เหลือเวลาอีกไม่มากแล้วจริง ๆ กับบทสรุปของการสู้รบ ระหว่าง “กองทัพไทย” กับ “กองทัพกัมพูชา” เพราะพื้นที่ยุทธศาสตร์ ซึ่งเพื่อนบ้านที่มีนิสัยชอบรุกราน ยังรักษาไว้ได้ คงเหลือเพียง “เนิน 350” ซึ่งเป็นจุดสูงข่ม กับพื้นที่ปราสาทตาควาย ที่ฝ่ายไทยยึดครองเพียงเท่านั้น  แต่เชื่อเลย อีกไม่นาน “ฮุน เซน” ต้องหมดสภาพความเป็นผู้นำ หลังสูญสิ้น ความน่าเชื่อถือ ในสายตานานาชาติ

ยิ่ง ปล่อยให้ระยะเวลา เนิ่นนานออกไปมากเท่าไหร่  ทั้ง ความชั่วร้าย รวมทั้งการใช้ อำนาจในรูปแบบต่าง ของผู้นำกัมพูชา ก็ถูกประจานออกมาให้ชาวโลก ได้รับรู้มากขึ้นเรื่อย   ทั้งการใช้ทุ่นระเบิด ซึ่งขัดกับข้อตกลงระหว่างประเทศ  การหารายได้ จากสแกมเมอร์ และ ขบวนการค้ามนุษย์ ที่ผู้นำชาติต่าง ๆ ออกมาต่อต้าน

จึงไม่แปลกเลย มาถึงวันนี้  ทำไมบรรดาผู้ที่ต้องการ รับบทไกล่เกลี่ย ความขัดแย้ง ถึงถอยห่างออกจากเพื่อนบ้านไทย  ไม่ได้กดดัน ให้ไทยหยุดยิง เหมือนช่วงที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วรมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการหารือกับ นายมาร์โค รูบิโอรมว.การต่างประเทศสหรัฐ เกี่ยวกับประเด็น สถานการณ์ไทยกัมพูชา ว่า ขณะนี้หลายฝ่ายมีความเป็นห่วงว่าสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จะบานปลายหรือไม่ เพราะเหตุการณ์ดําเนินมาสักพักหนึ่งแล้ว ทางสหรัฐจึงอยากทราบว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร

มีโอกาสที่ จะลดความรุนแรง ได้อย่างไรบ้าง และมีความปรารถนา ที่จะเข้ามาช่วย ซึ่งในส่วนของไทยก็ยืนยันว่าพร้อมในเรื่องของการ ลดความรุนแรง แต่ขณะเดียวกันการหยุดยิง เป็นเรื่องที่ฝ่ายกัมพูชาต้องเป็นผู้เสนอมาก่อน

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 68 พล..ดิเรก บงการหัวหน้าศูนย์ประสานงาน กับประเทศเพื่อนบ้าน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้หารือกับ หลิว จงอี้ผู้ช่วย รมต.กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน  พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกรมสอบสวนคดีอาญา กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กองสอบสวนอาชญากรรม โทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต กระทรวงความมั่นคงสาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยหลิว จงอี้ ได้ขอ ความร่วมมือให้ไทย เพิ่มมาตรการสกัดกั้นผู้กระทำผิด ที่พยายามใช้ไทย เป็นเส้นทางผ่าน ทั้งทางธรรมชาติ และ ด่านตรวจคนเข้าเมือง รวมทั้งกล่าวว่า อุปกรณ์ที่ขบวนการสแกมเมอร์ใช้ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง คือหลักฐานสำคัญ ที่จะใช้ในการดำเนินคดี ที่สำคัญ “หลิว จงอี้” ชี้ชัด ๆ ว่า รัฐบาลกัมพูชา มีความเชื่อมโยง และมีผลประโยชน์ ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ในหลายมิติ

แต่ที่เป็นภาพบวกของไทยคือ สื่อต่างประเทศ หลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็น Wall Street Journal, ABC news หรือแม้แต่ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก และสื่ออื่น ๆ ต่างรายงานข่าวสอดคล้องกันว่า การสู้รบกับกัมพูชา รอบนี้ ทางกองทัพไทยไม่เพียงแต่ ปกป้องอธิปไตย แห่งดินแดนของไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นสงครามกับขบวนการ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมไซเบอร์

เท่ากับว่าวันนี้ กองทัพไทย กำลังเป็นแนวหน้า ในการสู้รบกับ การคุกคามระดับโลก จากเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และสอดคล้องกับ การประชุมนานาชาติ ที่กรุงเทพฯ ของ UNODC ในเรื่องการ ต่อต้านสแกมเมอร์ ซึ่งน่าสังเกตว่า ทางกัมพูชาก็ ไม่ได้ส่งตัวแทน เข้าร่วมประชุม

แต่เหตุผลสำคัญที่ทำให้ การทำงานของกองทัพ ได้รับเสียงชื่นชม หนีไม่พ้น ความเป็นเอกภาพ ในการทำงาน ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง กระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งรัฐบาลก็ เป็นเนื้อเดียวกัน รวมทั้งฝ่ายนโยบาย ไม่มีใครสั่งให้ทหารหยุดยิง ในช่วงกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม เพราะ การรักษาอธิปไตย คือหน้าที่ของคนไทยทุกคน.

“เขื่อนขันธ์”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่