ทั้งนี้ กับการ “รับมือวิกฤติน้ำ” นั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ก็ได้ร่วมกันสะท้อนเกี่ยวกับการ “บริหารจัดการน้ำ”ซึ่งมีมุมมองน่าสนใจหลาย ๆ เรื่อง…
มี “ข้อเสนอบริหารจัดการน้ำในไทย”
ใน “ยุคที่โลกเดือด–ยุคน้ำแปรปรวน!!”
เกี่ยวกับข้อเสนอเพื่อการรับมือวิกฤติน้ำในไทยที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ ณ ที่นี้ มาจาก งานเสวนาโครงการ “Chula the Impact” ครั้งที่ 37 ในชื่อหัวข้อ “กันก่อนท่วม : น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” ซึ่งจัดโดย “ศูนย์กันก่อนท่วม” คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เปิดพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และบทเรียน ในการ “รับมือความเสี่ยงด้านน้ำ” โดยมีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญทั้งชาวไทยและนานาชาติ ตลอดจนภาคธุรกิจ ชุมชน และภาคประชาสังคม เข้าร่วมเสนอแนะ-แลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อสร้างความเข้าใจ เพื่อให้เกิดการร่วมกันแก้ปัญหาน้ำในประเทศไทยให้ทันเวลา

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์
ทั้งนี้ ในเวทีเสวนาได้สะท้อนภาพรวมสถานการณ์น้ำในไทยที่ผ่านมาไว้ว่า… การจัดการน้ำของไทยที่มีปัญหาเป็นเพราะแก้ไขปัญหาระยะสั้น แยกส่วน และไม่ต่อเนื่อง อีกทั้งขาดกลไกกลางเชื่อมโยงข้อมูล และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนการป้องกันจึงล่าช้า ไม่ทันต่อความรุนแรง ซึ่งด้วยเห็นถึงปัญหานี้จึงมีการจัดตั้ง “ศูนย์กันก่อนท่วม” เพื่อสื่อสารกับสังคม ประสานความร่วมมือในการป้องกันความเสี่ยงน้ำล่วงหน้า บนฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ เพื่อเสริมพลังการทำงานให้กับทุกภาคส่วน โดยไม่ซ้ำซ้อนกับภาครัฐ เพื่อเสริมความพร้อมการรับมือให้เมือง เพื่อลดการสูญเสียจากวิกฤติภัยน้ำ
ทาง รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ระบุไว้ในเวทีเสวนาว่า… ประเทศไทยกำลังเผชิญสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปแบบสุดขั้ว!! ทั้งน้ำทะเลหนุนสูง ทั้งฝนที่ตกอย่างรุนแรงชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่นที่ อ.หาดใหญ่ ซึ่งฝนที่ตกลงมามีปริมาณมากถึง 80% ของฝนตลอดทั้งปี ที่ตกลงมาในพื้นที่เดียวภายในเวลา 7 วัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนสร้างความเสียหายทั้งมิติเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน
พร้อมกันนี้ยังมีการระบุไว้อีกว่า… หากย้อนกลับไปดูวิกฤติน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2554 “มหาอุทกภัย” ในปี 2554 ตัวเลขความเสียหายสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 70% ของงบประมาณแผ่นดินในปีนั้น!! โดยผลกระทบกว่า 90% เกิดขึ้นกับภาคเอกชน ทั้งในรูปแบบของความเสียหาย และการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งหากเกิดน้ำท่วมในกรุงเทพฯ แบบนั้นขึ้นมาอีกครั้ง อาจจะกระทบทางเศรษฐกิจสูงมากกว่าปี 2554 โดย ถ้ากรุงเทพฯ เกิดอุทกภัยซ้ำรอยเหมือนปี 2554 อีก…ตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นจากมหาอุทกภัยอาจสูงกว่าปี 2554 โดยอาจมีมูลค่าถึง 10 ล้านบาทต่อนาที!!…
“จะเกิดผลกระทบที่ไม่อาจประเมินค่า”

สำหรับศูนย์หรือโครงการ “กันก่อนท่วม” ที่มีการก่อตั้งขึ้นนั้น ทาง รศ.ดร.วิทยา คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้ระบุไว้ว่า… โครงการจะรวบรวมผลงานวิชาการของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญในประเทศและต่างประเทศ นำมาจัดรวบรวมเป็นแพลตฟอร์มกลาง เพื่อขับเคลื่อนข้อมูลที่เป็นหลักฐานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม เพื่อเป็นฐานข้อมูลหลักให้กับประเทศไทย เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปใช้สำหรับวางกลยุทธ์การแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังได้ เสนอแนวทางเพื่อสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการ “แก้ปัญหาน้ำในไทยอย่างยั่งยืน” ผ่าน 5 มิติที่สำคัญ ดังต่อไปนี้…
มิติที่ 1“พลิกโฉมวิศวกรรม” โดยเร่งสร้างความแข็งแกร่งในพื้นที่ในด้านต่าง ๆ เช่น เสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างหลัก, ต่อยอดอุโมงค์น้ำ, อุดช่องโหว่แนวป้องกันน้ำท่วมให้ถาวร และเร่งสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ใต้ดินไว้สำหรับรองรับน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่ รวมถึงปรับปรุงสถานีสูบน้ำ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย, ผสานแบบจำลองพยากรณ์ขั้นสูงกับ AI และข้อมูลเรียลไทม์ ให้คาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อให้ รองรับฝนสุดขั้ว ได้มีประสิทธิภาพ
มิติที่ 2“จัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำ” โดย เชื่อมโยงพื้นที่จัดการน้ำทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นในมิติน้ำกินน้ำใช้ ต้นทุนน้ำ น้ำแล้ง น้ำท่วม น้ำเสีย ระบบนิเวศ ตลอดจนปรับปรุงระบบการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ระดับต้นน้ำ เช่น การดูแลรักษาป่า การสร้างฝายน้ำ เพื่อทำหน้าที่ดีเลย์น้ำก่อนที่จะลงมาเป็นภัยต่อคนที่อยู่ข้างล่าง หรือสร้างระบบแอ่งน้ำ เพื่อตัดยอดน้ำก่อนไหลผ่านเข้าสู่เมือง, มิติที่ 3 คือ“ถอดบทเรียนนวัตกรรมระดับโลก”เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางปรับตัวของประเทศไทย โดยเลือกใช้บทเรียนหลาย ๆ ประเทศ เพื่อเรียนรู้แนวปฏิบัติระดับสากล และนำมา ปรับใช้ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น
มิติที่ 4 ได้แก่ “ปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำอย่างยั่งยืน” โดย เปลี่ยนแนวคิดจาก “ต่อสู้” สู่การ “อยู่ร่วมกัน” อาทิ วางผังเมืองแบบยืดหยุ่น เสริมสร้างความรอบรู้ด้านสภาพภูมิอากาศให้ประชาชน และ… มิติที่ 5“สร้างปัญญาด้านน้ำ” ให้ประเทศไทย บนพื้นฐานข้อมูลและงานวิจัย เช่น เทคโนโลยีพยากรณ์อัจฉริยะ เพื่อวิเคราะห์มวลน้ำล่วงหน้า รวมถึงสร้างระบบทำนายที่รวดเร็ว-ตรงจุด …ทั้งนี้ รศ.ดร.วิทยา ย้ำไว้ว่า… “แต่สิ่งสำคัญคือต้องมีความต่อเนื่อง และทำให้ผู้คนมีความรู้สึกร่วม…
อยากจะร่วมขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหา
จึงจะมีพลังสร้างความเปลี่ยนแปลง”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



