เจอ 2 ศึกหนักใหญ่ๆสำหรับคนไทยทั้งประเทศ ทั้งศึกความมั่นคงในการรักษาอธิปไตยของชาติและศึกเลือกตั้งที่ต้องอาศัยวิจารณญาณของคนไทยในการช่วยกันเปลี่ยนอนาคตประเทศ


โดยในศึกความมั่นคง ดูจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องยกนิ้วให้เหล่าทหารกล้า นักรบแนวหน้าที่ลุยสู้ศึกจนสามารถ ยึดคืนพื้นที่ที่เป็นอธิปไตยไทยได้เกือบหมด ทำเอาคนไทยใจฟูๆกันไปได้บ้าง และอยากให้ทหารลุยให้เสร็จสรรพเพื่อที่จะได้เข้าไปใช้ชีวิตที่เป็นปกติสุขเสียที

แต่แม้สงครามจะยังไม่สงบ แต่ด้วยฝีมือทหารไทย จึงทำให้ประเทศไทยมีแต้มต่อในศึกครั้งนี้ เช่นเดียวกันกับศึกเปลี่ยนอนาคตประเทศที่ “ค่ายสีน้ำเงิน” อย่างพรรคภูมิใจไทย วางกลยุทธ์ ได้แต้มต่อคู่แข่งไปหลายขุม “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินเกมยื่นยุบสภา หักเกม “พรรคประชาชน” ที่จ่อยืนซักฟอกเหตุแพ้ให้กับ “สว.สีน้ำเงิน” และ “พรรคภูมิใจไทย” ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ถือเป็นแต้มต่อของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่ดีกว่า คือ ความคึกคัก ที่มีกลุ่มบ้านใหญ่ตบเท้าเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรค มีทุกภาค ตามยุทธศาสตร์ของ “ครูใหญ่ค่ายเซาะกราว “เนวิน ชิดชอบ ที่มองเกมขาด และสงครามครั้งนี้ต้องโค่น “พรรคส้ม” ให้ได้จึงใช้วิธีแบ่งพื้นที่เลือกตั้งของบ้านใหญ่อย่างชัดเจน โดยแต่ละพื้นที่ไม่ต้องมาทับไลน์ เป็นคู่แข่งตัดแต้มกันเอง
เพราะเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาปัจจัยหลักที่ “พรรคอนาคตใหม่” และ “พรรคก้าวไกล” เกิดแลนด์สไลด์ได้ความสส.เกินเป้า เพราะบ้านใหญ่แข่งกันเอง ยังไม่รวมกับการเติมจุดขายจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยที่พยายามโชว์เรื่องเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาปากท้อง หวังซื้อใจประชาชนและยังมีเรื่องของเลือดรักชาติ ที่เป็นแต้มต่อที่น่าจะได้เปรียบที่สุดในเวลานี้

แต่ก็ยังมีจุดอ่อน คือ มีคดีที่ต้องจับตาหลายหลายเรื่องเช่นกัน ทั้งคดีเขากระโดง ฮั้วเลือกสว. และการปราบปรามทุนเทา แก๊งสแกมเมอร์ ที่ถูกมองว่าไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา
จ่อถูกงัดออกมาโจมตีในช่วงหาคะแนนเสียง ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวต่อ อาจทำให้ “อนุทิน” ไปไม่ถึงฝั่งฝันที่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีรอบ 2

เพราะการเมืองในประเทศไทย เน้นกระแสเป็นหลัก ซึ่งก็รู้ๆ กันว่า ตัวพ่อ ตัวแม่ของการสร้างกระแส คือ กลุ่มพรรคส้ม แม้ตอนนี้กระแสจะแผ่วจากการเดินเกมผิดชีวิตเปลี่ยน ถึงขนาดต้องเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมพบปะในรูปแบบปิกนิก เพื่อเปิดพื้นที่พูดคุย รับฟังความคิดเห็น และกล่าวคำขอโทษต่อประชาชน บริเวณสนามหญ้า มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร จากที่เดินเกมผิดพลาด

พร้อมตามด้วยการรีบจัดทัพ เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เตรียมรับมือศึกเลือกตั้งวางกลยุทธ์ดันอดีตสส.ตัวพ่อ ตัวแม่ ที่มีคดีมาตรา 112 ติดตัวขึ้นเป็นผู้สมัครบัญชีรายชื่อ หากโดนคดีเจอวิบากกรรม จะสามารถเลื่อนผู้สมัครลำดับถัดไปขึ้นมาแทนที่ได้

งานนี้ขอบอกอย่าประมาทประชาชน เพราะในที่ประชุม “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ขึ้นเวที ประกาศวิสัยทัศน์ “รัฐบาลประชาชน พาประเทศไทยไปไกลกว่าเดิม ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน และไทยทันโลก” ส่งผู้สมัครสส.ทั้ง 400 เขต ทั่วประเทศ

“หัวหน้าเท้ง” ยังปลุกสมาชิกด้วยว่า หากต้องการได้ “รัฐบาลประชาชน” จริงๆ ก็ขอให้สมาชิกช่วยไปตามหาหัวคะแนนธรรมชาติของพวกท่านให้เจอ เพราะการที่เราชนะเลือกตั้งได้ เพียงเพราะแกนนําของเราหน้าตาดี นโยบายของเราดีอย่างเดียวไม่พอ เราต้องมีหัวคะแนนธรรมชาติด้วย

“หัวหน้าเท้ง” ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เบอร์ 1 พรรคส้ม ขยับนำเปิดตัวทีมบริหารระดับรองนายกรัฐมนตรี โชว์ทีมครม. ของพรรค นำร่องก่อน 4 คนได้แก่ 1.นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ อดีต สส.พรรคประชาชน ดูแลเรื่องประชาธิปไตยและความมั่นคง 2.นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward center และอดีตที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน ดูแลเรื่องนโยบาย การเกษตร การจัดการภัยพิบัติ 3.นายวีระยุทธ กาญจนชูศักดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ดูแลเรื่องเศรษฐกิจใหม่ และ4.นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ดูแลเรื่องปฏิรูปรัฐบริหารราชการแผ่นดิน

พร้อมประกาศทิ้งท้ายว่า กลางเดือนม.ค.69 จะรู้หน้าตาครม.พรรคประชาชน เต็มชุด ว่าจะมีใครกันบ้าง และในวันที่ 25 ธ.ค.จะเปิดนโยบายพรรค และจะเปิดระบบรับบริจาคเพื่อการหาเสียงเลือกตั้งในวันที่ 27 ธ.ค.

ไทมไลน์ชัดเจนเข้มข้นต้องจับตาดูว่า “ยุทธการเปิดตัวครม.ทั้งคณะ”ล่วงหน้าประชาชนจะชื้อหรือไม่
ขณะที่ “ค่ายสีแดง” พรรคเพื่อไทย กระแสหล่นวูบมาเรื่อยๆ ทั้งเจอกับภาวะเลือดไหลไม่หยุดเปิดตัว3 แคนดิเดตก็ไม่ว้าว ยังสลัดกลิ่น “ชินวัตร” ไม่ออก

พร้อมโชว์ ดร.เชน “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” บุตรของ “เจ้แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ กับ สมชาย วงสวัสดิ์ หลาน “นายใหญ่ทักษิณ ชินวัตร” เป็นแคนดิเดตเบอร์ 1 แต่ก็อย่าพึ่งดูถูกไป แม้แต้มคะแนนยังไม่พุ่งเป็นพรรคอันดับ 1 ตามที่ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ผอ.เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ได้ประกาศไว้ว่าจะได้สส. 200 เสียงอัพ

พร้อมโชว์ ดร.เชน “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” บุตรของ “เจ้แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ กับ สมชาย วงสวัสดิ์ หลาน “นายใหญ่ทักษิณ ชินวัตร” เป็นแคนดิเดตเบอร์ 1 หวังประคองฐานเสียงคนเสื้อแดง แต่อย่าลืมว่าช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อถ้าโดนขุดเรื่องคลิป “อังเคิล สมเด็จ ฮุนเซน” ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตระกูล จะกลายเป็นหลุมดำของ “พรรคเพื่อไทย” ได้เช่นกัน อย่าลืมว่าช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อถ้าโดนขุดเรื่องคลิป “อังเคิล สมเด็จ ฮุนเซน” ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตระกูล จะกลายเป็นหลุมดำของพรรคเพื่อไทยได้เช่นกัน

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้นักวิชาการอย่าง “อาจารย์สติธร ธนานิธิโชติ” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ประเมินภาพรวมการเลือกตั้งครั้งนี้ แม้จะเห็นภาพ 3 สี 3 ขั้ว (น้ำเงิน-ส้ม-แดง) แต่ในทางปฏิบัติ คู่ชิงตัวจริงมีเพียง 2 พรรค คือ “พรรคประชาชน” และ “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีกลยุทธ์เฉพาะตัวที่ไม่ทับซ้อนกัน ส่วน “พรรคเพื่อไทย” ถอยไปเป็นตัวแปรแล้ว
การเลือกตั้งครั้งนี้อย่าประมาท “พรรคประชาชน” เพราะเขาต้องการเอาชนะเช่นกัน จึงคิดว่าคะแนนจะได้เสียงสูสีกับพรรคภูมิใจไทย คือ ประมาณ 140 – 160 ชนะไม่ขาด แพ้ไม่ขาด เมื่อไม่มีพรรคไหนได้คะแนนถึง 250 โอกาสที่พรรคประชาชนไปจับพรรคอื่นตั้งรัฐบาลมีจำกัดมาก ขณะที่โอกาส พรรคภูมิใจไทยมีมากกว่า

งานนี้ถ้าเป็นอย่างที่นักวิชาการวิเคราะห์ ก็ต้องจับตามองพรรคตัวแปรที่มาแรงอยู่ขณะนี้ คือ “พรรคกล้าธรรม” ที่มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นประธานที่ปรึกษาพรรคและเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เบอร 1 ซึ่งมีสานสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคภูมิใจไทย ถือได้ว่าเป็นพรรคพันธมิตร

ขณะที่ค่ายสะตอสีฟ้า “พรรคประชาธิปัตย์” ที่ตอนนี้กระแสภาคใต้ดูจะโดดเด่นขึ้นมาพอให้กระชุ่มกระชวยพอสมควร เพราะได้ “อาจารย์มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาขึ้นนั่งหัวหน้าพรรค ทำให้กระแสเริ่มกลับมาจึงต้องรอดูผลการเลือกตั้ง ว่า จะได้เข้าวินมากี่ที่นั่ง
สนามเลือกตั้งรอบนี้จะสามารถทำให้การเมืองไทยเปลี่ยนไปได้จริงไหม?.


