นางสาวพัชรินทร์ รัตนวิภา ผู้ตรวจการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เขียนบทความเชิญชวนพี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ร่วมสร้างปรากฏการณ์ทางประชาธิปไตยครั้งสำคัญ โดยชี้ให้เห็นว่า แม้การเลือกตั้ง สส. จะเป็นกระบวนการที่คนไทยคุ้นเคย แต่การออกเสียงประชามติในวันเดียวกันนั้น ถือเป็นความพิเศษและเป็นครั้งแรกที่ประชาชนต้องใช้สิทธิทั้งสองรูปแบบควบคู่กัน

ด้วยเหตุนี้ จึงขอใช้พื้นที่นี้อธิบายความสำคัญของ การออกเสียงประชามติ ซึ่งมีความหมายและน้ำหนักทางการเมืองไม่น้อยไปกว่าการเลือกตั้ง สส.

ประชามติ: เสียงตรงจากประชาชนเจ้าของอำนาจ

การออกเสียงประชามติ (Referendum) เป็นกลไกของ ประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ ที่ทำงานควบคู่กับประชาธิปไตยแบบตัวแทน เป็นกระบวนการที่รัฐคืนอำนาจการตัดสินใจในประเด็นสำคัญให้แก่ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง

ประชามติถูกใช้เพื่อขอความเห็นชอบจากประชาชนในเรื่องใหญ่ของประเทศ อาทิ
การแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญ การเสนอกฎหมายสำคัญ การเข้าร่วมองค์การระหว่างประเทศ หรือการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่วงดุลอำนาจขององค์กรหรือสถาบันทางการเมือง ไม่ให้ตัดสินใจโดยปราศจากเสียงของประชาชน

เสียงจากประชามติสะท้อน “เจตจำนงทั่วไปของประชาชน” (General Will) ซึ่งจะกำหนดทิศทางการเมือง การปกครอง และวิถีชีวิตของสังคมไทยในระยะยาว

เงื่อนไขสำคัญของประชามติที่มีคุณภาพ

การออกเสียงประชามติจะสะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนได้ก็ต่อเมื่อ
ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และรอบด้าน คำถามต้องมีความชัดเจน และทุกฝ่าย ทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ต้องมีโอกาสแสดงความเห็นและรณรงค์อย่างเสรี โดยไม่ถูกปิดกั้นจากภาครัฐ

บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายสาระสำคัญของ การออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 รวมถึงเชิญชวนประชาชนไปใช้สิทธิให้มากที่สุด

สาระสำคัญของการออกเสียงประชามติ 8 กุมภาพันธ์ 2569

1. ประเด็นคำถาม
“ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

2. เหตุผลและความจำเป็น
เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ลงวันที่ 10 กันยายน 2568 ซึ่งระบุชัดว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 รัฐสภาสามารถริเริ่มจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบก่อน และต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติรวม 3 ครั้ง

ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่ให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนการจัดทำประชามติ โดยรับฟังเสียงประชาชน และธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ขั้นตอนการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง

ครั้งที่ 1

  • หากเสียงข้างมาก ไม่เห็นชอบ → ไม่สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
  • หากเสียงข้างมาก เห็นชอบ → เดินหน้าสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ครั้งที่ 2

ออกเสียงประชามติรับรองหลักเกณฑ์ วิธีการ และสาระสำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

  • ไม่เห็นชอบ → ยุติกระบวนการ
  • เห็นชอบ → เดินหน้าจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ครั้งที่ 3

ประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

  • ไม่เห็นชอบ → ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
  • เห็นชอบ → นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายสูงสุดต่อไป

ข้อดี–ข้อเสียที่ประชาชนควรพิจารณา

ข้อดี
เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงในการกำหนดกติกาสูงสุดของประเทศ และแก้ไขปัญหาบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย ซึ่งเกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่จัดทำขึ้นในช่วงที่ประเทศไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง

ข้อเสีย
อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง และใช้งบประมาณสูง โดยการจัดประชามติแต่ละครั้งใช้งบประมาณกว่า 112 ล้านบาท

ประชามติไม่ใช่แค่สิทธิ แต่คือ “หน้าที่”

กฎหมายกำหนดให้การออกเสียงประชามติเป็น หน้าที่ของผู้มีสิทธิ หากไม่ไปใช้สิทธิและไม่แจ้งเหตุ จะถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองหลายประการในอนาคต

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนจึงไม่ได้หยุดแค่การเลือกตั้ง แต่รวมถึงการออกเสียงประชามติ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนกำหนดทิศทางประเทศด้วยตนเอง

อย่าลืม! หนึ่งเสียงของท่านมีความสำคัญยิ่ง
อนาคตของประเทศไทยจะดีขึ้น แย่ลง หรือเหมือนเดิม ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนทุกคน
ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ
วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00–17.00 น.
ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วยมือของเราเอง


คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่