ทั้งนี้ ว่าด้วย “แนวทางฟื้นเศรษฐกิจไทย” นั้น ก็มีข้อเสนอที่น่าพินิจ มี “ข้อเสนอถึงรัฐบาลชุดใหม่” ที่กำลังจะเกิดขึ้นภายหลังเลือกตั้ง ว่า… ต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่” ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ…

จะใช้ “แนวทางเดิมวิธีเดิม ๆไม่พอ”

โดย “ต้องลองแนวทางใหม่วิธีใหม่ ๆ”

ต้อง “ปรับให้เท่าทันเศรษฐกิจยุคใหม่”

ข้อเสนอที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ…เสนอโดย ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล นักวิชาการสาขาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่ระบุเรื่องนี้โดยชี้ว่า… “นโยบายเศรษฐกิจไทยต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่เพื่อแก้ปัญหา” เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไปมากจากปีก่อน ๆ โดยปี 2569 เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงต่อเนื่อง จากปัจจัยทั้งในและนอกประเทศ จนกระทบทั้งด้านการท่องเที่ยวและส่งออกไทย อีกทั้งไทยยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงมาก ก็จะยิ่งกระทบกับภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้มาก เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ไปบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน…

ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล

ทาง .วิทวัส นักวิชาการ มธ. ยังสะท้อนไว้อีกว่า… จากปัจจัยในประเทศไทยเอง จากปัญหา หนี้ครัวเรือน ที่ทำให้กำลังซื้อประชาชนหดตัวลง เพราะเงินหมดไปกับการใช้หนี้ ก็จึงขาดพลังในการทำมาหากิน จึง ไม่เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ขณะที่จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวตกต่ำมาอย่างต่อเนื่องกว่า 2-3 ปี ซึ่งมีที่มาจาก สงครามการค้า และ ความไม่มั่นคงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ ความต้องการและกำลังซื้อ (Demand) จากต่างประเทศลดลง จนส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย ต่อการส่งออกสินค้าของไทย รวมถึงการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย

นอกจากนี้ ก็ยังมีปัญหาจากประเทศที่มีศักยภาพสูงกว่าอย่างจีน จีนประสบภาวะมีสินค้ามากกว่าความต้องการของคนในประเทศ (Oversupply) ที่ต้องหาตลาดส่งออกเพิ่ม เพราะไม่สามารถส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกาได้ จีนหันมาแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศไทยและนอกจากปัจจัยข้างต้นแล้ว ไทยยังมีปัญหาจากผลกระทบที่เกิดจากภัยธรรมชาติ ที่เกิดบ่อยและรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกขณะ ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ประกอบการต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน …ซึ่งปัจจัยลบต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ส่งผลทำให้ “บั่นทอนพลังทางเศรษฐกิจ”ของไทย

นี่คือ “ภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจ”

ที่ปีนี้ “ประเทศไทยคนไทยต้องเจอ!!”

เป็น “โจทย์ใหญ่วัดฝีมือรัฐบาลใหม่?”

แล้ว “ไทยควรทำอย่างไร?”… นักวิชาการท่านเดิมระบุว่า…ถ้ารัฐบาลยังเน้นการใช้แนวทางแก้ปัญหาแบบเดิม คือ เน้นแต่การกระตุ้นกำลังซื้อ หรือใช้วิธีแก้ปัญหาหนี้สินเป็นหลัก ไม่เพียงจะแก้ปัญหาได้ไม่สำเร็จ แต่ยังไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยเพื่อแข่งขันและเอาตัวรอดจากภัยคุกคามต่าง ๆ อีกด้วย โดยการมีนโยบายเพื่อแก้หนี้และกระตุ้นกำลังซื้อ ที่ผ่าน ๆ มามีลักษณะซ้ำซากไม่คำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้มากนัก ซึ่งยิ่งสะท้อนอย่างชัดเจนว่า…แนวทางที่ผ่าน ๆ มา ที่ไทยได้ทำไปแล้ว ยังไม่เกิดประโยชน์มากนัก…

สิ่งที่อยากแนะนำรัฐบาลในอนาคตคือ ควรหารายได้ใหม่ ๆ ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณแบบมุ่งเป้าแทนการกระตุ้นทั่วไปที่จะใช้เม็ดเงินเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนตัวมองว่าอุตสาหกรรมอนาคต หรือนิวเอสเคิร์ฟ (New S-curve) คือคำตอบและทางรอดของเศรษฐกิจไทย” …นี่เป็นข้อแนะนำ เป็น “ข้อเสนอต่อว่าที่รัฐบาลใหม่” ให้พิจารณา

ทั้งนี้ ทาง .วิทวัส รุ่งเรืองผล ได้ระบุด้วยว่า… ก็เข้าใจดีว่า…ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ก็คงไม่ง่ายที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายใต้สภาวะประเทศไทยแบบปัจจุบัน เพราะในตอนนี้เศรษฐกิจไทยมีปัญหาหลาย ๆ เรื่อง ทั้งจากวินัยการเงินการคลัง…ที่ขาดดุลงบประมาณ รวมถึงจากหนี้สาธารณะระยะยาว กับปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่ล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสถาบันจัดอันดับเครดิต ส่งผลให้การกู้เงินจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศของไทยในอนาคตอาจทำได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม ศ.วิทวัสก็ได้ชี้เน้นว่า… การบ้านที่รัฐบาลใหม่ก็ต้องเร่งทำเร็วที่สุดด้วยคือกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศอย่างเหมาะสม

ส่วนสาเหตุที่เสนอให้รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยผ่าน New S-curve”นั้น… ทางนักวิชาการ มธ. ท่านดังกล่าว ชี้ว่า… เนื่องจาก อุตสาหกรรมกลุ่มนี้สร้างผลกระทบเชิงบวกในระดับสูงได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศไทย โดยเฉพาะในแง่ทำให้ไทยมีรายได้ใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามา เช่น จากการยกระดับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือการเป็นศูนย์กลางด้านยานยนต์ รวมถึงการยกระดับเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ ซึ่ง แนวทางเหล่านี้ถูกพูดถึงมานานมากแล้ว แต่ยังไม่มีผลสำเร็จที่ชัดเจน รัฐบาลใหม่จึงควรผลักดัน New S-curve ให้เกิดเป็นรูปธรรม

เหล่านี้เป็นข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่”

น่าคิดดัน New S-curve”ให้สำเร็จ

เพราะ “นานโขที่ในไทยได้แต่พูด??”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์