ถือว่าบรรยากาศการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ เมื่อวันอาทิตย์ 8 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา ทั่วประเทศค่อนข้างคึกคัก นับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ประชาชนทุกเพศวัยตั้งแต่วัยรุ่นที่มิสิทธิ หนุ่มสาวคนทำงานไปจนถึงผู้สูงวัยต่างตื่นตัวไปลงคะแนนเลือกอนาคต อยากเห็นนักการเมือง-พรรคการเมืองที่เราคิดว่าใช่ได้เข้าไปบริหารประเทศ

หลังสิ้นสุดการปิดหีบ ผลการนับคะแนน 94% (อย่างไม่เป็นทางการ) ณ ช่วงเที่ยงวันที่ 9 ก.พ. ผู้ใช้สิทธิ 68.45% (36,223,467คน), บัตรเสีย 3.39% (1,228,683), ไม่ลงคะแนน 3.97% (1,437,109)  พรรคอันดับ 1-5 คือ 1.ภูมิใจไทย 193 ที่นั่ง  (สส.เขต174+สส.บัญชีรายชื่อ19)  2.ประชาชน 118 ที่นั่ง (สส.เขต 87+สส.บัญชีรายชื่อ 31) 3.เพื่อไทย 74 ที่นั่ง (สส.เขต 58+สส.บัญชีรายชื่อ 16) 4.กล้าธรรม 58 ที่นั่ง(สส.เขต 56+สส.บัญชีรายชื่อ 2) 5.ประชาธิปัตย์ 22 ที่นั่ง(สส.เขต 10+สส.บัญชีรายชื่อ 12)  และ ออกเสียงประชามติ 93.49% เห็นชอบ 65.4% (19,885,709), ไม่เห็นชอบ 34.56% (10,503,475)

ตลอดช่วงเวลากว่า 1 เดือน หลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ประกาศยุบสภา ช่วงค่ำของวันที่ 11 ธ.ค. 68  ปี่กลองการหาเสียงเลือกตั้ง โรงละครใหญ่กลับมาอีกครั้ง การเมือง-การละคร เปิดการแสดงให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้รับชม พอรูดม่านเปิดฉากก็สนุกครบเครื่องแทบทุกรส บรรดาผู้สมัคร สส. ยอมลดเพดานลงมา “ไหว้สวย” พนมมือรับฟังปัญหาชาวบ้าน ราวกับว่าประเทศไทยจะแตกสลาย หากพวกเขาไม่ได้คัดเลือกเข้าไปนั่งในสภา

หน้าฉากหาเสียง สะกดด้วยวาทกรรมคมคาย ปั้นแต่งมาเพื่อเรียกคะแนนและสร้างความชอบธรรมให้ฝั่งของตัวเอง สารพัดหลากหลายสโลแกน  มีเราไม่มีเทา,พูดแล้วทำ ,ไม่เลือกเรา เขามาแน่  ฯลฯ บนเวทีปราศรัย นักการเมืองแต่ละค่ายสวมบทศัตรูคู่อาฆาต  สาดโคลนใส่กัน สู้กันราวกับว่าจะไม่มีทางจับมือกันแน่นอน

แต่การเมืองการละครไทย ไม่เคยมีมิตรแท้ศัตรูถาวร ทันทีกรรมการเป่านกหวีดปิดหีบเลือกตั้ง ตัวเลขคะแนนเริ่มวิ่ง บทละครที่เคยเขียนไว้น่าจะถูกฉีกทิ้ง เมื่อเริ่มเห็นผลเลือกตั้ง ออกมาช่วงค่ำคืนวันที่ 8 ก.พ. โดยเฉพาะบรรดาพรรคการเมืองหลัก ๆ ลำดับ 1-5 พอจะมองเห็นเค้าลาง สูตรจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 

แค่พรรคสีน้ำเงิน ภูมิใจไทย 193 ที่นั่ง จับมือพรรคสีเขียว กล้าธรรม 58 ที่นั่ง ซึ่งทั้ง 2 พรรคดั่งพันธมิตรแน่นแฟ้นกันตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง เสียงทะลุไปมากถึง 241 ที่นั่งแล้ว ไม่ต้องมี พรรคส้ม มาช่วยค้ำยันเหมือนก่อนหน้านี้

ในเมื่อพลังของ “บ้านใหญ่+บ้านใหม่” มีกระสุนดินดำเต็มอัตราศึก ต่างตบเท้าพาเหรดเข้าสู่พรรคสีน้ำเงินไม่ขาดสายตั้งแต่ปี2568 ก็แสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็นร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ กวาดแลนด์สไลด์ หลายสิบจังหวัดตั้งแต่ภาคเหนือ-อีสาน-กลาง-ตะวันออก-ตะวันตก ลงไปจนถึงปักษ์ใต้  ทำให้ พรรคสีแดง ถึงกับหมดมนต์ขลังไม่อาจต้านทานไหว

แต่ละครการเมืองไทย หลังประกาศผลคะแนน ยังเหลือฉากสำคัญ ดีลจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จะเป็นเช่นไร ?

“บ้านใหญ่หวนคืนชีพกลับมาพร้อมวาทกรรมเพื่อชาติและประชาชน วน ๆ กลับมาอีก เพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้ แต่ลึก ๆ แล้วในสายตาของผู้เสียภาษี สิ่งที่ปรากฏก็เป็นเพียงแค่การปรับเปลี่ยน หน้ากากของตัวละครเดิม ไม่แตกต่างเหล้าเก่าในขวดใหม่ เรียกว่าต่างรู้เช่นเห็นชาติ เห็นธาตุแท้กันมาอย่างดี

ส่วนจะแก้ปัญหาความยากจน, พิษเศรษฐกิจ และความมั่นคง ได้จริงหรือไม่นั้น ยังต้องจับตาดูกันอีกยาว ๆ!!.

เชิงผา

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่