โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมานานมาก ๆ สำหรับนักร้องและนักแสดงมากฝีมือ กัน–นภัทร อินทร์ใจเอื้อ ที่ไม่ว่าจะปล่อยผลงานอะไรออกมา แฟน ๆ ก็มักให้การสนับสนุนอยู่เสมอ และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี ชื่อของเขายังคงอยู่ในทำเนียบของคนคุณภาพในวงการบันเทิงอย่างแท้จริง พอมีโอกาสเจอตัวหนุ่มกัน “บันเทิงเดลินิวส์” เลยไม่พลาดต้องคว้าตัวมาพูดคุยเรื่องราวในมุมต่าง ๆ สักหน่อย

อยู่วงการบันเทิงมากี่ปีแล้ว?
“ผมอยู่วงการบันเทิงมา 15 ปี เข้าสู่ปีที่ 16 แล้วครับ ตั้งแต่ เดอะสตาร์ปี 6 ตอนที่ได้แชมป์มาครับ”
ความรู้สึกตอนนี้กับ 16 ปีที่ผ่านมา?
“(ยิ้ม)ดีใจนะครับ มีความสุข พอย้อนกลับไป นึกถึงวันที่เราประสบความสำเร็จในวันนั้น ๆ ก็เป็นกำลังใจให้เราทำงานต่อไป เพราะว่าในทุกวันนี้เราก็ได้เห็นถึงแฟนคลับต่าง ๆ อย่างเด็กรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นมา ทั้งซีรีส์วาย ทั้งนักร้องและนักแสดงใหม่ ๆ เข้ามา แฟนคลับเยอะมาก ซึ่งในยุค 15 ปีที่แล้วเราก็เคยได้สิ่งนี้มาจากแฟน ๆ เหมือนกัน ก็ถือว่าเราไม่ธรรมดาเหมือนกันเนอะ (หัวเราะ) ก็ใช้ได้ในยุคที่แบบว่าเดอะสตาร์ “กัน-ริท-โตโน่” ก็ห้างแตกเหมือนกัน แล้วก็รู้สึกว่าเราก็ผ่านจุดนั้นมา เราก็ยินดีกับเด็กใหม่ ๆ ในวันนี้ แล้วก็ขอบคุณในช่วงเวลานั้น ที่ได้ทำงานต่าง ๆ มากมายในวงการ ที่ไม่คิดว่าจะได้ทำก็ได้ทำ จากเด็กที่ไม่มีความมั่นใจอะไรสักอย่างเลย ก็ได้มาเล่นละครเวที ได้มาเล่นละครทีวี มีอัลบั้มเป็นของตัวเอง หลาย ๆ งาน ก็รู้สึกว่าเราได้ทำอะไรเกินฝันไปเยอะมาก”


ช่วงแรกที่ได้ก้าวเข้ามาในวงการบันเทิง กับช่วงนี้ของวงการมันแตกต่างกันไหม?
“แตกต่างมากครับ ก็เหมือนผู้เข้าแข่งขัน อย่างตอนนี้เราเป็นกรรมการในรายการร้องเพลง แต่ในตอนโน้นเราต้องเป็นคนประกวดการแข่งขัน(ยิ้ม) เราก็นึกถึงตัวเองทุกครั้ง เวลาที่เห็นเด็กเข้ามาประกวดในรายการ คือถ้าเป็นตัวเองในสมัยนั้น ก็เด๋อ ๆ ด๋า ๆ แบบนี้แหละ ก็เลยเข้าใจผู้เข้าแข่งขันทุกคนว่า บางคนก็ไม่มั่นใจ แล้วพอเรานึกถึงตัวเองในวันนั้นกับวันนี้ มันโตขึ้นมาก แล้วก็มีความรับผิดชอบในการทำงานเยอะขึ้น และนี่คือสิ่งที่เรารู้สึกว่าเราพัฒนาตัวเองขึ้น ทั้งเรื่องของสติปัญญา ในเรื่องของความคิด และในเรื่องของประสบการณ์ชีวิตที่ดี”
ย้อนกลับในวันที่ประกวดเดอะสตาร์ เส้นทางของกัน คืออยากเป็นนักร้องตั้งแต่แรกเลยไหม?
“ผมอยากเป็นนักร้องครับ ตอนเป็นเดอะสตาร์ เราก็ดูรุ่นพี่ตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 4 แล้วก็รู้สึกว่าเท่ว่ะ ที่หนึ่ง ได้เป็นแชมป์ คนโหวตทั้งประเทศ มันคือรายการมหาชนจริง ๆ ซึ่งก่อนหน้าเดอะสตาร์คุณแม่ก็บังคับให้เราไปประกวดรายการโน้นรายการนี้ ซึ่งผมไม่ชอบประกวดร้องเพลง เพราะไม่ชอบความกดดัน แต่พอมาเจอรายการเดอะสตาร์ ผมรู้สึกว่ามันคือที่ของเราได้นะ คือรายการที่เราใฝ่ฝันว่าเราอยากจะเป็นเหมือน “พี่สน” “พี่บี้” เราก็เลยแบบเอาวะก็เลยใช้ความกล้าทั้งหมดที่มีอยู่น้อยนิด มาสมัครเดอะสตาร์ ครั้งแรกมาปี 5 ก่อน แล้วก็ตกรอบ ตอนนั้นมาแบบหัวเกรียนเรียน รด. มาเลย แล้วพอตกรอบ ผมเคยคิดว่าผมจะไม่มาประกวดอีก ด้วยความที่คิดว่า ในเมื่อเขาไม่เอาเรา แล้วเราจะกลับไปทำไมอีก จนได้มาเจอ “ครูเจี๊ยบ” เขาบอกว่าครูเห็นว่าเธอเป็นที่หนึ่งได้ ซึ่งเขาพูดแบบนี้ เราก็เลยไปประกวดอีกรอบนึง ก็เลยเป็นแชมป์ครับ”

จากวันนั้นกันอยากเป็นเหมือนรุ่นพี่ จนวันนี้เด็กรุ่นใหม่ก็อยากเป็นกัน–นภัทร รู้สึกอย่างไรบ้าง?
“(ยิ้ม) ดีใจมากครับ นี่คือสิ่งที่ภูมิใจและขอบคุณเสมอ สำหรับน้อง ๆ เด็ก ๆ ทุกคนที่มีพี่กันเป็นแรงบันดาลใจ เพราะเราเข้าใจเลยว่าวันนึงที่เรามีใครสักคนนึงเป็นไอดอล พอเราอยากเป็นอย่างเขา เราก็ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เป็นอย่างนั้น มันสำคัญแค่ไหน ก็เลยดีใจที่เราได้เป็นแบบอย่างให้กับใครสักคนนึง ดีใจเสมอที่น้อง ๆ เรียนจบ เขาก็จะส่งข้อความมาหาว่า “พี่กัน หนูเรียนจบแล้วนะ หนูมีพี่เป็นแรงบันดาลใจนะ หนูฟังเพลงพี่ทุกวันและทำให้หนูมีพลังในการอ่านหนังสือ” มันฟูนะ คือเราก็ได้อ่านข้อความที่แฟนคลับส่งมาให้เราตลอด”
ละครไทยตอนนี้อยู่ในยุคซบเซามาก ๆ ในฐานะที่เราเป็นพระเอกเรามีผล กระทบไหม?
“ก็มีบ้างครับ ในเรื่องของละครก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย ผู้จัดบางคนก็ไม่ได้จัดถ่ายละครที่เป็นแนวยาว ๆ หลาย ๆ ตอนเหมือนเมื่อก่อน แต่อาจจะเป็นแนวซีรีส์ที่มี 5 ตอนถึง 8 ตอนมากขึ้น ก็อาจจะมีผลกระทบกับการแสดงอยู่แล้ว แต่ตัวเราโชคดีที่ว่าเราเป็นนักร้องด้วย ก็เลยไม่ได้กระทบอะไรขนาดนั้น”

ส่วนตัวมีความคิดเห็นอย่างไรกับการที่ละครโทรทัศน์ผลิตลดลง แล้วหันไปนำเสนอในรูปแบบออนไลน์เยอะขึ้น?
“ผมว่ามันก็ต้องเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แล้วก็ต้องปรับตัวไปตามกาลเวลา คือโลกเรามันเปลี่ยนไปไวมาก แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำได้คือทำตัวให้พร้อมเสมอ สำหรับทุกอย่างที่จะเข้ามา ดูแลตัวเองให้ดี ๆ อย่างรายการ “4 โพธิ์ดำ” ที่กลับมา ก็มาในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งไม่ได้มาในรูปแบบอย่างสมัยก่อนแล้ว เราก็กลับมาทำออนไลน์เพื่อให้ตอบโจทย์กับยุคสมัยนี้มากขึ้น ให้เด็ก ๆ ยุคใหม่ได้ดูกันมากขึ้น ส่วนแขกรับเชิญก็อาจจะมาจากซีรีส์วายบ้างหรือนักร้องรุ่นใหม่ ๆ บ้าง ก็ต้องปรับไปตามกระแสของยุคสมัยครับ”
พระเอกก็เป็นแล้ว นักร้องก็เป็นแล้ว พิธีกรก็เป็นแล้ว อยากจะทำอะไรอีกบ้าง?
“(หัวเราะ) อยากทำธุรกิจครับ เราก็ต้องหาจุดที่ว่า ถ้าวันนึงงานในวงการบันเทิงในอนาคตมันก็ต้องมีซบเซาอยู่แล้ว เราก็ต้องหา แพลนว่าจะต้องหาอะไรมารองรับ ในการทำธุรกิจหรือว่ามาต่อยอดในทุนของเราให้มันเติบโตมากขึ้น”

แล้วในเรื่องของหัวใจตอนนี้ล่ะ?
“เอาจริง ๆ ที่เห็นผมโสดนาน ๆ ก็เพราะเรื่องมาก (หัวเราะ) ผมว่าผมเป็นคนเยอะ(ยิ้ม) ผมว่าไม่มีใครอยู่กับผมได้ (หัวเราะ) ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม อันนี้มีคนบอกมานะว่า เวลาผมอยู่บ้าน ผมอยู่คอนโด ผมก็จะจัดโน่นจัดนี่ เป็นคนสะอาด เห็นอะไรอยู่บนโต๊ะไม่ได้ เช่น พ่อแม่มาเยี่ยมที แม่ก็จะเอาของมาใส่เต็มตู้เย็น เราก็จะบ่นแม่ว่า ทำไมของเต็มตู้เย็นขนาดนี้เลย อุตส่าห์จัด จนสะอาด หรือไม่ก็ บางทีจานเขาวางไว้อยู่แล้วไม่ล้าง ผมก็จะมาล้างเองทุกอย่าง หรือถ้าเกิดว่าผมโฟกัสอะไรผมก็จะจริงจัง จะเนิร์ดมากกับสิ่งนั้น ก็เลยทำให้มีคนแซวว่า เธอละเอียดขนาดนี้ คุณชายเจ้าระเบียบ ขนาดนี้ ใครจะมาอยู่กับเธอได้ เราก็เลยว่า เออ คงยากแล้วแหละ แต่ก็ไม่ได้ท้อซะทีเดียวครับ ก็ยังมีความหวังอยู่”
แล้วเคยมูเตลูเกี่ยวกับความรักไหม?
“ไม่เคยเลย ส่วนใหญ่มูเรื่องงานอย่างเดียวเลย ผมไม่ค่อยซีเรียสเรื่องมูเกี่ยวกับแฟน ผมว่าปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า”


แล้วสเปกของเราที่ต้องการเป็นแบบไหน?
“ผมไม่มีสเปกเลย แต่ตอนเด็ก ๆ อาจจะมี เป็นรูปลักษณ์รูปร่างภายนอก แต่ทุกวันนี้คนที่อยู่กับเราได้เท่านั้นแหละ และดูแลซึ่งกันและกันได้ เราอยากดูแลเขาและเขาก็ดูแลเราได้อะไรแบบนี้ครับ อย่างหลายคนจะเหงา คือทุกวันนี้ไม่เหงาเลยครับ ผมมีอะไรให้ทำเยอะมาก แต่ว่าถ้าเราคิดถึงอนาคต ก็เหงา ในหัวเราชอบแวบไปถึงอนาคตว่า กูจะอยู่กับใครวะอีก 50 ปีข้างหน้า ในวันที่กูป่วย ในวันที่เราเข้าโรงพยาบาลใครจะดูแลเราวะ มันก็จะเริ่มหวิว ๆ แล้ว แต่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้เหงาขนาดนั้นครับ”
ยิ่งได้พูดคุยกับหนุ่มกันแล้วก็ยิ่งรู้สึกชื่นชมในความพยายามในการทำงานของเขาอย่างมากมาย และถ้าใครรู้จักหนุ่มกันจะรู้ดีว่าเขาเป็นคนที่ทุ่มเทกับงานอย่างแท้จริง ยังไงเขาจะปล่อยผลงานอะไรออกมาก็ฝากติดตามด้วยนะจ๊ะ.
เรื่อง : สมคิด แซ่คู ภาพ : อินสตาแกรม @gunnapat23



