แต่ไม่ว่าจะนโยบายหาเสียงไหน ก็มีแต่เรื่องของการใช้เงิน ไม่ว่าจะเติมเงินให้สิทธิคนละครึ่ง กระตุ้นการใช้จ่าย, โครงการค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย, รถเมล์แอร์ 10 บาท หรือแม้กระทั่งอุดหนุนประกันเกษตรกร ซึ่งล้วนมีแต่นโยบายใช้เงิน ท่ามกลางเครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่อย่างจำกัด ไม่มีพรรคการเมืองไหนกล้าที่จะหยิบยกการเพิ่มรายได้ของประเทศขึ้นมา เพราะการเพิ่มรายได้นั้น เปรียบเสมือนการขึ้นภาษี ซึ่งเป็นของต้องห้าม ถ้าไม่อยากเสี่ยงกับคะแนนประชานิยม
โตตํ่ากว่าศักยภาพ
ในยามที่เศรษฐกิจไทยยังขาดแรงส่งสำคัญ จากเครื่องยนต์ทางด้านเศรษฐกิจมีปัญหารอบด้านไม่ว่าจะทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ของไทยในปี 69 เติบโตตํ่ากว่าระดับศักยภาพ โดยมีหลายสำนักเศรษฐกิจได้ประเมินจีดีพีไทยปี 69 ไว้อย่างน่าสนใจ เริ่มจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการ ธปท. ได้ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเจอความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลาย 10 ปี จากการเติบโตของจีดีพีเคยสูงถึง 5-7% แต่ในเวลานี้ “ตํ่ากว่าศักยภาพ” เหลือเพียง 2.2% ในปี 68 และในปี 69 ธปท.คาดว่าจีดีพีไทยจะขยายตัวแค่ 1.5%
สาเหตุเศรษฐกิจไทยตํ่ากว่าศักยภาพมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย ส่งผลให้กำลังซื้อและกำลังแรงงานลดลงอย่างมาก, ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากขาดการลงทุนใหม่มาเป็นเวลานาน, ผลิตภาพตํ่า เนื่องจากพึ่งพาอุตสาหกรรมเก่าและเทคโนโลยีเดิม, ความไม่แน่นอนทางการเมือง และปัญหาความเหลื่อมล้ำ รวมถึงหนี้ครัวเรือนสูง
ด้านสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 ไว้ที่ 1.7% ซึ่งค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่น ๆ โดยให้จับตาประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในเรื่องต่าง ๆ ทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณปี 69 โดยเฉพาะงบลงทุนที่ต้องเบิกจ่ายไม่ตํ่ากว่า 75% ของกรอบงบลงทุนรวม, เร่งรัดการท่องเที่ยว มุ่งเน้นแก้ปัญหาความปลอดภัย อาชญากรรม การทำตลาดเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ยังมีเรื่องการดูแลภาคการเกษตร, การขับเคลื่อนการส่งออก ซึ่งต้องลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมาตรการภาษีทรัมป์ การเร่งหาตลาดใหม่เพื่อรองรับการแข่งขันทางการค้า, การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ, การแก้ไขปัญหาสินเชื่อภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และจับตาสถานการณ์การเมืองของไทย
แต่ในขณะที่กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินเศรษฐกิจไว้มากกว่าใครที่ 2% ในปี 69 ยังหวังปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคในประเทศ และการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะดีขึ้น แม้ยังมีปัจจัยที่ถูกกดดันจากมาตรการภาษีทรัมป์ของสหรัฐ และความไม่แน่นอนทางด้านการเมือง เรียกว่าเศรษฐกิจยังไม่อาจฟื้นตัวเหนือระดับศักยภาพได้ในเวลานี้

ตํ่าสุดในรอบ 30 ปี
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าไทยเคยอยู่เกือบถึงจุดที่เรียกว่าเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย แต่สุดท้ายเป็นได้แค่ลูกเสือจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถพัฒนาไปได้ไกล เพราะพึ่งพาเศรษฐกิจจากภายนอกประเทศ อย่างการส่งออกสินค้า ที่ถือเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย จนการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 โตตํ่าสุดในรอบ 30 ปี (ไม่นับรวมช่วงวิกฤติ) จะโตแค่ 1.5% และเต็มไปด้วยความเสี่ยงและความท้าทายหลายด่านในช่วงเวลาข้างหน้า
เศรษฐกิจปีม้าไฟที่ยังไม่พ้นปากเหว ยังต้องลุยไฟการเมืองที่ร้อนระอุ เดิมพันเศรษฐกิจประเทศด้วยนโยบายประชานิยมที่แต่ละพรรคการเมืองได้หาเสียงที่ไม่พ้นการอุดหนุนเงินให้ประชาชนได้กินดีอยู่ดี แต่สิ่งสำคัญของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ต้องเข้ามาแก้ไขและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปให้ได้ แม้จะมีอุปสรรคข้างหน้าค่อนข้างมาก ขณะที่ข้อจำกัดทางด้านนโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง ใกล้จะถึงทางตัน!!
ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง คือการใช้เครื่องมือทางการคลัง ในช่วงที่หนี้ครัวเรือนสูง กดดันการใช้จ่าย ซึ่งถ้าหากต้องการกระตุ้นส่วนนี้ ก็ต้องใช้การคลังมากระตุ้นการใช้จ่าย หนุนบริโภคในประเทศ สร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจ แต่หนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน 70% ของจีดีพีแล้ว จึงเป็นข้อจำกัดให้กับรัฐบาลใหม่
นอกจากนี้มาตรการภาษีทรัมป์ ยังเป็นปัจจัยต่างประเทศที่ต้องเกาะติดใกล้ชิด และจะเริ่มมีผลกระทบเต็มปีในปี 69 โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ขณะที่หนี้ครัวเรือนสูงเกือบ 90% ของจีดีพีคงเป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อในประเทศ ทำให้อุตสาหกรรมค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวได้ยาก รวมทั้งการเกิดสุญญากาศของรัฐบาลทำให้การผลักดันงบประมาณปี 70 หยุดชะงัก ซึ่งกระทบกับช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี 69 ที่จะเริ่มใช้งบประมาณปี 70 มีแนวโน้มล่าช้าออกไป 2-3 เดือน
ปัจจัยท้าทายถาโถม
ปัจจัยความท้าทายและความเสี่ยงที่ถาโถมของเศรษฐกิจไทยในปี 69 สามารถแบ่งผลกระทบออกได้หลายด้าน ในเรื่องแรก มาจากภายนอกจะรุนแรงขึ้นจาก นโยบายภาษีทรัมป์ ซึ่งมีเป้าหมายในการเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐ จากการขาดดุลการค้าในระดับสูง โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมาย การปรับขึ้นภาษีนำเข้าเป็น 19% ในบางหมวดสินค้า จะทำให้สินค้าไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทันที
ในขณะเดียวกัน ประเทศจีนซึ่งถูกกีดกันจากตลาดสหรัฐ ก็จะมุ่งเป้ามาที่การระบายสินค้าเข้าสู่ตลาดอาเซียนและไทยมากขึ้น ทำให้การแข่งขันที่รุนแรงนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อยอดขาย แต่ยังบีบให้อัตรากำไรของภาคธุรกิจไทยลดลงจนถึงขั้นวิกฤติ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีในภาคการผลิต
นอกจากนี้ยังมีเรื่อง… วิกฤติหนี้ครัวเรือนไทยในปี 69 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่า 86-87% ของจีดีพี สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ “ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้” ที่เริ่มลามจากกลุ่มรายได้น้อยไปสู่กลุ่มรายได้ปานกลางและสูง จากภาวะการเงินที่ตึงตัวจากการที่สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อในประเทศ ขณะที่สินเชื่อรถยนต์และสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ โดยในภาคธุรกิจเริ่มกลับมารัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในเกือบทุกประเภท เพื่อนำเงินไปชำระหนี้แทน
ขณะเดียวกันในปี 69 ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” อย่างรวดเร็ว โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุวัย 60 ปีขึ้นไปเกือบ 20% ของประชากรทั้งหมด ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่เพียงสวัสดิการของรัฐ แต่ส่งผลโดยตรงต่อระดับศักยภาพของจีดีพี หรือการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพราะการลดลงของจำนวนแรงงานและการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะดิจิทัล ทำให้ประเทศไทยดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ ได้ยากขึ้น ในขณะที่ภาระภาษีในการดูแลผู้สูงอายุจะตกเป็นของคนรุ่นใหม่ที่มีจำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ
สุดท้ายคงเป็นเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมืองและข้อจำกัดทางการคลัง เมื่อไทยกำลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งทั่วไป จะนำมาซึ่งสภาวะ “สุญญากาศทางนโยบาย” และความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 70 เนื่องจากรัฐบาลรักษาการจะไม่สามารถตัดสินใจในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ผูกพันงบประมาณได้ ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ อาจสะดุดลง และยิ่งภาระหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นทำให้ “พื้นที่ทางการคลัง” ในการออกนโยบายประชานิยมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทำได้จำกัดลงอย่างมาก

สนับสนุนเศรษฐกิจ
ส่วนปัจจัยที่จะเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนและสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตได้ หนีไม่พ้นภาคการท่องเที่ยว แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทย ยังไม่กลับมาสู่ก่อนระดับโควิด แต่ได้ขยับดีขึ้นในทุก ๆ ปี จากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ เช่น ฟรีวีซ่า ในบางประเทศ และการอำนวยความสะดวกการเดินทางอื่น ๆ ให้นักท่องเที่ยว รวมทั้งการเปิดเส้นทางการบินใหม่ ๆ เพิ่มเติม โดยสภาพัฒน์คาดว่าทั้งปี 69 จะมีต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทย 35 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.1% จากปี 68
ด้านภาคเกษตรมีแนวโน้มที่ดี จากปริมาณนํ้าเพียงพอ ทำให้ผลผลิตสูงขึ้น ดีต่อราคาสินค้าเกษตรที่จะลดลง ขณะที่ปัจจัยสำคัญเป็นเรื่อง การใช้จ่ายของภาคเอกชนและการลงทุน โดยมีแนวโน้มการฟื้นตัวของยอดจำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เช่นเดียวกับการใช้จ่ายในภาคบริการที่สอดรับกับภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว รวมทั้ง เงินเฟ้อที่ตํ่า ยังส่งผลดีต่อราคาพลังงานและอาหารสดยังอยู่ระดับตํ่า ส่วนการลงทุนของเอกชนมีสัญญาณขยายตัวต่อเนื่องจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่สูงอย่างต่อเนื่อง
การใช้จ่ายรัฐบาล ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนในปี 69 จากนโยบายการเร่งเบิกจ่ายให้รวดเร็ว แม้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 69 อาจได้รับผลกระทบบ้างจากความล่าช้าของการออกใช้พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 70 ซึ่งมีแนวโน้มถูกเลื่อนใช้ออกไป 2-3 เดือน เพื่อรอรัฐบาลใหม่
โอกาสของการอยู่รอด
เมื่อเห็นภาพความเสี่ยงที่ต้องระวังและความท้าทายที่จะเกิดขึ้น การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ อาจเป็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ท่ามกลางความท้าทายที่ดูมืดมน โดยภาคธุรกิจที่อยากอยู่รอดต้องปรับตัวสอดรับกับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและการกระจายตลาด แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนอาจไม่กลับมาเท่ากับระดับก่อนโควิด แต่ในปี 69 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน ปัจจัยสนับสนุนหลักจะมาจากนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปและสหรัฐ รวมถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดอินเดียและตะวันออกกลาง
ดังนั้น การมุ่งเน้นท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ (เมดิคัล–เวลเนส) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง จะช่วยเพิ่มรายได้เข้าสู่ประเทศได้มากกว่าการเน้นเชิงปริมาณ ขณะที่การขยายตัวของสายการบินต้นทุนตํ่าเข้าสู่เมืองรอง จะช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปยังท้องถิ่นได้มากขึ้น
นอกจากนี้ต้องลงทุนใน อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและบีซีจี เพราะเป็นเครื่องยนต์การเติบโตแห่งอนาคต โดยเริ่มเห็นชัดเจนจากการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะในกลุ่ม “ดาต้า เซ็นเตอร์” และ “คลาวด์ เซอร์วิส” ที่ยักษ์ใหญ่ระดับโลกเริ่มดำเนินการจริงในไทย , การลงทุนในเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับ “เอไอ” จะเป็นตัวพยุงภาคการผลิต รวมถึงนโยบาย “อุตสาหกรรมสีเขียว” และการเปลี่ยนผ่านสู่ “เน็ต ซีโร่” ภายในปี 93 จะดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
พร้อมทั้งโอกาสในเรื่อง “ซิลเวอร์ อีโคโนมี” เนื่องจากไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยในปี 69 จะเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ธุรกิจที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ และแอปพลิเคชันในการดูแลสุขภาพและการจัดหาผู้ดูแลมืออาชีพ รวมทั้งนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ สินค้าอุปโภคบริโภคที่ออกแบบมาเพื่อสรีระและโภชนาการของผู้สูงอายุโดยเฉพาะ
ท่ามกลางความเสี่ยงและความท้าทายที่มีอยู่มากแห่ง ’ปีม้าไฟ“ อาจไม่ใช่แค่เพียงประคองให้อยู่รอด จุดสำคัญคือ ’รัฐบาลใหม่“ ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ จะมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และมุ่งเน้นปรับโครงสร้างใหม่อย่างไร ถ้าหากปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้อาจกลายเป็น ’ปีม้าทอง“ จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่ระดับเต็มศักยภาพอีกครั้ง.
ทีมเศรษฐกิจ



