ภาพยนตร์เรื่อง “Rental Family” หรือชื่อภาษาไทยว่า “ครอบครัวให้เช่า” เป็นภาพยนตร์แนวดรามา-คอมเมดี้ ความยาว: 110 นาที เป็นการกลับมารับบทนำครั้งสำคัญของ “เบรนแดน เฟรเซอร์” หลังจากคว้ารางวัลออสการ์จาก The Whale โดยในเรื่องนี้เขาได้รับบทเป็น “ฟิลลิป แวนดาร์โปจ์” นักแสดงชาวอเมริกัน ที่อาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวและกำลังหลงทางในชีวิต จนกระทั่งเขาได้เข้าทำงานกับบริษัท “เช่าครอบครัว” ของญี่ปุ่น
สำหหรับบริการนี้ พบว่ามีอยู่จริงในสังคมญี่ปุ่น (ให้เช่าคนไปแสดงเป็นพ่อ แม่ พี่น้อง หรือแฟนในโอกาสต่างๆ) เรื่องนี้ได้ ผู้กำกับหญิงชาวญี่ปุ่น “ฮิคาริ” ที่มีชื่อเสียงจากซีรีส์ Beef และภาพยนตร์ 37 Seconds อีกทั้งยังได้ ทาเกฮิโระ ไฮรา (จาก Shogun) รับบท “ชินจิ” เจ้าของบริษัทเช่าครอบครัว , มาริ ยามาโมโตะ (จาก Pachinko และ Monarch: Legacy of Monsters) รับบท ไอโกะ และ อากิระ เอโมโตะ รับบท คิคูโอะ


เรื่องย่อ เมื่อนักแสดงหนุ่ม “ฟิลลิป แวนดาร์โปจ์” ต้องมารับบทบาทสมมติเป็นคนในครอบครัวของ ลูกค้าคนแปลกหน้า แต่ในขณะที่เขาแสดงบทบาทเหล่านั้น เขากลับเริ่มพบความผูกพันที่แท้จริง และเส้นแบ่งระหว่าง “การแสดง” กับ “ความจริง” ก็เริ่มเลือนลางลง ทำให้เขาได้กลับมาค้นพบความหมายของชีวิต และการเชื่อมโยงกับเพื่อนมนุษย์อีกครั้ง


จุดแข็ง ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานการแสดงที่ยอดเยี่ยมของ “เบรนแดน เฟรเซอร์” ด้วยการถ่ายทอดความอ่อนโยน ความเปราะบางของอารมณ์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม แม้จะเป็นงานยากเพราะต้องเล่นเป็น “นักแสดงที่กำลังแสดงอีกที” แต่กลับทำออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติและน่าเอาใจช่วย ขณะที่เส้นเรื่องซึ่งเป็นการเจาะลึกบริการ Rental Family ที่เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น สะท้อนถึงความเหงาและการโหยหาความสัมพันธ์ในโลกสมัยใหม่


ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่หนังดราม่าฟีลกู๊ดทั่วไป แต่เป็นงานศิลปะที่สำรวจ “ความโดดเดี่ยวในยุคสมัยใหม่” ผ่านสายตาของคนนอก (ชาวต่างชาติ) ในสังคมญี่ปุ่นได้อย่างคมคาย ผู้ชมจะตั้งคำถามในใจว่า อะไรคือความจริง อะไรคือหลอกลวง ที่สำคัญ “…ความรักที่จ่ายเงินซื้อมา มันมีค่าน้อยกว่าความรักจริงๆ หรือไม่? หากความอบอุ่นที่ได้รับมาในช่วงเวลานั้น มันช่วยเยียวยาจิตใจได้จริง ๆ…”


ผู้กำกับ “ฮิคาริ” นำเสนอแง่มุมของโตเกียวที่แตกต่างออกไป เราจะเป็นได้เลยว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่โตเกียวที่ดูวุ่นวาย แต่เป็นโตเกียวที่ดูเงียบเหงา เย็นชา และเต็มไปด้วยพื้นที่ว่าง (Negative Space) ซึ่งสะท้อนความรู้สึกภายในของตัวละคร และหลายครั้งแฝงไปด้วยตลกร้าย (Dark Comedy) ทำให้หนังไม่ดูนิ่งจนเกินไป มันมีความละมุนและอบอุ่นแทรกซึมเข้ามาอย่างช้าๆ


จุดอ่อน ต้องบอกเลยว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก สำหรับค่ายหนังอย่าง Searchlight Pictures ที่พยายามจะการปูเรื่องราวที่ดูราบเรียบเข้าใจง่าย เพียงแต่มีความเนิ่นนานในช่วงแรก ๆ จนเกิดความเนือยขึ้นมา หากผู้ชมใช้สมาธิในการรับชมแต่แรกก็ไม่น่าจะเป็นห่วงอะไร


5/5 กะโหลก งานการแสดงระดับรางวัลออสการ์ของ “เบรนแดน เฟรเซอร์” เป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง บทภาพยนตร์มีความลึกซึ้ง ตรึงอารมณ์ บางทีถ้าได้ดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว คุณอาจต้องโทรศัพท์หาบุคคลอันเป็นที่รักที่ไม่ได้คุยกันมานานแล้วก็เป็นได้


คอลัมน์ : ดูหนังกับหมี
โดย : แพนด้าอ้วน
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก 20th Century Studios Thailand



