ทั้งนี้ กับ “อากาศร้อน” นั้นได้มีผู้เชี่ยวชาญเผยไว้ว่าไทยมีแนวโน้มจะร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี โดยในส่วนของ กทม. ก็ถึงขั้นเตรียม “แผนบริหารจัดการความร้อนของเมือง” ขึ้นมาเพื่อรับมือ “ภัยความร้อนประจำปี 2569” หลังจากพบว่า…พื้นที่กรุงเทพฯ มี “จุดเสี่ยงความร้อน” กว่า 379 จุด ซึ่งว่าด้วย “ฤดูร้อนอากาศร้อน” ของเมืองไทยนั้น…

ช่วงหลายปีมานี้ผู้คนรู้สึกกันทั่วหน้า

รู้สึกร้อนกว่าอุณหภูมิจริง” ที่วัดได้

จน “สับสนกับสภาพความร้อน??”

เกี่ยวกับ“ความรู้สึกร้อนที่ผิดปกติ” หรือการ “รู้สึกร้อนกว่าอุณหภูมิจริงที่วัดได้” ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล ณ ที่นี้…เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีคำอธิบายโดย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ที่ได้อธิบายให้คำตอบเอาไว้ผ่าน www.scimath.org ว่า… ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตร จึงมีอากาศร้อนชื้นปกคลุมทั่วประเทศเกือบตลอดทั้งปี โดยอุณหภูมิอากาศจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่และฤดู โดย “ช่วงพีคฤดูร้อน” ของประเทศไทยนั้นจะ อยู่ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่จะมีอากาศร้อนมากจนแทบจะกลายเป็น “สภาวะร้อนสุดขั้ว!!”…

ในไทยระยะหลัง ๆ มีการ “ย้ำเตือน”

เตือนให้ “ระวังโรคลมร้อนลมแดด”

อย่างไรก็ตาม นอกจากระวังโรคช่วงร้อนแล้ว หลายคนก็เกิดความรู้สึก “เอ๊ะ!!” จาก “ความรู้สึกร้อน” กับ “อุณหภูมิที่วัดได้จริง” เพราะบางครั้งอุณหภูมิที่วัดได้นั้นก็ไม่ได้สูงมาก แต่หลายคนกลับ “รู้สึกร้อนผิดปกติ” ส่งผลให้ประชาชนไม่น้อยรู้สึก “สับสน” ระหว่าง “ความรู้สึกร้อน” กับ “อุณหภูมิที่ตรวจวัดได้” ว่า… ทั้ง 2 กรณีดังกล่าวนี้แท้ที่จริงคืออะไร? และแตกต่างกันอย่างไร? …โดยประเด็นนี้ใน คลังความรู้ หรือ www.scimath.org ก็ได้อธิบายเชิง “ปรากฏการณ์”เอาไว้ดังนี้…

สำหรับ “อุณหภูมิที่มนุษย์รู้สึกได้” หรือในภาษาอังกฤษFeels Like” เป็นอุณหภูมิที่คนรู้สึกว่า อากาศร้อนมากน้อยเพียงใด ที่มักนำมาใช้เป็นค่าสำหรับพิจารณาความสบายทางกายของมนุษย์ ซึ่งจะ “มีความแตกต่างกับอุณหภูมิที่วัดได้จริง” ทั้งนี้ เนื่องจาก ปัจจัยที่ทำให้มนุษย์รู้สึกร้อนไม่ได้มีเพียงแค่อุณหภูมิอากาศ แต่ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ เข้ามาประกอบด้วย เช่น “ความชื้นสัมพัทธ์” ที่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รู้สึกร้อน โดยช่วงเปลี่ยนสู่ฤดูร้อนของประเทศไทยความชื้นสัมพัทธ์อาจสูงถึง 80-90% ขณะที่ฤดูหนาวอาจลดลงมาอยู่ที่ 30-40% ฤดูร้อนจึงรู้สึกร้อนอบอ้าว ร่างกายเหนียวเหนอะหนะ…

ความชื้นสัมพัทธ์” นั้น “เป็นปัจจัย”

ทำให้ “รู้สึกร้อนกว่าอุณหภูมิที่วัดได้”

ข้อมูลโดยแหล่งเดิมยังได้ขยายความเพิ่มเติมเรื่องนี้ไว้ว่า… เพราะอากาศมีความชื้นสูง ทำให้รู้สึกร้อนกว่าอุณหภูมิที่วัดได้ เนื่องจากเมื่ออุณหภูมิอากาศสูง ร่างกายจะร้อนขึ้น และจะเริ่มขับเหงื่อออกเพื่อระบายความร้อน รวมถึงปรับให้ร่างกายมีอุณหภูมิปกติอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะแก่การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ แต่ในทางกลับกัน หากเหงื่อออกแล้วร่างกายไม่สามารถระเหยได้ เนื่องจากมีความชื้นสัมพัทธ์อากาศสูง กรณีนี้ก็จะทำให้ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ จึงรู้สึกร้อนมากขึ้น ดังนั้นการที่เรารู้สึกร้อนมากกว่าอุณหภูมิจริงที่วัดได้จึงมีความสัมพันธ์กับความชื้นสัมพัทธ์ด้วย และก็…

รวมถึงปัจจัยในเรื่องของ “ลม” ด้วย

ที่เป็นอีก “ตัวช่วยระบายความร้อน”

ส่วน “ค่าดัชนีความร้อน” หรือที่ในภาษาอังกฤษใช้ว่า Heat Index” ซึ่งใช้ตัวย่อ HI” นั้น ในเว็บไซต์เดิมได้อธิบายไว้ว่า… ค่าที่ได้นี้มาจากการ คำนวณค่าอุณหภูมิอากาศและค่าความชื้นสัมพัทธ์ที่วัดได้จริง โดยนำมาประยุกต์ใช้เพื่อ ระบุความเสี่ยงที่ร่างกายจะได้รับผลกระทบจากความร้อน ซึ่งค่านี้จะ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับอุณหภูมิอากาศและ ความชื้นสัมพัทธ์ โดยเมื่ออุณหภูมิอากาศและความชื้นสัมพัทธ์เพิ่มขึ้น ดัชนีความร้อนนี้ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นสูงตามไป และถ้าหากอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ลดลง ดัชนีความร้อนก็จะลดลงตามไปด้วยนั่นเอง …นี่เป็นคำอธิบายเกี่ยวกับ “ค่า HI”

ทั้งนี้ ที่น่าสนใจคือจากการศึกษา พบว่า… ดัชนีความร้อนรายปีทั่วทุกภาคในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 0.17-0.93 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษโดยเฉพาะ “ภาคกลาง” ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงกว่าภาคอื่น ๆ ซึ่งถ้า “ดัชนีความร้อนมีค่าที่สูงมาก” กรณีนี้ก็จะ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคลมร้อนมากขึ้น ซึ่งโรคนี้เป็นโรคที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไปจนทำให้อุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส โดย หากร่างกายไม่สามารถปรับตัวกับความร้อนที่เกิดขึ้นภายในและภายนอกร่างกายได้ก็จะเกิดการเจ็บป่วย!!ซึ่ง “สัญญาณสำคัญ” ที่ใช้เป็นหลักสังเกตง่าย ๆ คือ “ร้อนแต่ไม่มีเหงื่อออก??”…

ถ้ามีอาการนี้ “ต้องหาวิธีดับร้อนทันที”

ร้อนในที่นี้.. ร้อนจากสภาพอากาศ”

ที่ “มิใช่ร้อนแบบอื่น หรือร้อนรุ่มใจ”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์