ตอนแรกผมตั้งใจจะลงทะเบียนเพื่อเลือกตั้งล่วงหน้า นอกเขต ในวันที่ 1 ก.พ.69 เนื่องจากวันเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ วันที่ 8 ก.พ.69 ต้องมีภารกิจหน้าที่การงาน
แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจ ไม่ลงทะเบียนเพื่อเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว! เพราะถ้าทำแบบนั้น วันที่ 8 ก.พ.69 ก็ต้องไปออกเสียง “ประชามติ” อยู่ดี! เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 60 ซึ่งเป็นมรดกชิ้นสำคัญของการรัฐประหาร เมื่อปี 57 ที่ยังหลงเหลือเป็น “กับดัก” เอาไว้ล้มรัฐบาลของบางพรรคการเมือง
การไปออกเสียง “ประชามติ” เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 8 ก.พ.69 มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเลือกตั้งสส.เขต และสส.บัญชีรายชื่อ
รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 60 ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ถูกออกแบบขึ้นมาให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีไปพร้อม ๆ กับสส.ในสภา ที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้คนทำรัฐประหารสืบทอดอำนาจไปอย่างน้อย 2 สมัย (8 ปี)
เศรษฐกิจประเทศไทยจึงพังพาบ! “จีดีพี” โตรั้งท้ายในอาเซียน และฟื้นตัวช้าเนื่องจากคนไทยจมอยู่กับหนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน ซ้ำเติมด้วยภาระ “ดอกเบี้ยนโยบาย” แพงอีก 3 ปี (ปี 66-68) สังคมมีความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ
ไหนจะโครงการเมกะโปรเจกต์ที่ล่าช้าและแพง! เช่น มอเตอรเวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา, รถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-หนองคาย และรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งยังไม่ไปถึงไหน ล้วนเป็นผลงานของรัฐบาล 8 ปี เขานั่นแหละ!
สว.ที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร หมดวาระไปตั้งแต่เดือน พ.ค. 67 “พยัคฆ์น้อย” คิดว่าคนไทยคงหมดเคราะห์กรรมแล้ว แต่ที่ไหนได้ยังต้องมาเจอสว. แบบเลือกกันเองจาก 20 กลุ่มอาชีพ แถมมีการ “ฮั้ว สว.” ได้แม่ค้าขายหมู โฆษกเสียงตามสาย พิธีกรงานแต่ง คนขับรถนักการเมืองจากบุรีรัมย์ เข้ามาเป็น สว. ที่มีอำนาจแต่งตั้ง “องค์กรอิสระ” เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ–ป.ป.ช.-กกต.
“องค์กรอิสระ” มีอำนาจควบคุมอำนาจฝ่ายบริหาร(รัฐบาล) และอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ (สส.)
“องค์กรอิสระ” มีอำนาจมากกว่าสส.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนหรือเปล่า? ให้ไปดูชะตากรรมของอดีตนายกฯ “แพทองธาร-เศรษฐา”
รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารอยู่ยาว 8-9 ปี แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในช่วงเวลาแค่ 2 ปีครึ่ง ต้องใช้นายกฯเปลืองถึง 3 คน ถ้าขืนปล่อยไว้แบบนี้ไปเรื่อย ๆ เศรษฐกิจปากท้องของคนไทยจะฟื้นตัวยาก! เพราะความไม่ต่อเนื่องของรัฐบาล
นายกฯที่มาจากประชาชนถูกสอยง่ายเกินไป! เปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ๆ และช่วงรอยต่อการเปลี่ยนรัฐบาลต้องเสียเวลาอีกราว ๆ 2 เดือน ผมจึงต้องไปออกเสียง “ประชามติ” ในวันที่ 8 ก.พ. 69 เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อตัดโซ่ตรวนล่ามประเทศเสียที!!.
พยัคฆ์น้อย



