ทั้งนี้ วันครูวันที่สังคมไทยหันมาใส่ใจบรรดาคุณครูกันมากกว่าปกตินั้นในปีนี้ผ่านพ้นมาสัปดาห์กว่าแล้ว หากแต่ “ภารกิจเสียสละเพื่อเด็ก ๆ” ของคุณครูทั้งหลายก็ยังคงดำเนินต่อเนื่องต่อไป และภารกิจของคุณครูกลุ่มนี้…ที่ “ทีมวิถีชีวิต” จะชวนมาสัมผัสกัน ณ ที่นี้… “ภารกิจสอนและดูแลเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน”นี่ยิ่งเป็น“ภารกิจเสียสละที่สำคัญ…และน่ายกย่องเชิดชู”…
ภารกิจ “ครูพี่เลี้ยงเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน”ภารกิจดูแลเด็กพิการกลุ่มนี้นั้นมิได้มีเพียงแค่การเป็น “ครู” เท่านั้น หากแต่ยังต้องมีบทบาทเป็น “พี่เลี้ยง” ด้วย ซึ่งภารกิจนี้ “ทั้งเหนื่อย-ทั้งหนัก” แต่คุณครูกลุ่มนี้ก็ยังเลือกที่จะ “ทำหน้าที่-ทำภารกิจนี้อย่างเต็มใจ” ทั้งนี้ “ทีมวิถีชีวิต” มีโอกาสได้เจาะลึกถึงภารกิจการดูแลเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อนของเหล่าครูพี่เลี้ยงกลุ่มนี้ส่วนหนึ่ง จากการที่ได้ร่วมเดินทางไปร่วมกิจกรรม “พาน้องตาบอดพิการซ้ำซ้อนเที่ยวทะเล 2025” ที่พาคณะรวมกว่าครึ่งร้อยคน พาเด็ก ๆ และครูพี่เลี้ยง “โรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา (บ้านเด็กตาบอดผู้พิการซ้ำซ้อน)” ไปท่องเที่ยวและพักผ่อน 3 วัน 2 คืน ที่หาดน้ำใส ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวนี้จัดขึ้นโดยทีมดีเจ Top Radio 93.5 มีผู้สนับสนุนหลักคือ กองทัพเรือ โดยหลายหน่วยในสังกัด และ บมจ. ธนบุรีเฮลท์แคร์กรุ๊ป (THG) โดย โรงพยาบาลธนบุรี

ครูจั่น-ดวงจันทร์ ปัททุม
กลุ่มครูพี่เลี้ยงที่ “ทีมวิถีชีวิต” มีโอกาสเจาะลึกภารกิจนั้น มีอาทิ… “ครูเก๋-หนึ่งฤทัย พวงเพชร” หรือ “ผอ.เก๋” ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา และคุณครูเองก็เป็นผู้พิการตาบอดด้วย, “ครูชลชนก เบ้าเฟื้อย” คุณครูท่านนี้เป็นรองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา, “ครูจั่น-ดวงจันทร์ ปัททุม” ครูปฏิบัติการสอน โรงเรียนบ้านเด็กรามอินทราทั้งนี้จากที่ได้พูดคุยกับ “ครูพี่เลี้ยงเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน” ก็ยิ่งทำให้ตระหนักว่าผู้ทำหน้าที่ครูของเด็ก ๆ ในส่วนนี้มีภารกิจที่ไม่ง่ายเลย อีกทั้งค่าตอบแทนก็ไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับภารกิจที่ทั้งหนักและยาก ซึ่งคุณครูกลุ่มนี้ “เป็นครูที่ยิ่งต้องใช้หัวใจทำหน้าที่”
ลองมาฟังเสียงจากครูพี่เลี้ยงเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อนกลุ่มนี้ เริ่มจากคุณครูท่านแรกที่เราได้สนทนาด้วย คือ… “ครูจั่น–ดวงจันทร์ ปัททุม” ครูปฏิบัติการสอน โรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา ซึ่งได้เล่าให้ฟังว่า… สำหรับตัวเธอนั้น ทำหน้าที่เป็นครูพี่เลี้ยงเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อนมาราว 30 ปีแล้ว โดยเริ่มจากการเป็นผู้ช่วยครูตั้งแต่เรียนจบ ม.6 ซึ่งเอาจริง ๆ ตอนแรกก็ไม่เคยรู้เลยว่ามี “เด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน” แต่มีเพื่อนที่เป็นจิตอาสาดูแลเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน จึงได้รู้ว่ามีเด็กกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งตนเองตอนแรกที่มาทำงานเป็นผู้ช่วยครูก็เพื่อจะหาเงินเรียนต่อปริญญาตรีด้านสื่อสารมวลชนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง

คุณครู และเด็ก ๆ กับกิจกรรมพาน้อง ๆ เที่ยวทะเล
“จริง ๆ ก็ไม่ได้มีความคิดที่จะมาเป็นครูสอนน้อง ๆ ตาบอดพิการซ้ำซ้อน แต่ด้วยความที่ทำหน้าที่อยู่ตรงนี้มานานก็ทำให้เกิดความผูกพันกับเด็ก ๆ กลุ่มนี้ มองเขาเป็นลูกเป็นหลานของเราคนหนึ่ง และที่สำคัญแรก ๆ เราเองก็ได้เรียนรู้ไปกับเด็ก ๆ ด้วย เพราะเราไม่ได้เรียนเป็นครูสอนเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อนมาสายตรง แต่เราก็ได้มาเรียนรู้ไปกับน้อง ๆ นี่ก็ยิ่งทำให้มีความผูกพันกับเด็ก ๆ ที่นี่ จนหลังจากที่เรียนจบปริญญาตรีก็ได้ไปเรียนวิชาชีพครูเพิ่มเติม และไปอบรมครูการศึกษาพิเศษเพิ่มอีก แล้วก็ทำหน้าที่เป็นครูอยู่ที่นี่ยาวมาจนถึงปัจจุบัน”…ครูจั่นบอกเล่า
พร้อมทั้งยังบอกกับ “ทีมวิถีชีวิต” ถึงการทำภารกิจของเธออีกว่า… “การที่เราอยู่ตรงนี้มานาน เรียกว่าเป็นความผูกพัน เราก็จะดูแลพวกเขาเหมือนเป็นลูกหลาน ส่วนอะไรที่เราอยากรู้เพื่อนำมาใช้ดูแลก็ไปศึกษาเพิ่ม ไปอบรมแบบเป็นทางการโดยตรงเพิ่มเติม และก็สอบถามปรึกษาครูด้วยกันด้วย เพื่อนำมาใช้ดูแลเด็ก ๆ ซึ่งบางอย่าง ความพิการบางประเภท เหมือนกันก็จริง แต่ก็จะมีอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ เป็นความต่าง และอารมณ์ของเด็กแต่ละคนก็ต่างกัน”
การเป็นครูดูแลน้อง ๆ เหล่านี้ คุณครูพี่เลี้ยงเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อนท่านเดิมยังบอกว่า… ต้องใช้พลังงานเยอะ ครูต้องมีทั้งจิตวิทยา ในการที่จะอยู่กับเด็ก ๆ และรวมถึงจิตวิทยาในการอยู่ร่วมกับครูพี่เลี้ยงด้วยกันด้วย ซึ่งเด็ก ๆ กลุ่มนี้เขาจะมีความหลากหลายในตัวเขาเองอยู่แล้ว เขาก็จะมีพฤติกรรมหรือมีเหตุการณ์ที่อาจทำให้เรารู้สึกปี๊ด หรือรู้สึกโมโหได้ ก็ต้องมีอะไรมาช่วยดึงไว้ ไม่อย่างนั้นก็อยู่ยาก ครูก็ต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดี ต้องอยู่กับเขาได้ และอยู่กับตัวเราเองได้ด้วย ซึ่งในส่วนของครูพี่เลี้ยงทุกคนก็จะมีการอบรมอยู่เรื่อย ๆ ทั้งอบรมเรื่องจิตวิทยา อบรมเรื่องคุณธรรมจริยธรรม จะเน้นย้ำซ้ำทวนกันในเรื่องเหล่านี้
“ครูจะอารมณ์ไม่ดีหรือเครียดมาจากไหนยังไงก็ตาม พอทำหน้าที่ดูแลเด็ก ๆ เราต้องทิ้งอารมณ์เหล่านั้นไปและปรับโหมดเข้าสู่ความพร้อมดูแลเด็ก ๆซึ่งเป็นครูก็ต้องจัดการกับอารมณ์ของตัวเองให้ได้ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็ใช้วิธีเดินออกห่างจากเด็ก ให้เพื่อนครูคนอื่นเข้ามาดูแลแทนก่อน เพื่อจะไปจัดการอารมณ์ตัวเองให้ได้ก่อน เพราะบางทีเราอาจจะเผลอนึกว่าเขาเป็นเด็กปกติ พอเขาอารมณ์ขึ้นเราก็แรงไป เราก็ต้องพยายามดึงตัวเองออกมาก่อน”

น้องที่นั่งรถเข็นคุณครูยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ
ครูจั่น กล่าวถึงเทคนิคสำคัญ พร้อมบอกอีกว่า… “ถ้ามีความเครียดสะสมมา และมาอยู่กับเด็ก ก็จะยิ่งหนัก ซึ่งเด็กบางคนรับรู้ได้ถึงอารมณ์ถึงภาวะจิตใจของครูช่วงที่ครูมีอารมณ์ดาวน์ เขาก็จะมีช่วงที่เขาดาวน์ไปกับครูด้วย”
สำหรับการดูแลเด็ก ๆ ในโรงเรียนนั้น จะดูแลโดยครู 1 คน ดูแลเด็ก 4 คน ซึ่งในห้องจะมีครู 1 คน ผู้ช่วย 1 คน มีเด็ก ๆ ไม่เกิน 8 คน ส่วนการพาเด็ก ๆ ออกนอกสถานที่ การดูแลเด็กจะต้องดูกันแบบครู 1 คน เด็ก 2 คน แต่ถ้าเป็นเด็กที่ต้องนั่งรถเข็นก็จะต้องดูแลกันแบบ 1 ต่อ 1ทั้งนี้ การที่มีกิจกรรมพาน้อง ๆ ออกทำกิจกรรมท่องเที่ยวนอกสถานที่ อย่าง “พาน้องเที่ยวทะเล” ที่จัดโดยทีมดีเจTop Radio 93.5 โดย กองทัพเรือ และ โรงพยาบาลธนบุรี เป็นผู้สนับสนุนหลักนั้น แม้การพาน้อง ๆ ออกมานอกสถานที่ทางครูจะหนักว่าอยู่ในโรงเรียน เพราะครูจะต้องดูแลมากเป็นพิเศษ แต่ก็เป็นกิจกรรมที่ดีต่อทั้งเด็กและครู
“อย่างการมาที่หาดน้ำใส เด็ก ๆ ชอบ เขาได้เล่นน้ำเต็มที่ เพราะน้ำตื้น เป็นหาดเรียบ เด็ก ๆ ที่ได้ออกมาทำกิจกรรมรู้สึกตื่นเต้นกัน เขาตั้งตารอไว้ก่อนแล้วว่าจะได้ไปที่ไหน ส่วนครูเองการได้มาก็ได้ผ่อนคลายด้วย”…ทาง ครูจั่น–ดวงจันทร์ ปัททุม” ระบุ พร้อมทิ้งท้ายว่า… “การพาเด็ก ๆ ออกนอกโรงเรียน ก็เป็นอะไรที่เหนื่อย แต่ก็สนุก เด็ก ๆ ก็ได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ครูเองก็ได้ผ่อนคลาย ได้ชาร์จพลัง ทั้งยังได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ไปพร้อมกับเด็ก ๆ ด้วย”

ครูชลชนก เบ้าเฟื้อย
ต่อกันด้วยเสียงจาก “ครูพี่เลี้ยงเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน” อีกคน คือ… “ครูชลชนก เบ้าเฟื้อย” รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา ที่ได้เล่าให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังว่า… ตัวเธอเองนั้นเป็นครูที่สอนเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อนโดยตรงมาราว 9 ปี โดยเธอเรียนจบปริญญาตรี ด้านประชาสัมพันธ์ ซึ่งการมาเป็นครูนั้นเริ่มจากมีโรงเรียนเด็กพิการมาเปิด ก็เกิดความสนใจและมาสมัครเป็นครูสอน จนได้สอนเด็ก ๆ พิการ จากนั้นก็ได้เรียนหลักสูตร ป.บัณฑิตวิชาชีพครู เพื่อที่จะมาเป็นครูสอนเด็กพิการโดยเฉพาะ นอกจากนั้นก็ยังได้อบรมเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ อีกหลาย ๆ เรื่อง เพื่อการทำหน้าที่นี้
“หลังจากที่ได้สอนเด็ก ๆ ตาบอดพิการซ้ำซ้อนมาเรื่อย ๆ มันทำให้เกิดเป็นความผูกพัน และรู้สึกว่าตัวเองนั้นเข้ากับเด็ก ๆ กลุ่มนี้ได้ ซึ่งสำหรับในสายตาเรา เราเห็นว่าเด็ก ๆ กลุ่มนี้นั้นเขาก็จะมีความน่ารักอีกแบบหนึ่ง”

ดูแลและฝึกสอนช่วยเด็กแม้จะนอกโรงเรียน
ครูชลชนก กล่าว พร้อมบอกอีกว่า… แรก ๆ ที่มาเป็นครูพี่เลี้ยงเด็กพิการ ยอมรับว่าเหนื่อยมาก แต่ก็ไม่ถึงกับท้อ และกลายเป็นว่าเด็กกลุ่มนี้ทำให้เป็นคนใจเย็นขึ้น ทำให้มีความอดทนสูงขึ้น เพราะเวลาฝึกอะไรให้เขาแต่ละอย่างต้องใช้เวลา ก็ต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับเขา ถ้าโมโหหรือถอดใจก็ไม่สามารถสอนเด็กได้แน่… “อยู่กับเด็ก ๆ กลุ่มนี้จะใช้อารมณ์หรือโมโหไม่ได้เด็ดขาด ซึ่งก็ทำให้เป็นการฝึกเราเองให้เป็นคนใจเย็นมากขึ้น ทนกับสภาพแวดล้อม อารมณ์ต่าง ๆ ได้ดีมากขึ้น”
ส่วนกิจกรรม “พาน้องตาบอดพิการซ้ำซ้อนเที่ยวทะเล” ที่ทาง “ทีมวิถีชีวิต” ได้ไปร่วมและมีโอกาสได้พูดคุยกับ ครูชลชนก และนำมาเล่าสู่ ณ ที่นี้ คุณครูท่านนี้บอกว่า… เป็นกิจกรรมที่ดีต่อเด็ก ๆ มาก เพราะปกติเด็กจะอยู่แต่ในโรงเรียน อยู่ในที่แคบ ๆ ซึ่งการที่เด็ก ๆ ได้ออกมาข้างนอก ได้มาเที่ยวทะเล ก็ทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ และที่สำคัญทำให้เด็ก ๆ มีความสุขมากขึ้น แม้ทางครูผู้ดูแลทุกคนอาจจะต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นหน่อย… “การออกข้างนอกยิ่งต้องดูแลน้อง ๆ ใกล้ชิด จะคลาดสายตาไม่ได้ จะต้องอยู่ในสายตาตลอด แต่การที่ได้เห็นน้อง ๆ เห็นเด็ก ๆ มีความสุข ในฐานะครูก็มีความสุขไปกับเด็ก ๆ ด้วย”

ครูเก๋-หนึ่งฤทัย พวงเพชร
ทิ้งท้าย ทาง “ครูชลชนก เบ้าเฟื้อย” ยังบอกถึงภารกิจ “สอนและดูแลเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน” ด้วยว่า… “การดูแลสอนเด็กเหล่านี้ต้องใช้ความอดทนและความพยายามสูงกว่าการดูแลเด็กปกติทั่ว ๆ ไปมาก เพราะเขาอาจจะดูแลตัวเองไม่ได้เลย อย่างเด็กที่มาใหม่ ๆ เขาทานข้าวเองไม่ได้เราก็ต้องหาวิธีให้เขาทานข้าวให้ได้ ซึ่งไม่ใช่แค่ 1-2 เดือนที่จะสามารถฝึกเขาได้ เด็กบางคนใช้เวลาเป็นปี ๆ ก็มี ซึ่งเราต้องหาวิธีหลากหลายมากเพื่อมาฝึกเขาให้ได้ และเด็กแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ต้องใช้วิธีฝึกที่ต่างกัน เราก็เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับเด็ก ๆ นี่เป็นความท้าทายของเรา”
ทั้งนี้ การสนทนากับ “ครูพี่เลี้ยงเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน” ถึงภารกิจการดูแลและฝึกสอนเด็ก ๆ กลุ่มนี้ คุณครูทุกท่านต่างระบุกับ “ทีมวิถีชีวิต” ไว้คล้าย ๆ กันว่า…ยังพร้อมที่จะสู้กับภารกิจที่หนักนี้ พร้อมที่จะดูแลและปกป้องเด็ก ๆ เหล่านี้ เพราะครูทุกคนรักเด็ก ๆ เหล่านี้เหมือนเป็นลูกเป็นหลานของตัวเอง ซึ่งคุณครูบางท่านก็บอกว่า… “เวลาเราสอนเราฝึกให้เขาทำอะไรแล้วเขาสามารถทำได้ นั่นก็ทำให้เราภูมิใจ และหายเหนื่อย มีแรงที่จะสอนหรือฝึกเขาต่อไป” ขณะที่บางท่านก็บอกคล้าย ๆ กันว่า… “หลังจากเราฝึกให้เขาทำอะไรได้ มันเกิดความภูมิใจ-ดีใจมาก หายเหนื่อย มีแรงที่จะสอนต่อไป…มีแรงที่จะสอนเด็ก ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ”.

ครูเก๋ กับเด็ก ๆ และกิจกรรมนอกสถานที่
‘จิตวิญญาณครูมีอยู่ตลอดเวลา’
โรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา (บ้านเด็กตาบอดผู้พิการซ้ำซ้อน)” ที่เมื่อไม่นานมานี้มีการจัดกิจกรรม “พาน้องตาบอดพิการซ้ำซ้อนเที่ยวทะเล 2025” โดยทีมดีเจTop Radio 93.5 โดย กองทัพเรือ และ โรงพยาบาลธนบุรี เป็นผู้สนับสนุนหลักนั้น โรงเรียนแห่งนี้มี “ครูเก๋-หนึ่งฤทัย พวงเพชร” หรือ “ผอ.เก๋” เป็นผู้อำนวยการ ซึ่งได้บอกเล่ากับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่า… ตัวเธอนั้นก็เป็นผู้พิการตาบอด โดยเธอเรียนจบครูมา และก่อนที่จะมารับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการที่โรงเรียนแห่งนี้เธอก็เริ่มจากการเป็นครูสอนเด็กตาบอดมาก่อน โดยสอนด้านการเขียนและการอ่านอักษรเบล นอกจากนั้นก็ยังสอนภาษาอังกฤษอีกด้วย
สำหรับกิจกรรมพาน้อง ๆ ออกนอกสถานที่นั้น ผอ.เก๋ บอกว่า… เป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ หลาย ๆ คนที่ผู้ปกครองไม่เคยพาไปไหน ไม่เคยพาไปเที่ยว เพราะไม่มีเวลา หรือเพราะไม่สะดวก ซึ่งกิจกรรมพาน้องเที่ยวทะเลก็เป็นโอกาสที่ดีของเด็ก ๆ มากเลย เขาได้รู้ว่าทะเลเป็นแบบไหน ได้สัมผัสทั้งทะเล สวนน้ำ รวมถึงเครื่องบิน ส่วนครูพี่เลี้ยงเองก็ได้ผ่อนคลาย
“เด็ก ๆ อยู่ในโรงเรียนก็จะเห็นว่าโอเค กินข้าวเองได้ เดินได้ แต่ออกนอกโรงเรียน สภาพแวดล้อมเปลี่ยน เด็กอาจไม่เหมือนเดิม จากที่กินได้ก็อาจกินไม่ได้ รวมถึงการเข้าสังคม คุยกับคน เด็กบางคนอยู่นอกโรงเรียนก็จะกลัว ซึ่งการได้ออกมาเที่ยวช่วยให้เขาชินกับสังคมข้างนอกด้วย ที่สำคัญ…ครูก็จะได้เรียนรู้เด็กมากขึ้น ได้รู้ว่าเด็ก ๆ ขาดตรงไหน ต้องปรับตรงไหน ได้รู้ว่าควรสอนอะไรให้เด็ก ๆ เพิ่มเติมอีก” …ทาง “ครูเก๋–หนึ่งฤทัย พวงเพชร” ชี้ถึงประโยชน์กิจกรรมนอกสถานที่ ที่แม้ก็เป็นโอกาสผ่อนคลายของครู แต่ “จิตวิญญาณครู” ในการ “ใส่ใจเด็กเพื่อช่วยเด็ก” ยังมีตลอดเวลา.
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์
ไกรเลิศ พึ่งบุญ ณ อยุธยา



