ระยะเวลาให้ กกต.รับรอง สส. มันก็ยังไม่รู้ว่า ยาวนานแค่ไหน ต้องรอดูเรื่องร้องเรียน บางเขตก็รับรองไปก่อนสอยทีหลัง พอรับรอง สส.ได้ถึง 95% ก็เปิดประชุมสภา เลือกประธานสภาชุดใหม่ก่อน จากนั้นก็เลือกนายกฯ พอได้นายกฯ แล้วถึงฟอร์มทีมจัดตั้ง ครม.ใหม่ คาดว่า น่าจะราวๆ ต้นพฤษภาเราคงเห็นหน้า ครม.ใหม่ชัดๆ มันน่าจะช้าตรงเจรจาร่วมรัฐบาลกัน ร่วมรัฐบาลได้ต้องแบ่งเค้กอีก ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ใครเป็นประธาน & รองประธานรัฐสภา จากนั้นมาแบ่งเค้กฝ่ายบริหาร ใครเป็นรัฐมนตรี พอแบ่งตรงนี้ก็จะเหลือเค้กอีกก้อน คือประธานกรรมาธิการสามัญ และเค้กก้อนสุดท้ายปลอบใจคนอกหัก คือ ข้าราชการการเมือง อย่างเลขาฯ หรือที่ปรึกษารัฐมนตรี

จะทำนโยบายอะไรบ้าง ครม. ก็ต้องประชุม ถ้าเป็นรัฐบาลผสม ก็ต้องเลือกกันว่า จะเอานโยบายไหนนำเสนอ นโยบายไหนปาทิ้ง เพราะแต่ละพรรค ตอนเลือกตั้งก็เสนอนโยบายเสมือนตัวเองเป็นรัฐบาลพรรคเดียวไว้ก่อน แต่พอตั้ง ครม.จริง งบประมาณประเทศมีจำกัดก็ต้องเลือกทำ อย่างมีวินัยทางการเงินการคลังด้วย

เรื่องโฉมหน้ารัฐบาล “ความน่าจะเป็น” สูงสุดคือ พรรคประชาชน ( ปชน.) ชนะเลือกตั้ง ได้เสียงข้างมากแน่ๆ ซึ่งอาจถึง 200 เก้าอี้ เพราะกระแสดีที่สุด ดีจนหลายครั้งกองเชียร์ไประรานกองเชียร์พรรคอื่น ซึ่งต้องสอน ต้องพูดคุยกันต่อไปถึงวัฒนธรรมการเชียร์การเมือง ว่า ไม่ต้องไปบีบคั้นเอาเป็นเอาตายให้คนชอบพรรคอื่นเขาพูดหรอกว่าทำไมเขาไม่เลือกพรรคส้ม ไม่ต้องเยาะเย้ยก่นด่าคนเห็นต่างว่าโง่ด้วย และต้องระวังด้วยว่า ชมกันเองอยู่ในห้องเสียงสะท้อน ( echo chamber ) มันทำให้ไม่ได้ยินเสียงของชุดความคิดอื่น จนอาจขาดความเข้าใจในหลายเรื่อง

ฝั่งคนชอบพรรคส้มเข้าขั้น crazy เขาว่า เข้าใจอารมณ์กองเชียร์ เพราะพรรคส้มถูกกระทำมาหลายครั้ง ตั้งแต่ยุบพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกลเป็นพรรคอันดับหนึ่งไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล ยุบพรรคก้าวไกล เหมือนเขาถูกกระทำมาหลายอย่าง แถมถูกเลือกกระทำพรรคเดียว จนคิดว่าต้องใช้ความ hard core รวมพลังกันสู้ เพื่อว่าจะไม่มีอำนาจบ้าบออะไรมาขัดขวางไม่ให้พรรคส้มตั้งรัฐบาลได้อีก เที่ยวนี้พรรคก็หวังมาก ขนาดเปิดตัวทีมบริหารคนนอกแล้ว เปิด ครม.บางตำแหน่งแล้ว ( รองนายกฯ สี่คน คือพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ , ศิริกัญญา ตันสกุล, เดชรัต สุขกำเนิด, วีระยุทธ์ กาญจนชูฉัตร )

ก็แล้วแต่พรรค-กองเชียร์จะบริหารจัดการเสียงกันอย่างไร แต่ระวังเรื่องไปฟาดคนไม่ชอบส้มมากๆ จะปลุกความเกลียดชังขึ้นมาในสังคมไทยอีก ..ถ้าจะใช้วิธีซอฟต์พาวเวอร์ ให้คนเปลี่ยนใจมาชอบส้มมากขึ้น ก็บริหารให้ดีมากๆ เอาให้ถ้าเลือกตั้งใหม่ ได้ สส.เหมือนอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ได้ถึง 377 เสียง รัฐบาลพรรคเดียวสวยๆ

เรื่องความน่าจะเป็นในการจัดตั้งรัฐบาล ใครๆ ต่างก็“ผูกสูตร” คือตั้งตุ๊กตาว่า พรรคไหนจะจับมือพรรคไหนได้บ้าง อย่างไรก็ตาม เสียงในสภาควรเกิน 300 เสียง เพื่อป้องกันเสียงปริ่มน้ำเวลาจะผ่านกฎหมายสำคัญๆ ตอนนี้เขารู้กันทั่วแล้วว่า ฝ่ายค้านจะเล่นเกมไม่รักษาองค์ประชุม เพื่อหาเรื่องโจมตีรัฐบาลว่าไม่มีฝีมือ แต่เรื่องการจับมือ “เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พูดชัดว่า “ให้รอผลเลือกตั้งก่อน ราว 3 ทุ่มวันที่ 8 ก.พ.ก็รู้ มันมีสูตรที่เป็นทางออกแน่”

ซึ่งกองเชียร์ไม่ว่าพรรคไหน ก็ต้องเข้าใจเรื่องการตกลงกันทางการเมืองด้วย ว่า แต่ละพรรคเขาตัดสินใจให้พรรคได้ผลประโยชน์สูงสุด นั่นคือ มีโอกาสได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้ก็จัด ต้องคิดว่า การเชิญพรรคอื่นร่วมรัฐบาลต้องเสียโควตาพรรคอะไรให้เขาบ้าง  การเมืองมันไม่อุดมคตินักหรอก ไอ้ประเภทพูดมีฉันไม่มีมัน มีเราไม่มีเขา ถ้าการเจรจาตกลงมันจำเป็นต้องมีมันสุดท้ายก็ยอม อาจมีคนต้องเจ็บตัวบ้างก็ได้ อย่างพรรค ปชน. ถ้าจำเป็นจะต้องจับมือกับพรรคภูมิใจไทย ก็อาจจับมือกันได้ ..กระทั่งจะให้กล้าธรรมมาร่วมส้มก็ได้ อาจมีเอ็มโอยู เอ็มโอเอ วอทเอฟเวอร์ อะกรีเมนท์ เขียนจำกัดไม่ให้ตำแหน่งใคร มันมีการเจรจาให้ออกสูตรไหนก็ได้ เขามีเวลาในการตกลงกันก่อนขอเปิดสภา โหวตเลือกนายกฯ

มีผู้สันทัดกรณี เชื่อว่า “มีโอกาสที่ส้มจะจับกับน้ำเงิน” เขาเชื่อว่า ความที่น้ำเงินมี “ความสัมพันธ์ที่ดี”กับ สว. ทำให้ส้มต้องหย่อนเบ็ดยื่นข้อเสนอให้ สว.โหวตผ่านแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 ( แต่ถ้าประชามติรัฐธรรมนูญผ่าน ก็น่าจะมีสภาพบังคับให้ สว.ต้องผ่านแก้มาตรา 256 ) และไม่เป็นก้างขวางคอกฎหมายของส้ม อีกอย่างหนึ่ง คดีของแกนนำส้มก็ยังอยู่ในมือองค์กรอิสระ เมื่อ สว.เลือกองค์กรอิสระ การอยู่กับน้ำเงินจึงดูเป็น“ทางปลอดภัย”มากกว่าแดง

ถ้า ส้ม แดง ฟ้า อันนี้พรรคฟ้าเขาจะยอมได้หรือไม่ เพราะประกาศไม่เอาทักษิณ เขาคงไม่อยากเสียภาพลักษณ์ที่เพิ่งกู้กลับมา และฟ้าไม่โดดเด่นในสูตรนี้  แดงก็อิหลักอิเหลื่อ เพราะอยากใช้นโยบายตัวเองเป็นหลัก  

หรือถ้าเกิดส้มได้ สส.ถึง 250 คน ฟ้าได้ สส.อีกราว 35 คน รวมพรรคเล็กพรรคน้อยอื่นให้ถึงสามร้อยก็ตั้งรัฐบาลได้ เหวี่ยงเพื่อไทย กล้าธรรม ภูมิใจไทยไปไว้แดนเดียวกัน .. ส้มจับกับแดง บวกพรรคเล็กพรรคน้อย ถ้าได้ถึงสามร้อยก็เหวี่ยงพรรคอื่นไปเป็นฝ่ายค้านได้ ฟ้าที่ว่าไม่จับกับกล้าธรรม ก็มีสภาพบังคับให้อยู่ร่วมกัน ต่างคนต่างทำงานแบบตอนส้มแดงเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาลหนูก็ได้… หรือไม่ก็แดงจับกับน้ำเงิน และเอาเขียวกล้าธรรมเข้ามาก็เกิดขึ้นได้ การเมืองเขาคุยกันได้หมด เพราะต้องประเมินฉากทัศน์การไปต่อ ที่สำคัญคือ “แบ่งเค้ก ครม.กันลงตัวหรือไม่”

ถ้าเรายังไม่พูดถึงสูตรจับมือ ถามว่า โครงการอะไรมีโอกาสได้รับการสานต่อมากที่สุด ? ตอบว่า“คนละครึ่ง” ดูได้จากแต่ละพรรคหาเสียง โอเคกับโครงการนี้หมด เพื่อไทยยังว่าเราให้มากกว่า เป็น 70:30 ด้วยซ้ำ มันเป็นโครงการที่รู้สึกจับต้องได้ มีช่วงเวลาการใช้โครงการให้จดจำ ถ้าเทียบกับแจกเงินหมื่น บางคนกดวันเดียวหมด แต่คนละครึ่งมันจำกัดวงเงินต้องใช้หลายวัน ..อีกโครงการหนึ่งที่น่าจะได้ชัวร์เพราะหาเสียงตรงกันหลายพรรค คือการเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ ยังไม่แน่ใจว่าอัตราไหน ต้องดูความสามารถทางการคลัง ต้องทำเพราะไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

ส่วนปราบโกง เห็นพูดกันปาวๆ แต่ไม่รู้ในทางปฏิบัติเป็นอย่างไร ก่อนจะไปถึง“ประหารคนโกง” กระบวนการจับโกงเคร่งครัดขึ้นหรือเปล่า เลิกกฎหมายอะไรที่ทำให้การจัดการล่าช้าบ้าง แล้วกระบวนการสอบเร่งรัดเร็วขึ้นหรือเปล่า คดีหนึ่งๆ เข้า ป.ป.ช.ไปทำลืมได้เลยถ้าไม่มีการเมืองกดดัน ..พูดว่าเข้มปราบโกงง่าย ถึงเวลาจริง กระบวนการมีการเปลี่ยนแปลงให้เห็นอย่างไร ? ถ้าฉ้อราษฎร์บังหลวง ยึดทรัพย์ได้เร็วแค่ไหน ??

เรื่องปราบโกง เห็นหาเสียงกันทุกครั้ง รอดูน้ำยา.  

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่