั้งคำถามว่า ตกลงจะ “มุ่งเป้า” หรือ “หว่านแจก”

อีกทั้งซัด “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เมินกลไกสภา จนถูกมองว่าไม่มีความจริงใจ และยิ่งทำให้เสียคะแนนจากที่พรรคฝ่ายค้านได้ตั้งกระทู้ถามสด ซึ่งก็คาดหวังหวังว่า นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง มาตอบแทน แต่กลายเป็นว่าส่งเด็กรุ่นลูก อย่าง “ภราดร ปริศนานันทกุล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาตอบแทน ซึ่งการตั้งกระทู้ถามสด ไปหลายประเด็นแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไร

ประเด็นนี้ถือว่าอันตรายทางการเมืองหากการสื่อสารของรัฐบาลเลือกที่จะเล่นเกมการเมือง มากกว่าการจี้แจงรายละเอียดให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน และหากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณา จะทำให้คำถามเรื่อง “ความเร่งด่วน” และ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”
ส่งผลกระทบต่อรัฐบาล อาจทำโครงการพลัสต่างๆสะดุดหยุดลงหรือไม่ และส่งผลกระทบต่อความชอบธรรมของ “รัฐบาลสีน้ำเงิน”
นอกจากนี้“รัฐบาลสีน้ำเงิน”ยังมีประเด็นร้อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามันโครงการโปรเจกต์ยักษ์
เมื่อรัฐบาลเร่งเครื่องเข้าเกียร์ 5 เดินหน้าเต็มสูบ โดย “นายกฯหนู” ดัน “ดร.เอก-เอกนิติ ” นั่งประธานศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ให้กลับมาทบทวนใหม่ทั้งหมด ทั้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ความคุ้มค่าการลงทุน โลจิสติกส์ รวมถึงผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ ก่อนสรุปผลภายใน 90 วัน เพื่อให้ทันกับบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนเร็วแบบวันต่อวันแทน “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม เพราะต้นทุนทางสังคม ดีกว่า
เพราะ “โครงการแลนด์บริดจ์” เป็นเมกะโปรเจ็กต์มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ที่ “นายกฯหนู” วาดฝันให้คนไทยนอนกระดิกเท้ารอความรวย เพราะเป็นเมกะโปรเจกต์ สร้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจ และเปลี่ยนไทยเป็นฮับการขนส่งระดับโลก

แต่ความเป็นจริงคุ้มค่าแก่การลงทุนหรือไม่ แม้ “นายกฯหนู” บอกหากโครงการนี้สำเร็จ คือยุทธศาสตร์ใหม่ในการที่ประเทศพึงพาตัวเอง ไม่ต้องไปกินน้ำใต้ศอกใคร เพราะ ระยะทางของแลนด์บริดจ์กับช่องแคบมะละกา ก็ไม่ได้ต่างกันแบบพลิกเกมโลกได้
อีกทั้งผลสำรวจของ “นิด้าโพล” ก็สะท้อนชัดว่า คนใต้จำนวนมาก “เคยได้ยินแต่ยังเข้าใจเพียงเล็กน้อย” หวั่นถูกกลุ่มทุนเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ปั่นราคาที่ดินรวยกันไหมไหว เพราะโครงการนี้มีการผลัดดันกันอย่างผิดสังเกต
โครงการแลนด์บริดจ์กลายเป็น “วาระร้อน” ที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า คุ้มค่าจริง โปร่งใสจริง และไม่ใช่แค่การเปิดทางให้กลุ่มทุนบางกลุ่มได้ประโยชน์
ฝ่ายค้านอย่าง “พรรคประชาชน” ดาหน้ากันออกมาปูด โชว์ภาพฝ่ายค้านแบบปะฉะดะ เพราะฉะนั้น ถ้ารัฐบาลมีอะไร “ลับๆ ล่อๆ” มีดีลลับ โปรเจกต์แลนด์บริดจ์ นี่แหละ อาจกลายเป็นหลุมดำ ให้พรรคส้มฝังกลบรัฐบาลสีน้ำเงิน พลิกเกมการเมืองกลับมาเรียกศรัทธาให้ฟูขึ้นมาได้อีกครั้ง หลังกระแสแผ่วไม่ฟีเวอร์เหมือนเดิม

การที่พรรคส้มออกมาตั้งข้อสังเกต พุ่งเป้าไปที่ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ที่ประกาศชัด อยากเปิดประมูลให้ทันภายในปีนี้ พร้อมลงพื้นที่ “ชุมพร-ระนอง” วันที่ 8 พฤษภาคม เพื่อรับฟังความคิดเห็นประชาชน ท่ามกลางเสียงคัดค้าน จนต้องพับไปก่อนรอผลศึกษาของ “ดร.เอก”
ต้องจับตาดูว่า “ดร.เอก” จะเนรมิต ทาสีแลนด์บริดจ์ให้ออกมาได้หรือไม่อย่างไร หรือ “ดร.เอก” เป็นเพียงการจัดฉากซื้อเวลาให้เรื่องเงียบ แล้วทำกันอย่างเงียบๆ
สุดท้ายปลายทางของโครงการนี้ อาจไม่ได้มีแค่เรื่องโลจิสติกส์ แต่คือการ “ปั้นมูลค่าที่ดิน” ให้ใครบางกลุ่มหรือไม่
เพราะ“ลิซ่า” ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชนออกดักคอพร้อมแฉ ว่ามีการกว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่จากบริษัทนอมินี “อาม่า” รอรับโครงการ “แลนด์บริดจ์” พร้อมยุ “พิพัฒน์” ลงพื้นที่รับฟังประชาชนแถวอ่าวเคย จ.ระนองจะได้ชัดแจ้ง
ขณะที่“ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ ชวนประชาชนจับตา 2 เรื่องสำคัญ คือ ร่าง พ.ร.บ.SEC ที่หลายคนมองว่ามีโครงสร้างคล้าย พ.ร.บ.EEC และอาจซ้ำรอยปัญหาเดิม รวมถึงการจับตาว่า ครม.จะรีบดันกฎหมายนี้เข้าสภาหรือไม่

ล่าสุดภาคประชาชนล่า50,000 รายชื่อ “หยุด Landbridge” https://stop-sec.com/ โดยโครงการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมร่วมกับกลุ่มกรีนพีซ เปิดให้ลงชื่อ ต้องการ ภายใน 30 มิ.ย. 2569 โดยล่าสุดลงแล้ว 22,558 ชื่อ บุคคล 22,441 คน และองค์กร 117 องค์กร
นาทีนี้ต้องจับตาดูว่า “พรรคส้ม” ได้พิสูจน์ฝีมือฝ่ายค้าน สุดท้ายแล้วจะสามารถลากไส้ กลุ่มทุ่นหรือไอ้โม่ง เกี่ยวโยงผลประโยชน์ทางการเมืองได้หรือไม่ จะคืนฟอร์มคนรุ่นใหม่ให้บรรดาด้อมๆชื่นใจได้หรือไม่



