ทั้งนี้ จากรายงานของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ด้านสุขภาพ ประจำปี 2568 มี “ตัวเลขน่าตกใจเกี่ยวกับสุขภาพจิตคนไทย” นั่นคือ อาจมีคนไทยถึง 13.4 ล้านคนกำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต โดยในจำนวนนี้ มีไม่น้อยที่ผลกระทบทางจิตที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดเป็น “บาดแผลจิตใจ” ชนิดรุนแรง เรื้อรัง…

ใต้ใบหน้ามีรอยยิ้มของหลายคนนั้น

กำลัง “มีวิกฤติเงียบคุกคามกัดกินสุข”

เป็นดั่ง “ระเบิดเวลาที่ถูกซุกซ่อนอยู่!!”

จากวิกฤติดังกล่าว…ที่กำลังเป็น “ภัยเงียบคนไทยยุค AI”ในยุคที่โลกและสังคมไทยเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และคาดเดาได้ยากมากขึ้น นี่ก็จึงทำให้ยิ่ง “น่าเป็นห่วงคนบางกลุ่ม” โดยเฉพาะกับคนที่อาจ “มีภูมิคุ้มกันทางสังคมไม่แข็งแรง” ซึ่งเมื่อชีวิตต้องเจอกับความผันผวนที่คาดเดาไม่ได้บ่อย ๆ หรือต้องพบกับความเครียดอยู่ตลอดเวลาจากการใช้ชีวิตภายใต้สภาพสังคมเช่นในปัจจุบัน กรณีนี้ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะ “ป่วยทางใจได้ง่าย” ง่ายกว่าคนที่มีภูมิคุ้มกันทางสังคมที่ดีกว่า โดยที่ “บาดแผลทางใจ” ที่เกิดนั้น จะมีรอยแผลใหญ่หรือเล็กก็อาจจะต้องขึ้นกับเงื่อนไขชีวิตพื้นฐานจิตใจ ของแต่ละคน…

อย่างไรก็ดี แม้ “ความเข้มแข็งทางจิตใจ” เพื่อจะ “เยียวยาบาดแผลทางใจไม่ให้ลุกลาม” ในแต่ละคนจะแตกต่างกัน หากแต่ก็ มีแนวทาง-มีวิธีน่าสนใจ โดยเป็นคำแนะนำที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ ณ ที่นี้ ซึ่งเป็นข้อมูลของ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ที่ได้จัดทำแนวทางไว้ผ่านชุดข้อมูลที่มีชื่อว่า… “วิธีปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น”หรือ “Psychological First Aid (PFA)” ซึ่งนี่ก็เป็น “ทักษะที่ควรสนใจ” ไม่เฉพาะกับบุคลากรทางการแพทย์-นักจิตวิทยาเท่านั้น

ประชาชนทั่วไปก็น่า “ใช้ดูแลตนเอง”

และ “ใช้ดูแลคนรอบข้าง” เมื่อมีวิกฤติ

ในชุดข้อมูลดังกล่าวนั้น ทางกรมสุขภาพจิตได้มีการอธิบายถึงการ“ปฐมพยาบาลทางใจ”ไว้ โดยสังเขปมีว่า… การปฐมพยาบาลทางใจ” ตามหลัก PFA คือ “กระบวนการช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อประคับประคองผู้ที่กำลังเผชิญกับความทุกข์ใจอย่างหนัก” ไม่ว่าจะเป็นอาการ เครียดจัด วิตกกังวลมาก แยกตัวจากสังคม หรือถึงขั้นอยากทำร้ายตัวเอง โดยที่หลัก PFA นี้มีเป้าหมายเพื่อ “บรรเทาความเจ็บปวดทางจิตใจ” ผ่านวิธีการต่าง ๆ อาทิ ด้วยการสังเกต ค้นหา และคัดกรองอย่างเป็นระบบ พร้อมกับมีการให้กำลังใจ ตลอดจนนำส่งต่อผู้ที่เกิดปัญหาเข้าสู่ระบบบริการสาธารณสุขอย่างเหมาะสม

สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของผู้ประสบเหตุ โดยผู้ให้การช่วยเหลือจะต้องระมัดระวังไม่ให้การกระทำหรือคำพูดของตนไปซ้ำเติมบาดแผลเดิมโดยไม่เจตนา ดังนั้นการรับฟังด้วยความเข้าใจจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ที่ตกอยู่ในภาวะช็อก หรือเปราะบางทางอารมณ์ รู้สึกมั่นคงและปลอดภัยอีกครั้ง”…เป็นหลักที่มีการย้ำไว้

นอกจากนั้น ในคู่มือ “วิธีปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น”วิธีที่ ประชาชนทั่วไปก็น่านำไปปรับใช้ได้ชี้ถึง “กลไกสำคัญ” เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมไว้ว่า…มีชื่อเรียกสั้น ๆ คือ “หลัก 3 .”และ “หลัก 2 .” โดยสำหรับหลัก 3 .” นั้นประกอบด้วย… สอดส่องมองหา (Look) เพื่อค้นหาบุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยง โดยการสังเกตหาพฤติกรรมที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดปัญหา เช่น มีอารมณ์เศร้า หดหู่ แยกตัวจากสังคม หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม, ใส่ใจรับฟังโดยถ้าตนเอง หรือคนรอบข้าง มีเรื่องไม่สบายใจ หรือมีสิ่งที่ทำให้ท้อแท้หรือรู้สึกสิ้นหวัง ควรหาคนใกล้ชิดที่ไว้ใจได้มาทำหน้าที่เป็น ผู้รับฟังปัญหาและความคิดที่เกิดขึ้น หรือถ้าหาไม่ได้ก็พึ่งการใช้บริการผ่าน สายด่วนสุขภาพจิต 1323 และอีก ส. คือ ส่งต่อเชื่อมโยง (Link)เพื่อดูแลให้ผู้มีปัญหาได้รับความช่วยเหลือพื้นฐานตามความจำเป็น โดย เน้นสิ่งที่ทำให้ปลอดภัยก่อน จากนั้นจึงค่อยส่งต่อ

ทั้งนี้ ในคู่มือกรมสุขภาพจิตยังได้แนะ “เคล็ดลับการเป็นผู้รับฟังที่ดี” ไว้ว่า… ต้องรับฟังอย่างลึกซึ้งและมีสติ กับ ต้องทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก โดยไม่ตัดสินคุณค่าหรือไม่ตัดสินถูกหรือผิดต่อพฤติกรรมหรือความคิดนั้น แต่ ต้องแสดงให้เห็นว่ากำลังตั้งใจรับฟังอยู่ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ผู้มีปัญหาได้ระบายความรู้สึกออกมา ทำให้คลายความทุกข์ใจลงไป…

เพื่อจะ “จัดการอารมณ์ที่เกิดขึ้น” ได้

ส่วนหลัก 2 .” นั้น จะประกอบไปด้วย… (ให้) ข้อมูลเพื่อช่วยให้ผู้ที่กำลังเกิดบาดแผลทางใจเกิดความรู้สึกเชื่อมั่นว่า…จะมีหนทางแก้ปัญหา หรือมีวิธีปรับตัวอื่น ๆ ที่จะคลี่คลายให้สถานการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นนั้นค่อย ๆ ดีขึ้น และ(ช่วยให้) เข้าถึงบริการเพื่อรับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น แผนกฉุกเฉิน คลินิกสุขภาพจิต โรงพยาบาลชุมชน ซึ่งถ้าบุคคลนั้นลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ ผู้เข้าช่วยเหลือก็ควรใช้วิธีจูงใจหรือให้กำลังใจเพื่อโน้มน้าวให้ผู้กำลังมีปัญหาทางใจไปขอรับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ หรือแสดงให้เห็นถึงทางเลือกของความช่วยเหลือ …นี่ก็เป็น “กลไกสำคัญ”

วิธีปฐมพยาบาลใจเบื้องต้น” นี่สำคัญ

วิธีที่ “สำคัญในยุคเกิดแผลใจได้ง่าย”

และ “แผลใจลามจนป่วยใจกันอื้อ!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์